เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34 - ผมมันคนบ้ากาม มาให้จับมือซะดีๆ

บทที่ 34 - ผมมันคนบ้ากาม มาให้จับมือซะดีๆ

บทที่ 34 - ผมมันคนบ้ากาม มาให้จับมือซะดีๆ


บทที่ 34 - ผมมันคนบ้ากาม มาให้จับมือซะดีๆ

☆☆☆☆☆

"แม่ ผัดกากถั่วนี่สุดยอด~"

"หูย~ ซี่โครงนี่ หมูตัวนี้ตายตาหลับแล้ว"

อวี๋เสี่ยวลี่ปากบอกไม่เป็นไร แต่รอยยิ้มบนหน้าไม่หุบเลย

"อร่อยก็กินเยอะๆ"

อวี๋เสี่ยวลี่นึกขึ้นได้

"จริงสิ แม่เอากางเกงกลับมาให้ตัวหนึ่ง ลู่เวยตัดให้"

คนโรงงานเสื้อผ้า มีเศษผ้า เสื้อตัวอย่าง ของมีตำหนิให้เก็บกลับบ้านได้บ้างเป็นเรื่องปกติ ถือเป็นสวัสดิการลับๆ ไม่แปลกอะไร

แต่ลู่เวยทำให้ นี่สิแปลก

ไจ๋ต๋างง "แม่ให้เขาทำให้ผมเหรอ?"

อวี๋เสี่ยวลี่ยิ้ม "แม่ให้เขาฝึกมือ เลยพูดเล่นๆ ว่า 'กล้าๆ ทำเลย เสียก็ช่างมัน อย่างมากก็เอาไปให้เสี่ยวต๋าใส่' ปรากฏว่าเขาทำจริงจังเฉยเลย"

"พอลืมๆ ไป วันนี้ลู่เวยวิ่งเอามาให้ บอกว่าตัดกางเกงเสร็จแล้ว ให้แม่เอามาให้ลูก"

ไจ๋ต๋าพยักหน้า สมกับเป็นลู่เวย แยกไม่ออกว่าอันไหนพูดเล่นอันไหนพูดจริง

"ฝีมือเขาใช้ได้เหรอ?"

"แม่แก้ทรงให้นิดหน่อย ไม่งั้นลูกใส่แล้วคงรั้งเป้า"

ไจ๋ต๋า: ...

อวี๋เสี่ยวลี่ถอนหายใจ

"จริงๆ แม่อยากชวนมาทานข้าวที่บ้าน พอได้รู้จักกันจริงๆ เด็กคนนี้ขยันขันแข็ง นิสัยดีมาก ช่วยแม่ทำงานจุกจิกตั้งเยอะ แต่เขาปฏิเสธ"

ไจ๋ต๋านึกถึงเรื่องที่จะให้ลู่เวยมาติวเลข พูดว่า "ถ้าแม่อยากชวนมา ลองชวนอีกรอบสิ เขามาแน่"

"ทำไม?"

ทำไม? เพราะผมมีรีโมทคอนโทรลระยะไกลไง

"เพราะแม่เป็นอาจารย์ เขาอยากก้าวหน้า"

อวี๋เสี่ยวลี่ข้ามมุกตลกฝืดของลูกชาย "ได้ งั้นเดี๋ยวแม่ลองถามดูอีกที อิ่มยัง?"

ไจ๋ต๋าเรอออกมาดังเอิ๊ก "อิ่มแล้ว"

"กินจุจริงๆ กินแล้วไม่ขยับตัว วันๆ เอาแต่เพิ่มไขมัน"

ไจ๋ต๋า: ???

นี่สิแม่แท้ๆ ตอนกินยัดเยียดให้กิน พอกินอิ่มก็บ่นว่าอ้วน...

