เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 82 - ตีพิมพ์เล่มหนังสือ

บทที่ 82 - ตีพิมพ์เล่มหนังสือ

บทที่ 82 - ตีพิมพ์เล่มหนังสือ


บทที่ 82 - ตีพิมพ์เล่มหนังสือ

☆☆☆☆☆

ต่างจากนวนิยายสั้น "ประกวด" ที่มีเจตนาจะเผยแพร่ต่อสาธารณะอยู่แล้ว [การเดินทางอันยาวนาน] เป็นงานเขียนขนาดยาวที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ ตามธรรมเนียมของนักเขียน ย่อมไม่อนุญาตให้คนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องได้อ่าน

อย่างมากก็ให้เพื่อนสนิทดู

ถึงจะอยากช่วยไจ๋ต๋าแค่ไหน แต่ลู่ซือเหวินก็ยังเคารพในหลักการนี้

ลู่เจ๋อเทาถึงจะมั่นหน้าว่าเป็นนักเขียน แต่ถ้าลูกสาวไม่ขอร้อง เขาก็คงไม่ถ่อมาโยนกิ่งมะกอกให้ถึงที่หรอก

ความอยากรู้อยากเห็นในตัวไจ๋ต๋าก็เป็นเหตุผลหนึ่ง

เขาอยากรู้ว่าเด็กหนุ่มที่ทั้งภรรยาและลูกสาวพูดถึงคนนี้ เป็นคนยังไง และเขียนงานแบบไหนออกมา

แต่ที่ผิดคาดคือ ลู่เจ๋อเทานึกว่าเด็กคนนี้พอได้ยินว่าจะได้ตีพิมพ์หนังสือจะตื่นเต้นดีใจ แต่ไจ๋ต๋ากลับทำหน้าลำบากใจ

"เอ่อ ผมเพิ่งเขียนได้ครึ่งเดียวเองครับ แล้วก่อนสอบเกาเค่าก็ไม่คิดจะเขียนต่อแล้วด้วย"

ลู่เจ๋อเทาไม่คิดว่าจะโดนปฏิเสธ แต่ก็ต่อบทสนทนาได้ทันที

"จริงๆ แล้วส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ กว่าจะตรวจแก้ ติดต่อ ยืนยัน จัดหน้า... หนังสือเล่มหนึ่งกว่าจะคลอดออกมาไม่เร็วหรอก ถึงจะเริ่มเดินเรื่องตอนนี้ กว่าจะได้ตีพิมพ์ก็คงหลังสอบเกาเค่าไปแล้ว"

"และปกติเขาก็ส่งกันแค่บางส่วน หรือแค่บทนำไปให้พิจารณาก่อน เรื่องนี้เธอไม่ต้องห่วง"

ไจ๋ต๋ารู้สึกโดยสัญชาตญาณว่าไม่จำเป็น หนึ่งคือเขาไม่คุ้นเคยกับลู่เจ๋อเทา จู่ๆ มายืนบนสะพานลอยแล้วบอกว่า "ฉันจะแนะนำให้งานเธอได้ตีพิมพ์"

พูดตรงๆ คือมันดูพยายามเกินไป

เหมือนป้าผมยาววัยห้าสิบ หันมาถามคุณว่า "ความฝันทางดนตรีของคุณคืออะไร"

สองคือ [การเดินทางอันยาวนาน] ยังเขียนไม่จบ ช่วงนี้เขาต้องเร่งปั๊มคะแนนสอบ การเรียนก็หนักอยู่แล้ว

ขณะกำลังเรียบเรียงคำพูดปฏิเสธ ไจ๋ต๋าก็นึกถึงแผนการเล็กๆ ของตัวเองขึ้นมา

นั่นคือช่วงปิดเทอมหน้าร้อน จะหาทางทำมาหากินสักหน่อย

กระดาษโพสต์อิทที่แปะบน "ต้นไม้กระดานดำ" วันนั้น ไจ๋ต๋ายังจำใส่ใจอยู่

เขาอยากจะลองทำอะไรสักอย่าง ลองนำร่องนโยบาย "รวยก่อน รวยด้วยกัน" ดู

ยังไม่ได้สำรวจตลาด เลยไม่รู้ว่าต้องใช้ทุนเท่าไหร่ ตอนนี้ในมือมีแค่เงินรางวัลสามหมื่นจากงานประกวด ส่วนรายได้จากยอดวิวบล็อก ตัดยอดเดือนละครั้ง

