- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 52 ค้นพบ
บทที่ 52 ค้นพบ
บทที่ 52 ค้นพบ
ซ่งจินชางเดินออกมาจากห้อง ใช้มือลูบหน้า
“คุณซ่งครับ พอจะคุยด้วยหน่อยได้ไหม?” หานปินหยิบซองบุหรี่ยี่ห้ออวี้ซีออกมา แล้วยื่นให้อีกฝ่ายมวนหนึ่ง
“ทำให้คุณเห็นเรื่องน่าอายซะแล้ว”
“ลูกผู้ชายไม่หลั่งน้ำตาง่าย ๆ เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาที่เสียใจอย่างแท้จริง”
ซ่งจินชางสูดควันบุหรี่เข้าไปลึก ๆ “เงินนั่น ผมไม่ได้เอาไปจริง ๆ ครับ”
“ผมเชื่อคุณ” หานปินพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ขอบคุณครับ”
“คุณดูเหมือนจะกดดันมากเลยนะ?”
“สองแสนหยวน เกินครึ่งก็ไปยืมเขามา ผมต้องวิ่งงานขายอีกเท่าไหร่ ต้องพูดจาดี ๆ อีกสักแค่ไหน ถึงจะหาเงินขนาดนั้นกลับมาได้” ซ่งจินชางยิ้ม
รอยยิ้มนั้นไม่ได้มีความสุขเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย มันเหมือนกับความจนปัญญาเสียมากกว่า
“ผมเข้าใจครับ”
“พวกคุณตำรวจสงสัยผม ผมไม่โกรธหรอกครับ นั่นมันเป็นงานของพวกคุณ แสดงว่าพวกคุณทำตามหน้าที่” ซ่งจินชางสูบบุหรี่เข้าไปอีกอึกหนึ่ง
“แต่เธอก็ยังสงสัยผม อยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปี ความไว้เนื้อเชื่อใจขั้นพื้นฐานยังไม่มีให้กันเลย แล้วที่ผมต้องเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันนี่มันเพื่อใครกัน?”
หานปินยื่นมือไป ตบไหล่เขาเบา ๆ “ผมรู้ว่าคุณไม่ได้เอาเงินไป แต่คุณเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากที่เกิดเหตุ คำให้การของคุณ มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของพวกเรามาก”
“ไม่ต้องไปสนใจหรอกครับว่าเงินจะได้คืนกลับมาไหม สำหรับผมแล้ว มันก็ไม่ได้ต่างกันเลย” ซ่งจินชางส่ายหน้า
“อย่างน้อยก็ช่วยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของคุณได้นะครับ”
“มันสำคัญด้วยเหรอครับ?”
“สำหรับภรรยาของคุณแล้ว มันสำคัญมากครับ”
ซ่งจินชางนิ่งเงียบไปนาน อัดบุหรี่เข้าไปเฮือกใหญ่ “ก็ได้ครับ ผมยินดีให้ความร่วมมือในการสืบสวน”
หานปินพาซ่งจินชางกลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น ลงมือสอบปากคำเขาด้วยตัวเอง
...
หลังจากสอบปากคำเสร็จ ซ่งจินชางก็ออกไปกินข้าวเที่ยง สวีเยี่ยนก็รีบตามออกไปด้วย
พวกเจิ้งข่ายเสวียนยังคงอยู่ในห้องนั่งเล่น แบบนี้ก็ยิ่งสะดวกในการหารือเรื่องคดีมากขึ้น
“แต่ละบ้านก็มีปัญหาที่ยากจะอธิบายด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะตำรวจอย่างพวกเรา การได้แต่งงานกับคู่ชีวิตที่เหมาะสมนี่มันสำคัญมากจริง ๆ” เจิ้งข่ายเสวียนรู้สึกสะเทือนใจขึ้นมา
“หัวหน้าเจิ้งครับ พี่สะใภ้ก็ดีออกไม่ใช่เหรอครับ ทั้งสวย ทั้งเป็นแม่บ้านแม่เรือน” หลี่ฮุยกล่าว
“พอได้แล้ว ประจบน้อย ๆ หน่อยเถอะน่า” เจิ้งข่ายเสวียนโบกมือ “ซ่งจินชางคนนี้ พวกนายคิดว่ายังไง”
“อารมณ์ของเขาค่อนข้างแปรปรวนมาก แรงจูงใจก็ชัดเจนมาก แถมยังไม่ต้องรับผิดทางกฎหมายอะไรอีก เป็นคนสุดท้ายที่ออกจากที่เกิดเหตุด้วย ฉันคิดว่าเขาน่าสงสัยมากค่ะ” เถียนลี่วิเคราะห์
“ถ้าเป็นเขาจริง ๆ ก็ประหยัดเวลาพวกเราไปได้เยอะเลย” จ้าวหมิงยักไหล่
“หานปิน นายได้คุยกับเขาสักพักแล้ว คิดว่ายังไง?”
หานปินเรียบเรียงคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง “ถึงแม้แรงจูงใจของเขาจะชัดเจน แต่ก็ไม่พบท่าทีว่ากำลังโกหกอยู่เลย ผมคิดว่าความน่าสงสัยมีไม่มากครับ”
“หัวหน้าเจิ้งครับ ทำไมคุณไม่ถามความเห็นผมบ้างล่ะ?” หลี่ฮุยพูดแทรก
“นายนี่จะพูดจาไร้สาระอะไรนักหนา มีอะไรก็รีบ ๆ พูดมา” เจิ้งข่ายเสวียนหัวเราะพลางด่า
“คดีนี้สามารถแยกกันดูได้ครับ ถ้าหากเงินเป็นซ่งจินชางที่เอาไปจริง ๆ ก็ถือเป็นความขัดแย้งภายในครอบครัว ตำรวจไม่มีอำนาจเข้าไปจัดการอยู่แล้ว ให้คุณสวีไปจัดการกันเอง” หลี่ฮุยหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ
“พวกเราก็ทุ่มกำลังตำรวจไปกับการสืบสวนในด้านอื่นแทน นี่แหละคือการแบ่งงานที่เหมาะสมที่สุด”
เจิ้งข่ายเสวียนประสบการณ์โชกโชน ฟังความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของหลี่ฮุยออก
“กริ๊ง ๆ ๆ...”
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เจิ้งข่ายเสวียน จ้าวหมิง และหานปินทั้งสามคนต่างก็ล้วงกระเป๋าตามความเคยชิน นึกว่าเป็นโทรศัพท์มือถือของตัวเอง
“ของฉันเอง” เจิ้งข่ายเสวียนลุกขึ้นยืน เดินไปรับโทรศัพท์ที่ระเบียง
“เฮ้” หลี่ฮุยใช้เข่า กระแทกขาหานปิน “สีหน้าของหัวหน้าเจิ้ง ดูเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ เลย นายทายสิว่าคุยเรื่องอะไรอยู่?”
“จะให้ฉันทายจริง ๆ เหรอ?”
“ทายมาเลย!”
“อะแฮ่ม...” หานปินกระแอมในคอ ทำเสียงเลียนแบบเจิ้งข่ายเสวียน
“อืม คุณพูดถูก ไอ้เด็กหลี่ฮุยนี่มันทั้งขี้เกียจสันหลังยาว ทั้งไม่เอาไหน ไม่มีความทะเยอทะยาน สมควรย้ายออกจากหน่วยสืบสวนอาชญากรรมจริง ๆ ไม่งั้นก็ย้ายมันไปเฝ้าประตู”
“ไปไกล ๆ เลยนะ รู้จักแต่พูดจาเหลวไหล” สีหน้าของหลี่ฮุยดำคล้ำลงในทันที
“ฮ่า ๆ ๆ” เรียกเสียงหัวเราะครืนดังลั่น
ครู่ต่อมา เจิ้งข่ายเสวียนก็เดินกลับมา ทำหน้าขรึม “หัวเราะอะไรกัน? เล่าให้ฉันฟังบ้างสิ”
พอเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของเจิ้งข่ายเสวียน ทุกคนก็พากันเงียบกริบ แกล้งทำเป็นใบ้กันหมด
“ตามฉันออกมาให้หมด” เจิ้งข่ายเสวียนสั่งการ
“หัวหน้าเจิ้ง มีอะไรเหรอครับ?”
“ที่กรมเพิ่งจะส่งคดีมาให้พวกเราอีกคดีหนึ่ง ไปที่เกิดเหตุกัน”
หลี่ฮุยไม่ค่อยเข้าใจ “พวกเราก็มีกันอยู่แค่นี้ คดีนี้ยังจัดการไม่เสร็จเลย แล้วจะไปรับคดีอื่นได้ยังไงครับ?”
“อีกคดีหนึ่งก็เป็นคดีลักทรัพย์เหมือนกัน อยู่ที่ชั้น 29”
“ชั้น 29 ของตึกนี้เหรอครับ?”
“อืม” เจิ้งข่ายเสวียนขานรับ
เถียนลี่เผยสีหน้าประหลาดใจ “นี่มันจะบังเอิญเกินไปแล้วนะคะ”
“จะเป็นไปได้ไหมครับว่าเป็นฝีมือของคนคนเดียวกัน?” หานปินคาดเดา
“ถ้าเป็นฝีมือของคนคนเดียวกันจริง ๆ ก็ไม่ใช่การยักยอกทรัพย์กันเองแล้ว ซ่งจินชางก็จะพ้นจากข้อสงสัยได้เลย” จ้าวหมิงกล่าว
“ไม่ต้องมัวเดาสุ่มกันแล้ว ขึ้นไปดูที่เกิดเหตุข้างบนกัน” เจิ้งข่ายเสวียนโบกมือ ก้าวฉับ ๆ เดินออกไปข้างนอก
...