ไจ๋ต๋าอาสาล้างจาน ทำเอาอวี๋เสี่ยวลี่ปลื้มใจ

เลยสั่งให้เช็ดถาดรองน้ำมันเครื่องดูดควันด้วย แล้วก็เช็ดตู้เย็น ข้างในมีกลิ่นตุๆ

ไจ๋ต๋าปากบ่นว่าแม่ใช้แรงงานเด็ก แต่ก็ทำอย่างคล่องแคล่ว วุ่นวายอยู่เกือบชั่วโมง

พอจัดการทุกอย่างเสร็จ บอกลาแม่ที่กำลังดู "รักวุ่นวายฉบับชนบท ภาค 2" บนโซฟา แล้วกลับเข้าห้องตัวเอง

อวี๋เสี่ยวลี่ตะโกนตามหลังโดยไม่หันมามอง "เล่นมือถืออย่าเอาตาไปใกล้จอนะ เสียสายตา"

ไจ๋ต๋าเถียง "ผมไปเรียนหนังสือ"

"เรียนหนังสืออย่าเอาตาไปใกล้หนังสือนะ เสียสายตา"

ไจ๋ต๋าเลิกเถียง

กลับเข้าห้อง วางถุงเสื้อผ้าไว้ปลายเตียง ไจ๋ต๋าหยิบมือถือส่งข้อความหาลู่เวย

พี่ต๋าสุดหล่อ: "สองสามวันนี้แม่ฉันอาจจะชวนเธอมาทานข้าวที่บ้านอีก อย่าปฏิเสธนะ"

ขาดสารอาหาร: (ห้านาทีผ่านไป) "ไม่อยากรบกวนครูอวี๋"

ไม่รู้ว่าพิมพ์แล้วลบ ลบแล้วพิมพ์อยู่กี่รอบกว่าจะส่งมา

"ถือว่ามาหาฉันละกัน เงินยังไม่ได้ให้เลย"

"ฉันไม่เอาเงิน"

ไจ๋ต๋าไม่เปิดช่องให้ยื้อยุดอีก ตอบกลับไปตรงๆ "ผมมันคนบ้ากาม มาให้จับมือซะดีๆ คราวที่แล้วยังจับไม่หนำใจ"

คราวนี้ฝั่งนั้นเงียบไปนานกว่าเดิม

สุดท้ายตอบกลับมาสั้นๆ: "อืม"

ไจ๋ต๋าพยักหน้าอย่างพอใจ

กำลังจะเริ่มเรียน มือถือก็สั่นอีก เป็นข้อความ แต่คนส่งคือ "สาวติสต์"

ไจ๋ต๋าจำต้องหยิบมือถือซานไจ้ขึ้นมาอีกรอบ

สาวติสต์: "เพื่อนไจ๋ การประกวดนิยายจิ๋วใกล้หมดเขตแล้วนะ อย่าลืมล่ะ~"

ไจ๋ต๋าสบถในใจ ฉันไม่ได้ลืม แต่ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่างานประกวดบ้าบอคอแตกอะไรจัดที่ไหน... แต่ก็ถามกลับไม่ได้

เลยตอบไปว่า: "ฉันคงไม่มีเวลา เธอช่วยส่งให้หน่อยสิ"

ลู่ซือเหวินตอบ: "ได้เลยค่ะ เรื่อง 'ไฟถนนกับเหล้า' ของเพื่อนไจ๋ต้องได้ที่หนึ่งแน่ๆ ครั้งนี้ฉันไม่ส่งผลงานไปขายขี้หน้าดีกว่า จริงสิ เพื่อนไจ๋ใช้นามปากกาว่าอะไรคะ? หรือจะใช้ชื่อจริง?"

ไจ๋ต๋าคิดหน่อย ชื่อจริงไม่ได้แน่ๆ เชยระเบิด

ขืนให้อู๋เยว่รู้เข้า แม้แต่เห็ดเข็มทองคงหัวเราะฟันร่วง

เลยตอบไปว่า: "นักสำรวจใต้ผ้าห่ม"