รอบหน้ากว่าจะตัดยอด ก็ใกล้วันสอบเกาเค่าแล้ว รอบถัดไปก็กลางปิดเทอมโน่น

ถ้าการตีพิมพ์หนังสือไม่กินแรงมากนัก บางทีอาจจะอาศัยจังหวะนี้ หาเงินสำรองไว้ก่อนก็ได้

กระเป๋าตังค์ตุงไว้ก่อนอุ่นใจกว่า

ลู่ซือเหวินรอคอยคำตอบจากไจ๋ต๋าด้วยแววตาคาดหวัง

เธอรู้ว่าการไปขอให้พ่อช่วยมันดูผลีผลาม แต่ถ้าให้เธอมาพูดเอง ไจ๋ต๋าคงปัดตกไปง่ายๆ

บางครั้งความผลีผลามไม่ได้เกิดจากความโง่ แต่เกิดจากความร้อนใจ

ลู่ซือเหวินก้าวเข้าไป ดึงแขนเสื้อชุดนักเรียนของไจ๋ต๋าแล้วเขย่าเบาๆ "คุณไจ๋ต๋า เรื่องคุยกับบรรณาธิการ เรื่องจุกจิกต่างๆ เราจัดการให้เอง ไม่รบกวนเวลานายหรอก"

ลู่เจ๋อเทามองลูกสาวดึงแขนเสื้อผู้ชาย แก้มกระตุกไปทีหนึ่ง

แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร

ถึงแม้เรื่องนี้ ดูแล้วลู่ซือเหวินจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

แต่... ความเหนือชั้นของครอบครัวคนรวย คือการสามารถสนับสนุนและอนุญาตให้ลูกทำเรื่องที่ "ถูกต้องแต่ไร้ประโยชน์" ได้

งานอดิเรก การเปิดหูเปิดตา การจ่ายเงินเพื่อไปทำงาน... สุดท้ายความเหนือชั้นนี้ จะตกตะกอนกลายเป็นนิสัยของเด็ก

ในที่สุด ท่ามกลางสายตาเว้าวอนที่คลอไปด้วยน้ำใสๆ ของลู่ซือเหวิน ไจ๋ต๋าก็พยักหน้า

"งั้นก็ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือนะครับ ถ้า [การเดินทางอันยาวนาน] ได้ตีพิมพ์ก็เป็นเรื่องดี แต่ผมอยากถามหน่อยว่าค่าลิขสิทธิ์หนังสือเล่มคิดยังไง คุณน้าน่าจะมีประสบการณ์"

ลู่เจ๋อเทาคิดในใจว่าฉันต้องมีประสบการณ์อยู่แล้ว ฉันตีพิมพ์ผลงาน "ระดับตำนาน" มาตั้งเจ็ดเล่มแล้ว

"การตีพิมพ์หนังสือเล่ม ส่วนแบ่งของนักเขียนเรียกว่าค่าลิขสิทธิ์ เธอเข้าใจง่ายๆ ว่าเป็น 'ภาษี' ที่สำนักพิมพ์จ่ายให้นักเขียนก็ได้ ปกติจะอยู่ที่ 5%-10% เช่นหนังสือราคา 20 หยวน ส่วนของนักเขียน 5% ก็คือ 1 หยวน"

ไจ๋ต๋า: ...

เท่าไหร่นะ?

ไอติม "ลวี่เซ่อซินฉิง" ยังแท่งละ 1.5 หยวนเลยนะเว้ย!

