- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 55 จางเต๋อสุ่ย
บทที่ 55 จางเต๋อสุ่ย
บทที่ 55 จางเต๋อสุ่ย
เช้าวันรุ่งขึ้น หานปินตื่นแต่เช้าตรู่ ลงไปกินข้าวที่บ้านพ่อแม่ข้างล่าง
หวังฮุ่ยฟางรู้ว่าลูกชายมีคดีติดพัน คงจะเหน็ดเหนื่อยลำบากมาก แต่เช้าก็เลยเตรียมอาหารเช้าอย่างหรูหราไว้ให้
หลี่ฮุยก็ถูกเรียกให้มากินข้าวด้วยกัน
เดิมทีหลี่ฮุยก็รู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง ปฏิเสธไปหลายครั้ง
แต่พอเห็นว่าหานปินจริงใจขนาดนี้ แถมเขาก็หิวมาก ๆ ด้วย สุดท้ายก็เลยยอมไป
เมื่อเช้านี้หวังฮุ่ยฟางทำแซนด์วิช
ขนมปังแผ่น ไข่ดาว เบคอน ผักกาดแก้ว มะเขือเทศ จัดเต็มมากจริง ๆ
หานปินกับหลี่ฮุยสองคนกินจุไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ละคนกินแซนด์วิชไปคนละสองชิ้น แถมยังดื่มนมอีกคนละแก้ว
หลังกินข้าวเสร็จ ก็รีบร้อนออกจากบ้านไป
“เอิ๊ก”
หลี่ฮุยเรอออกมาทีหนึ่ง ลูบท้องตัวเอง “มื้อนี้กินอิ่มแปล้เลย ฝีมือทำอาหารของคุณป้าสุดยอดไปเลย”
“กินอิ่มก็ดีแล้ว มื้อต่อไปยังไม่รู้ว่าจะได้กินเมื่อไหร่เลย” หานปินหาว ยังคงนอนไม่พออยู่ดี
หลี่ฮุยสตาร์ทรถไปพลาง ถามไปพลาง “นายว่าวันนี้หัวหน้าเจิงจะมาไหม?”
“ไม่รู้สิ ฉันก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน”
“เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยลาหยุดเลย ที่บ้านเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?” หลี่ฮุยกล่าว
“หัวหน้าเจิ้งก็ไม่ยอมบอก พวกเราก็เลยไม่กล้าถามตรง ๆ
“หรือว่าคืนนี้หลังเลิกงาน พวกเราไปเยี่ยมหัวหน้าเจิงที่บ้านกันดีไหม” หลี่ฮุยเสนอ
“พวกเราจะเลิกงานกันกี่โมงก็ยังไม่รู้เลย สู้พวกเราสี่คนมาปรึกษากันหน่อยดีกว่า ว่าง ๆ ก็วิดีโอคอลไปหาหัวหน้าเจิง ดูว่าเขายุ่งอะไรอยู่”
“ความคิดนี้ไม่เลวเลย ต้องไปให้ครบทุกคน ห้ามขาดใคร” หลี่ฮุยเห็นด้วย
“ไปถึงแล้วก็ลองปรึกษากับเถียนลี่และจ้าวหมิงดูเถอะ”
...