นี่คือชื่อวีแชทของเขาในชาติที่แล้ว

อืม หลังถูกหวยนะ

ห่างออกไปหลายกิโลเมตร ลู่ซือเหวินกอดมือถือ สมองน้อยๆ ประมวลผลไม่ทันชั่วขณะ

หมายถึงเด็กน้อยที่มุดตัวในผ้าห่ม จินตนาการว่ากำลังสำรวจโลกงั้นเหรอ

เป็นนามปากกาที่ไร้เดียงสาจัง

หลังจากนั้นข้อความจากลู่ซือเหวินก็ไหลมาเทมา ทั้งเรื่องวันนี้ครูห้องเธอพูดถึงเรียงความของไจ๋ต๋า ทั้งเรื่องเธอตื่นเต้นแค่ไหน สารพัดเรื่องจุกจิก

ไจ๋ต๋าหมดอารมณ์จะคุย แต่เพิ่งไปฉกปากกาเขามา ก็ต้องรักษามารยาทตอบกลับบ้าง

จนกระทั่งลู่ซือเหวินถามคำถามสำคัญ

"เพื่อนไจ๋ ผลงานใหม่ที่บอกเมื่อกลางวัน มีโครงเรื่องหรือยังคะ?"

ไจ๋ต๋าชะงัก... โดนทวงงานจนได้

วันนี้เพิ่งได้ลิ้มรสความเทพของปากกาด้ามนี้ จะให้คืนคงเป็นไปไม่ได้ แถมยังต้องหาทางยึดมาเป็นของตัวเองให้ได้ด้วย

อย่างน้อย ก็ต้องยึดไว้ใช้ยาวๆ ในช่วงนี้

งั้นก็ต้องหลอก... เอ้ย ต้องให้ผลงานทาง "วรรณกรรม" กับลู่ซือเหวินบ้าง

ไจ๋ต๋าตอบกลับ: "กำลังเขียนอยู่ อีกสองวันจะเอาให้ดู ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ"

คุยต่อเดี๋ยวโป๊ะแตก ไจ๋ต๋างัดท่าไม้ตาย "ไปอาบน้ำ" ออกมาใช้

มือถือเงียบกริบในที่สุด

ไจ๋ต๋าลูบคาง ดูท่าต้องเขียนอะไรออกมาจริงๆ แล้วแฮะ

ต้องยาวหน่อย จะได้ดึงเช็งถ่วงเวลาได้ แต่ก็ต้องไม่ยาวเกินไป

อย่างพวกนิยายเว็บ ชาติที่แล้วอ่านมาเยอะ จะก๊อปเรื่องดังๆ มาสักเรื่องก็ได้

แต่เป็นล้านตัวอักษร หมายังไม่เขียน

ต้องเขียนแบบสบายๆ ไม่เปลืองเวลา และคุณภาพต้องไม่แย่...

ไจ๋ต๋ามีไอเดียคร่าวๆ

ต้องเอาของที่คุ้นเคยในชาติที่แล้ว ยิ่งเห็นภาพชัดยิ่งดี จะได้เขียนลื่นไหล มีโครงเรื่องชัดเจน

ครู่หนึ่ง ไจ๋ต๋าก็หยิบสมุดการบ้านเปล่าออกมาเล่มหนึ่ง เขียนชื่อเรื่องลงไป

《การเดินทางอันยาวนาน》

เขาดูหนังไม่เยอะ เรื่องนี้พิเศษหน่อย เพราะฉายเป็นหนังช่วงตรุษจีน

ส่วนไจ๋ต๋าในชาติที่แล้ว... ตรษจีนไม่มีที่ไป

เพื่อนกินเพื่อนเที่ยวกลับไปหาลูกเมีย คู่ดูตัวกลับบ้านไปดูตัวที่ต่างจังหวัด เขาเลยสิงอยู่ในโรงหนังทุกปี เก็บหนังช่วงตรุษจีนเรียบทุกเรื่อง

จริงๆ หนังเรื่องนี้ดีมาก แค่เนื้อหาหนักไปหน่อยแต่ดันมาฉายตรุษจีน แถมยังโดนเบียดด้วย "ดาราหญิงลดความอ้วน", "ลุงขับรถแข่ง", "หมีสองตัวที่ดังระเบิดทุกปีอย่างงงๆ" ทำให้รายได้ห่วยแตก แป๊บเดียวก็ลาโรง