"ถ้ายอดขายถึงหนึ่งหมื่นเล่ม นักเขียนก็จะได้ค่าลิขสิทธิ์หนึ่งหมื่นหยวน... ปกติพิมพ์ครั้งแรกจะอยู่ที่ 500-1000 เล่ม แล้วค่อยพิมพ์เพิ่มตามสถานการณ์"

แน่นอนว่าหนังสือทำมือพิมพ์เองไม่เกี่ยวนะ อยากพิมพ์เท่าไหร่ก็พิมพ์ไป ในโกดังบ้านลู่เจ๋อเทายังมีผลงาน "ระดับตำนาน" ของตัวเองกองพะเนินอยู่เลย

ไจ๋ต๋าถามอย่างเซ็งๆ "แล้วอย่างผมที่ไม่เคยออกหนังสือเลย ยอดขายน่าจะประมาณเท่าไหร่ครับ"

ลู่เจ๋อเทายิ้มอย่างอ่อนโยน "อันนี้ประเมินไม่ได้หรอก ยอดขายงานวรรณกรรมมันพูดยาก"

เหมือนตัวเขาเอง งานดีขนาดนั้นดันขายไม่ออก จะไปเรียกร้องความยุติธรรมที่ไหนได้!

ในฐานะหนุ่มใหญ่หล่อรวย ลู่เจ๋อเทายอมอธิบายให้เด็กน้อยฟังก็เพราะเห็นแก่หน้าลู่ซือเหวิน และการยอมรับในสถานะ "นักเขียน" ของตัวเอง เขาคิดว่าถือซะว่าช่วยปั้นเด็กรุ่นหลัง

แต่เด็กรุ่นหลังอย่างไจ๋ต๋าบอกเลยว่า ผิดหวังกับรายได้ของอาชีพ "นักเขียน" สุดๆ...

ถึงค่าลิขสิทธิ์จะขยับได้ 5%-10% แต่เขาไม่ใช่นักเขียนดัง ยังไงก็ต้องเริ่มที่เรตต่ำสุด ไม่ใช่สูงสุด

" [ซานฉงเหมิน] ขายได้เท่าไหร่ครับ"

ลู่เจ๋อเทาไม่ค่อยชอบหน้า "นักเขียนขบถ" คนนั้นเท่าไหร่ แต่หานหานตอนนี้ดังระเบิดระเบ้อ วงการสิ่งพิมพ์วงการนักเขียนคุยกันแต่เรื่องเขา ข้อมูลคร่าวๆ ก็พอผ่านหูมาบ้าง

"ได้ยินว่ายอดขายหลักล้าน"

หมายความว่าระดับท็อปสุดของตลาด ผลงานระดับปรากฏการณ์ที่ปีหนึ่งจะมีสักเล่ม หานหานได้เงินจากหนังสือเล่มแค่ล้านกว่าบาทเองเหรอ... สำหรับปี 08 ก็ถือว่าเยอะแหละ แต่นั่นมันเพดานสูงสุดนะ

มิน่าล่ะทำไมตอนหลังเขาถึงเลิกเขียนหนังสือไปทำหนัง... เขียนหนังสือมันไม่รวยนี่เอง!

คาดว่าต่อให้อีกสิบกว่าปีให้หลัง รายได้นักเขียนก็เทียบกับดาราหรือผู้กำกับไม่ได้ นักเขียนถึงพยายามจะเอาหัวมุดเข้าไปในวงการบันเทิงกันจัง

ดาราพวกนั้นแค่ใช้เทคนิคตัดต่อภาพ วันเดียวรับทรัพย์ 208 (2.08 ล้านหยวน) เขียนหนังสือให้มือหงิกก็เทียบไม่ติด!