กรมตำรวจสาขาชิงเต่า
เพราะว่าเป็นคดีที่หน่วยสืบสวนอาชญากรรม 3 ต้องทำร่วมกัน
เจิ้งข่ายเสวียนก็เลยเรียกสมาชิกของทั้งสองทีม มาที่ห้องประชุม
ทีม 2 ยังคงเป็นสี่คนกลุ่มเดิมของหานปิน และเจิงเผิงก็ยังคงไม่มาทำงานเหมือนเดิม
ทีม 1 จ้าวอิงเป็นคนนำทีม พาคนมาด้วยหกคน ในจำนวนนี้มีสองคนที่เมื่อวานไม่ได้มีส่วนร่วมในคดีด้วย
“ข้อมูลของคนที่มีประวัติเคยก่อคดีลักทรัพย์ รวบรวมไปถึงไหนแล้ว?” เจิ้งข่ายเสวียนเอ่ยถาม
“โดยยึดชุมชนหลินฟางเป็นศูนย์กลาง ตรวจสอบเจอคนที่มีประวัติเคยก่อคดีลักทรัพย์อยู่หลายคนแล้วค่ะ” จ้าวอิงหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมา “ข้อมูลนี่ซุนซิ่งกับตู้ฉีเป็นคนรวบรวมมา มีช่องทางการติดต่อกับที่อยู่ด้วย สามารถเริ่มสืบสวนได้เลยทันที”
“ซุนซิ่ง ตู้ฉี พวกนายสองคนลำบากแย่เลย วันนี้ตอนกลางวันก็พักผ่อนให้เต็มที่เถอะ” เจิ้งข่ายเสวียนกล่าว
“ครับ”
“เอาแบบนี้ ฉันจะมอบหมายภารกิจให้” เจิ้งข่ายเสวียนเรียบเรียงคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง “ทีม 1 รับผิดชอบตรวจสอบคนที่มีประวัติเคยก่อคดีลักทรัพย์ โดยเฉพาะคนที่ไม่สามารถพิสูจน์หลักฐานที่อยู่ได้ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ”
“ทีม 2 รับผิดชอบตรวจสอบกล้องวงจรปิด โดยเฉพาะบุคคลน่าสงสัยที่เข้าออกชุมชนในช่วงก่อนและหลังเวลาที่เกิดเหตุ”
“แปะ ๆ!” เจิ้งข่ายเสวียนตบมือ “เคลื่อนไหวได้ วันนี้เตรียมพร้อมลุย 24 ชั่วโมง”
“ครับ/ค่ะ”
...
หลังจากเลิกประชุม
“หัวหน้าเจิ้งครับ ผมมีเรื่องอยากจะรายงานคุณครับ” หานปินกล่าว
“เรื่องอะไร?”
“ผมอยากจะไปที่เกิดเหตุอีกครั้งครับ”
“มีเบาะแสอะไรตกหล่นเหรอ?”
“เมื่อวานมีสองบ้านที่แจ้งความมาช้าเกินไป ตอนที่ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุฟ้าก็มืดแล้ว ผมเลยอยากจะไปอีกครั้งในวันนี้ ดูว่าพอจะหารอยเท้าได้บ้างไหมครับ”
“ไปสิ”
“ครับ”
...
“ปินจื่อ นายจะไปที่เกิดเหตุอีกแล้วเหรอ?” หลี่ฮุยประหลาดใจเล็กน้อย
“ใช่”
“พี่ปินครับ ให้ผมไปเป็นเพื่อนไหม?” จ้าวหมิงเสนอตัวอย่างกระตือรือร้น
“นายอยู่ที่นี่ช่วยกันดูกล้องวงจรปิดเถอะ ฉันไปคนเดียวก็ได้แล้ว” หานปินยื่นมือไป ตบไหล่เขาเบา ๆ
“นั่นสิ เจ้าหนูอย่างนายอย่าคิดจะหนีเลยนะ กล้องวงจรปิดเยอะขนาดนั้น วันนี้ต้องดูให้หมด ถ้าเหลือแค่เถียนลี่กับฉัน ดูยังไงก็ไม่หมดหรอก” หลี่ฮุยกล่าว
“พวกนายใครมีโดรนบ้าง?” หานปินถาม
“ผมมีครับ” จ้าวหมิงรีบพูด
“ถ้างั้นนายช่วยไปเอามาให้ฉันหน่อยสิ เอาไปส่งให้ที่ชุมชนหลินฟาง”
“ได้เลยครับ” จ้าวหมิงหัวเราะฮะ ๆ ขอแค่ไม่ต้องให้เขาดูกล้องวงจรปิด จะให้ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น
“อย่าคิดจะอู้งานล่ะ ส่งโดรนเสร็จแล้วก็รีบกลับมาเลย” เถียนลี่ชูกำปั้นขึ้นมา
...