กลุ่มคนเดินขึ้นบันไดไปที่ชั้น 29 โดยตรง
“ก๊อก ๆ...” หลี่ฮุยเคาะประตูห้อง 2903
“ใครคะ?”
“มาจากหน่วยสืบสวนอาชญากรรมครับ”
“จะมาหลอกใคร? ฉันเพิ่งจะโทรศัพท์ไปเดี๋ยวนี้เอง พวกคุณตำรวจจะมาถึงได้ยังไง” ในห้องมีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังออกมา
“ใช่บ้านคุณหรือเปล่าครับที่แจ้งตำรวจ?”
“แอ๊ด...” ผู้ชายคนหนึ่งเปิดประตูออกมา “พวกคุณเป็นตำรวจจริง ๆ เหรอครับ?”
“นี่บัตรตำรวจของผมครับ” หลี่ฮุยแสดงบัตรตำรวจ
“คุณตำรวจครับ ทำไมพวกคุณถึงมาเร็วจัง?”
“พวกเรามาทำธุระแถวนี้น่ะครับ พอได้รับแจ้งเหตุ ก็เลยรีบมากันเลย”
“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง เชิญเข้ามาข้างในก่อนครับ เชิญ ๆ” ชายคนนั้นทำท่าผายมือ
ในห้องยังมีผู้หญิงอีกคนหนึ่ง กับเด็กอายุประมาณแปดเก้าขวบอีกหนึ่งคน
พวกหานปินสวมถุงคลุมรองเท้า แล้วเดินเข้ามาในห้อง
“ใครคือคนแจ้งความคะ?” เถียนลี่ถาม
“ฉันเองค่ะ ฉันเป็นคนแจ้งความ” ผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามา
“ไปที่โซฟาตรงนั้นค่ะ ฉันจะสอบปากคำคุณ”
“ได้ค่ะ”
“ชื่อ?”
“จางฉินค่ะ”
“สาเหตุที่แจ้งความ?”
“ทรัพย์สินในบ้านฉันถูกขโมยไปค่ะ”
“มีอะไรเสียหายบ้างคะ?”
จางฉินหักนิ้ว “เงินสดหนึ่งหมื่นกว่าหยวน สร้อยคอทองคำหนึ่งเส้น แหวนทองคำ แล้วก็จี้ทองคำเล็ก ๆ ของลูกชายฉัน รวม ๆ แล้วก็น่าจะสักสองหมื่นหยวนได้ค่ะ”
“ทรัพย์สินในบ้านถูกขโมยไปเมื่อไหร่คะ?”
“นี่ก็ปิดเทอมภาคฤดูร้อนแล้วไม่ใช่เหรอคะ พวกเราเลยพาลูกไปเที่ยวเล่นที่บ้านคุณยาย ไปกันสามวัน วันนี้เพิ่งจะกลับมา ก็มาเจอเรื่องน่าปวดหัวนี่เลย” จางฉินตบกระเป๋าเดินทางที่อยู่ข้าง ๆ
“พูดอีกอย่างก็คือ พวกคุณไม่รู้เวลาที่แน่ชัดว่าถูกขโมยไปเมื่อไหร่”
“ใช่ค่ะ”
...
ในขณะเดียวกันนั้น
สมาชิกทีม 2 ที่เหลือ ก็แยกย้ายกันตรวจสอบภายในห้อง
หานปินเดินไปที่ข้างประตู สังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง ประตูและลูกบิดไม่มีร่องรอยการงัดแงะที่ชัดเจน กลับคล้ายคลึงกับสถานการณ์ของห้องข้างล่าง
หานปินสังเกตการณ์อย่างละเอียดอีกครั้ง บนใบหน้าก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมา
เขาพบว่า ที่ด้านล่างของประตู มีเทปใสแผ่นหนึ่งแปะอยู่ ยาวประมาณสี่เซนติเมตร กว้างไม่ถึงหนึ่งเซนติเมตร เพราะว่ามันเป็นสีใส ก็เลยสังเกตเห็นได้ยาก
หานปินก็เจอเทปใสคล้าย ๆ กันนี้ที่ห้อง 2704 เหมือนกัน แต่ว่าที่ขอบประตูห้อง 2704 มีการแปะกลอนคู่(1)เอาไว้ ซึ่งก็ใช้เทปใสแปะไว้เหมือนกัน หานปินนึกว่าเป็นเทปใสที่ใช้เหลือ เลยไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก
แต่ตอนนี้ พอมาเจอเทปใสคล้าย ๆ กันที่ห้อง 2903 อีก เกรงว่าเรื่องนี้คงจะมีอะไรไม่ชอบมาพากลแล้ว...
……….……….……….……….……….
(1) กลอนคู่ (对联) คือ กระดาษมงคลสีแดงที่เขียนอวยพรด้วยตัวอักษรจีน มักแปะไว้สองข้างประตูบ้าน