แน่นอนไจ๋ต๋ารู้ว่าในอนาคตจะมีรายได้แฝงจากการดัดแปลงเป็นหนังหรือซีรีส์ แต่นั่นมันไกลตัวไจ๋ต๋าเกินไป งานเขียนถ้าไม่สั่งสมชื่อเสียงสักหลายปีหรือเป็นสิบปี ปกติไม่มีใครเอาไปทำหนังหรอก

ความสนใจในการตีพิมพ์หนังสือเล่มของไจ๋ต๋าลดฮวบ

แต่ไหนๆ ก็คุยมาถึงขั้นนี้แล้ว เอาห้าหมื่นคำนั่นไปโยนหินถามทางดูก่อนละกัน

เนื้อยุงก็นับเป็นเนื้อ ขาหมูพะโล้ก็นับเป็นขาเรียวงามได้เหมือนกันใช่ไหมล่ะ?

"งั้นรบกวนคุณน้าด้วยนะครับ ห้าหมื่นคำก่อนหน้านี้ฝากคุณน้าช่วยดูหน่อย"

พอเห็นตกลงกันได้ ลู่ซือเหวินก็ตื่นเต้นดีใจอย่างเห็นได้ชัด ดึงแขนเสื้อไจ๋ต๋ากระโดดหยองแหยง ผมสั้นนุ่มสลวยเด้งดึ๋งเป็นทรงเห็ดน้อย

แก้มลู่เจ๋อเทากระตุกอีกที

อดทนไว้...

เขาดูออกว่าไจ๋ต๋าไม่พอใจรายได้ของนักเขียน แต่อีกหน่อยพ่อหนุ่มคนนี้จะรู้เอง

ไม่ว่าจะยุคไหน ประเทศไหน คำว่า "นักเขียน" ไม่ได้นำมาแค่ "เงิน"

ถ้าจะยึดเป็น "อาชีพเลี้ยงตัว" อาจจะไม่ฉลาด แต่ถ้าใช้เป็น "เครื่องประดับบารมี" ล่ะก็ กินบุญเก่าได้ชั่วชีวิต!

ลู่ซือเหวินหยิบสมุดบันทึกที่เตรียมไว้ในกระเป๋ายื่นให้พ่อ แล้วลากไจ๋ต๋าวิ่งเหยาะๆ จากไป "พ่อคะ หนูไปเรียนก่อนนะ เดี๋ยวสาย!"

ลู่เจ๋อเทาได้แต่โบกมืออย่างจนใจ ทั้งที่ลูกสาวไม่หันมามองด้วยซ้ำ

พอทั้งสองเดินไปไกลแล้ว ลู่เจ๋อเทาก็ก้มมอง [การเดินทางอันยาวนาน] ในมือ คิดในใจว่าขอดูนหน่อยเถอะ งานเขียนอะไรทำลูกสาวฉันหลงหัวปักหัวปำ... ทีงานเขียนของพ่อแท้ๆ ไม่เห็นจะคลั่งไคล้ขนาดนี้?

มือพลิกเปิดหน้าแรกโดยไม่รู้ตัว...

"ท่านประธานลู่? ท่านประธาน?"

ลู่เจ๋อเทาเงยหน้าขึ้น รู้สึกคอแข็งเกร็ง "มีอะไร"

คนขับรถขึ้นมาบนสะพานลอยตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

"ท่านไม่รับโทรศัพท์ ผมเลยขึ้นมาเตือน... ท่านจะสายแล้วนะครับ วันนี้มีประชุม..."

ลู่เจ๋อเทาก้มดูนาฬิกา...

นี่มันผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วเหรอ?

ก้มลงมองสมุดบันทึกอีกครั้ง แววตาดูแคลนหายไปจนหมดสิ้น...

เรื่องราวที่สมบูรณ์และลึกซึ้ง ปมขัดแย้งที่ค่อยเป็นค่อยไป ภาษาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง... ที่สำคัญที่สุดคือ อารมณ์ความรู้สึกที่อัดแน่นจนล้นปรี่

เริ่มอิจฉาซะแล้วสิ

ผู้ที่มีการศึกษาสูงส่งอย่างเขา อดไม่ได้ที่จะสบถออกมาคำหนึ่ง

"แม่มเขียนโคตรเทพ!"

"หานหานเหรอ? นี่ต่างหากอัจฉริยะ!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 82 - ตีพิมพ์เล่มหนังสือ

คัดลอกลิงก์แล้ว