ในขณะเดียวกันนั้น
จ้าวอิงประสบการณ์โชกโชน ทำงานได้อย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว
พอได้ข้อมูลของคนที่มีประวัติอาชญากรรมมา เธอก็ทำการตรวจสอบอยู่พักหนึ่ง คัดเลือกเป้าหมายที่น่าสงสัยว่าจะเป็นคนก่อเหตุออกมาได้หลายคน
เธอส่งลูกทีมทั้งสามคนออกไปทั้งหมด ขอให้ตำรวจที่สถานีตำรวจท้องที่ช่วยเรียกตัวคนที่มีประวัติเคยก่อคดีลักทรัพย์เหล่านั้นมาช่วยในการสืบสวน
ส่วนจ้าวอิงกับลูกทีมอีกคนหนึ่ง อยู่ที่กรมตำรวจสาขาเพื่อรับผิดชอบในการสอบสวน
ในมือของจ้าวอิงถือเอกสารอยู่สามชุด ล้วนเป็นข้อมูลของคนที่มีประวัติเคยก่อคดีลักทรัพย์
คนหนึ่งชื่อจางเต๋อสุ่ย อีกคนชื่อเฉินคังหนิง และอีกคนหนึ่งชื่อโจวเผิง
จางเต๋อสุ่ยก็คือผู้ต้องสงสัยในคดีลักทรัพย์ในตึกสูงที่เธอจับกุมเมื่อสามปีก่อน
ส่วนเฉินคังหนิง เขาพักอาศัยอยู่ที่ชุมชนหลินฟาง ก็เลยเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญด้วยเช่นกัน
โจวเผิงเป็นนักโทษที่เข้า ๆ ออก ๆ คุกมาแล้วสี่ครั้ง ดัดนิสัยยังไงก็ไม่ยอมเปลี่ยน ครั้งสุดท้ายที่ก่อคดีลักทรัพย์ก็ถูกตัดสินจำคุกสี่ปี ถือเป็นคนที่มีพฤติกรรมเลวร้ายที่สุดในบรรดาสามคนนี้
จางเต๋อสุ่ยน่าสงสัยมากที่สุด ก็เลยเป็นคนแรกที่ถูกเรียกตัวมา จ้าวอิงลงมือสอบปากคำเขาด้วยตัวเอง
เว่ยจื่อโม่สมาชิกทีม 1 รับหน้าที่จดบันทึก
บนเก้าอี้ข้าง ๆ มีชายอายุสามสิบกว่าคนหนึ่งนั่งอยู่ รูปร่างไม่สูง ทั้งผอมทั้งบาง บนมือเต็มไปด้วยรอยด้าน
“ชื่อ เพศ อายุ ภูมิลำเนา...”
“จางเต๋อสุ่ย เพศชาย อายุ 33 ปี...”
“จางเต๋อสุ่ย ยังจำฉันได้ไหม?” จ้าวอิงเอ่ยถาม
“จำได้ครับ คุณคือหัวหน้าจ้าว”
“ครั้งก่อน นายก็ถูกฉันจับเข้าไป ไม่โกรธฉันเหรอ”
“ตอนที่เพิ่งเข้าไปใหม่ ๆ ในใจก็อัดอั้นตันใจอยู่บ้าง เคยโกรธคุณอยู่เหมือนกันครับ แต่ต่อมาก็คิดได้แล้ว ว่านี่มันคือโชคชะตาของผม การที่คุณจับผมเข้ามา ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ ไม่อย่างนั้นผมคงจะไปก่อคดีที่มันใหญ่โตกว่านี้ ถึงตอนนั้นจะได้ออกมาหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลยครับ”
“นายคิดได้เองแบบนี้ ก็ดีที่สุดแล้ว”
“หัวหน้าครับ วันนี้คุณเรียกผมมา มีเรื่องอะไรเหรอครับ?” จางเต๋อสุ่ยลองหยั่งเชิง
“เมื่อวานนี้ ที่ชุมชนแห่งหนึ่งในย่านชานเมือง เกิดคดีลักทรัพย์ในตึกสูงขึ้นคดีหนึ่ง ก็เลยอยากจะเชิญนายมาช่วยในการสืบสวน”
“หัวหน้าครับ นี่มันไม่เกี่ยวกับผมนะครับ ตั้งแต่ออกจากคุกมา ผมก็ทำตัวดีมาตลอด ไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายอะไรเลยนะครับ” จางเต๋อสุ่ยรีบแก้ตัว
“นายไม่ต้องตื่นเต้นไป ฉันก็แค่อยากจะให้นายช่วยให้คำปรึกษาหน่อย ดูว่าพอจะเจอเบาะแสอะไรบ้างไหม”
“ผมไม่ได้ทำจริง ๆ ครับ คงจะช่วยคุณไม่ได้”
“นายยังติดต่อกับเพื่อนเก่า ๆ พวกนั้นอยู่ไหม?”
“ไม่ครับ”
“คิดให้ดี ๆ ก่อนค่อยพูด อย่าเพิ่งรีบอ้าปาก”
จ้าวอิงพ่นลมหายใจ แล้วเปลี่ยนวิธีการสอบถาม “วันที่ 11 สิงหาคม ตอนสิบเอ็ดโมงเช้า ถึงวันที่ 12 สิงหาคม ตอนตีห้า นายอยู่ที่ไหน?”
“หัวหน้าครับ ผมนึกไม่ออกในทันทีหรอกครับ” จางเต๋อสุ่ยเริ่มประหม่า
“เรื่องเมื่อสามวันก่อน นายยังนึกไม่ออกอีกเหรอ คิดจะหลอกใคร?” เว่ยจื่อโม่ที่รับหน้าที่จดบันทึกอยู่ข้าง ๆ ตวาด
“หัวหน้าจ้าวครับ พูดตามตรงกับคุณเลยนะครับ พอผมเห็นหน้าคุณผมก็กลัวแล้วครับ นึกอะไรไม่ออกเลย”
“ผ่อนคลายหน่อย ตั้งใจคิดดี ๆ ฉันไม่ใช่เสือสักหน่อย จะไปกินนายได้ยังไง?”
“หัวหน้าครับ ผมกลับตัวกลับใจเป็นคนดีแล้วจริง ๆ นะครับ ไม่อยากกลับเข้าไปในนั้นอีกแล้วจริง ๆ” จางเต๋อสุ่ยกล่าว
“ตอนนี้ฉันกำลังสอบปากคำนาย ไม่ได้กำลังสอบสวนนายสักหน่อย นายจะไปกลัวอะไร”
“ใช่ครับ คุณพูดถูก ผมกำลังให้ปากคำ ไม่ได้กำลังถูกสอบสวน” จางเต๋อสุ่ยกลืนน้ำลาย
“ตอบคำถามของฉันมาตามตรง นายก็จะกลับไปได้แล้ว”
“ขอผมคิดดูก่อนนะครับ...” จางเต๋อสุ่ยนึกอยู่ครู่หนึ่ง “ผมคิดออกแล้วครับ เมื่อสามวันก่อนผมไม่ได้อยู่ในเมือง เพิ่งจะกลับมาถึงเมืองชิงเต่าเมื่อวานตอนเที่ยงนี่เองครับ”
“นายไปไหนมา?”
“ผมไปภูเขาฝูผิงมาครับ”
“ที่นั่นมีแต่ภูเขาทั้งนั้น นายไปทำอะไรที่นั่น?” จ้าวอิงซักต่อ
“ตอนนี้ผมเป็นครูสอนปีนหน้าผาครับ สอนนักเรียนปีนหน้าผา”
จ้าวอิงยิ้ม ๆ “งานนี้ก็เหมาะกับนายดีเหมือนกันนะ”