ผ่านไปนานดูเหมือนนักแสดงหญิงจะได้รางวัลจากเรื่องนี้ แล้วก็มีดราม่ารอบใหม่

แต่มันไม่เกี่ยวกับเขา เขาไม่ตามดารา

ตอนดูเขาไม่รู้จักดาราหญิงคนนั้นด้วยซ้ำ และไม่สนใจ แต่ในแง่ตัวหนัง มันคือเรื่องราวที่ดี

นึกย้อนถึงเนื้อเรื่อง หนังดัดแปลงมาจากเรื่องจริง แก่นเรื่องชัดเจน ถ้าไม่เน้นสำนวนภาษาและรายละเอียด ฉากบางฉากก็ยกมาใช้ได้เลย

เขียนแบบนี้สบายสมองที่สุด

แถมแนวรักโรแมนติกปนดราม่าแบบนี้ น่าจะถูกจริตลู่ซือเหวิน

ไจ๋ต๋าพยักหน้าอย่างพอใจ โยนผลงานชิ้นเอกที่มีแค่ชื่อเรื่องไปข้างๆ

วันนี้เขียนแค่ชื่อเรื่องก็พอแล้ว

เวลาที่เหลือ เอาไปเรียนหนังสือดีกว่า

เปิด【ทีวีรุ่นเก๋าของตาแก่】เติมหมึกให้【ปากกาสาวน้อยนักเขียน】

เขาจะลองดูว่า เปิดสองโปรพร้อมกัน จะไปได้ไกลแค่ไหน

ศิษย์สำนักลมปราณโกง รวมพล!

——————

ในขณะเดียวกัน ณ ภัตตาคารแห่งหนึ่งในอำเภอตงหยาง

ในห้องส่วนตัวมีคนนั่งอยู่สามสี่คน หัวโต๊ะเป็นชายชราอายุราวหกสิบ กำลังบ่นอุบ

"แม่มันเอ๊ย! ใครบอกฝรั่งมีสัจจะ มีสัจจะกับผีน่ะสิ!"

"ไอ้พวกยุ่นนี่มันเลวระยำ โรงงานสั่งวัตถุดิบมาครบแล้ว มาบอกยกเลิกออเดอร์ จะเอาค่าปรับก็ต้องฟ้องร้อง ไม่ต่ำกว่าครึ่งปีกว่าจะจบ..."

เสิ่นรุ่ยนั่งอยู่ทางซ้ายมือของชายชรา บุคลิกดูขัดกับบรรยากาศในห้อง ในมือไม่มีบุหรี่ ตรงหน้าไม่มีเหล้า

เขาไม่แตะทั้งสองอย่าง

"เสี่ยวรุ่ย ครั้งนี้น้าสามจนปัญญาจริงๆ นายก็รู้ว่าน้าไม่ค่อยเอ่ยปากขอใคร"

เสิ่นรุ่ยยิ้มอย่างอ่อนโยน "ไม่เป็นไรครับน้าสาม คราวก่อนน้าช่วยฝากงานลูกศิษย์ผม ก็ช่วยผมไปเยอะเหมือนกัน"

"อ้อ หนูที่ชื่อลู่เวยใช่ไหม? น้าหาพี่เลี้ยงดีๆ ให้แล้ว นิสัยดีฝีมือเยี่ยม ได้วิชาติดตัวแน่นอน... นั่นมันเรื่องเล็ก แต่พ่อลู่เวยนี่สิ เรื่องใหญ่"

"น้าสามมาหาเพราะเรื่องใหญ่นี่แหละ ปีนี้โรงงานทอผ้าลำบากแน่ๆ เพื่อนของหลานที่ว่าเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่นั่นน่ะเปิดจริงเหรอ? สั่งเสื้อผ้าได้เยอะไหม?"

เสิ่นรุ่ยเช็ดแว่นตา "คนเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ใช่เพื่อนผม เพื่อนผมอยู่เมืองสวี่ตู มณฑลเหอหนาน ดูแลด้านการกำกับดูแลตลาด ปีที่แล้วเจอกันเขาเปรยๆ มา... โรงงานเก่าแก่ของรัฐเปิดตลาดไม่ได้ ขาดการเชื่อมโยงกับกลไกตลาดสมัยใหม่..."

พูดถึงตรงนี้ เขารีบรู้ตัวว่าไม่ควรพล่ามศัพท์วิชาการ เลยสรุปสั้นๆ "ส่วนคนที่เปิดซูเปอร์มาร์เก็ต... เป็นเพื่อนของเพื่อน จะมาไหม จะสั่งเท่าไหร่ ต้องรอดูก่อน ผมแค่ได้ยินว่ายอดขายเขาปีละหลายร้อยล้าน"

น้าสามของเสิ่นรุ่ย ผู้อำนวยการโรงงานทอผ้าหลิวซินหรงพยักหน้า "เสี่ยวรุ่ยเก่งจริงๆ จบมหาวิทยาลัย R เพื่อนฝูงมีแต่ข้าราชการระดับสูง"

เสิ่นรุ่ยไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธ เขาไม่ได้ทำเพื่อน้าสาม และไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง

เขาเป็นลูกหลานโรงงานทอผ้า โรงงานทอผ้าคือเป้าหมายสำคัญในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ของเขา มีเงาสะท้อนของยุคสมัยมากมาย และข้างหลังยังมีคนงานเกษียณนับพันชีวิต

ในช่วงเริ่มต้นของการปฏิรูปสวัสดิการสังคม หากที่นี่ล้ม ผลกระทบจะรุนแรงมาก

ผู้อำนวยการหลิวพอจะอุ่นใจขึ้นบ้าง นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ล้วงสมุดบันทึกเก่าคร่ำครึออกมาจากกระเป๋าหนังเก่าๆ

"คราวก่อนหลานบอกว่าหลานชายของอวี๋ลี่หัวเป็นลูกศิษย์หลาน น้าเจอนี่ที่บ้าน โรงงานเก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์ ถือว่าเป็นของดูต่างหน้าคืนให้เขาละกัน"

"วันนี้ลูกสาวอวี๋ลี่หัว เสี่ยวอวี๋กลับเร็วเลยไม่เจอ หลานเอาไปให้ลูกศิษย์หลานหน่อยละกัน"

เสิ่นรุ่ยรับสมุดบันทึกเก่าๆ เล่มนั้นมา ปกเป็นพลาสติกสีแดงที่มีเอกลักษณ์ของยุคสมัย มีรูปท่านผู้นำประทับอยู่ สมัยนั้นผลิตออกมาเยอะมาก แพร่หลายไปทั่วประเทศ

ผิวพลาสติกเริ่มเสื่อมสภาพเหนียวหนึบมือ

"เหมือนจะเป็นคู่มืออบรมที่เหล่าอวี๋เขียนทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังในโรงงาน เขียนด้วยลายมือทั้งหมด แต่เอาจริงๆ ก็ไม่มีใครอ่าน สองปีก่อนห้องเอกสารเคลียร์ของ จะเอาไปทิ้ง น้าเลยเก็บไว้ แล้วก็ลืม..."

"เป็นบันทึกงานฝีมือ สมัยนี้ล้าสมัยไปหมดแล้ว โรงงานทอผ้าก็ไม่มีงานส่วนนั้นแล้ว เหลือแค่โรงงานตัดเย็บ"

เสิ่นรุ่ยพยักหน้า เปิดดูข้างในมีแต่รูปวาดชิ้นส่วน ข้อกำหนดทางเทคนิค คู่มือปฏิบัติงาน เขาอ่านไม่รู้เรื่อง

"ไว้เจอแล้วผมจะเอาให้เขาครับ"

เสิ่นรุ่ยเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า:

"น้าเล่าเรื่องอวี๋ลี่หัวให้ผมฟังอีกหน่อยสิครับ"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 34 - ผมมันคนบ้ากาม มาให้จับมือซะดีๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว