- หน้าแรก
- ย้อนเวลามาครั้งนี้ ผมมีระบบสร้างไอเทมจากของเก่า
- บทที่ 33 - คนดังประจำโรงเรียน (อีกแล้วครับท่าน)
บทที่ 33 - คนดังประจำโรงเรียน (อีกแล้วครับท่าน)
บทที่ 33 - คนดังประจำโรงเรียน (อีกแล้วครับท่าน)
บทที่ 33 - คนดังประจำโรงเรียน (อีกแล้วครับท่าน)
☆☆☆☆☆
เป็นที่รู้กันดีว่าคนเขียนไม่ได้คิดเยอะขนาดนั้นตอนเขียนหรอก
โจวซู่เหริน (หลู่ซวิ่น) ตอนนั้นก็คงไม่ได้คิดอะไรมากเหมือนกัน
ต้นพุทราข้างๆ ก็คือต้นพุทรา เขียนต้นแรกแล้วลืมต้นที่สอง เลยเขียนเพิ่มไปอีกประโยคมันแปลกตรงไหน?
เพราะงั้นเอาผลงานของคนตายมาเป็นบทเรียนถึงจะดีที่สุด
เพราะคนตายลุกขึ้นมาเถียงไม่ได้
ไจ๋ต๋าผู้ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย จึงถูกบีบให้เริ่มมหกรรมการ "ตีความเกินเบอร์" แบบสดๆ ร้อนๆ
"ตรงนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่ยี่หระต่อมาตรฐานทางโลก และแก่นแท้จิตใจที่อบอุ่นและเข้มแข็งของผู้เขียน"
"ตรงนี้เป็นการสรุปประเด็น แสดงให้เห็นว่าในใจมีเสือร้าย ดมดอมกุหลาบงาม"
"ตรงนี้มีการใช้คำสัมผัสซ้อนและการเล่นคำซ้ำ ถือเป็นการโชว์พาว อย่าหาทำ เพราะพวกนายทำไม่ได้หรอก"
ใช้เวลาประมาณเจ็ดแปดนาที ในที่สุดไจ๋ต๋าก็ทำภารกิจที่ครูติงหรงมอบหมายให้สำเร็จ
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองลงไปข้างล่าง ปรากฏว่าเงียบกริบ
อายจนขนลุกไปหมดแล้ว
ทันใดนั้น เสียงปรบมือก็ดังกึกก้องไปทั่วห้องเรียน
ทุกคนดูเหมือนจะไม่ค่อยอยากจะเชื่อสายตาตัวเอง...
พวกเขาอาจจะทึ่งกับคุณภาพของบทความจริงๆ แต่ดูเหมือนจะทึ่งยิ่งกว่าที่คนวัยเดียวกันสามารถยืนพูดบนเวทีได้อย่างลื่นไหลและมั่นใจขนาดนี้
ราวกับกำลัง... ปราศรัย
ใช่แล้ว คำนี้แหละ
ในหมู่นักเรียนมัธยม มีค่านิยมความเก่งที่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง เพราะน้อยคนนักที่จะกล้าพูดต่อหน้าสาธารณชนโดยไม่ตื่นเต้น ดังนั้น "การพูดในที่สาธารณะ" จึงถือเป็นจุดเด่นที่เจิดจรัสมาก
หยางฟานปรบมือเปาะแปะ แววตาดูเหม่อลอย
ฉู่เสียงเม้มปากแน่น ไม่พูดอะไรสักคำ
ฟ่านจวิ้นเหว่ยปรบมือดังที่สุด ทั้งที่ฟังไม่รู้เรื่องสักประโยค
แววตาหลินซูเหยาวูบไหว อารมณ์ซับซ้อน
แม้แต่อู๋เยว่ ก็ยังแง้มประตูหลังโผล่หัวเข้ามาฉีกยิ้มกว้าง ราวกับคนที่มีหน้ามีตาคือตัวเองงั้นแหละ
"อู๋เยว่! นายเป็นหนูแฮมสเตอร์เหรอไง! ออกไป!"
——————
ไจ๋ต๋าสอบย่อยภาษาจีนได้ 130 คะแนน จริงๆ แล้วถ้ามองทั้งโรงเรียนเหมาฝ่าง ก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร เด็กห้องคิงทำได้เกลื่อน
แต่เรียงความ 68 คะแนนบทนั้น มันระเบิดเถิดเทิงจริงๆ
บวกกับครูติงหรงที่ไม่มั่นใจจนต้องเอาไปให้ครูภาษาจีนคนอื่นช่วยดูแต่เช้า ภายใต้คำชมเป็นเอกฉันท์ของเหล่าอาจารย์ บทความนี้จึงเริ่ม...
ถูกส่งเวียนอ่านทั้งระดับชั้น
ไม่ใช่เพื่อให้ลอกเลียนแบบ แต่เพื่อให้เห็นสำนวนภาษาที่สละสลวย ให้นักเรียนได้สัมผัส เพื่อกระตุ้นแรงบันดาลใจ และเพื่อให้รู้ว่าเด็กมัธยมก็เขียนงานดีๆ ได้
ในห้อง 11 ลู่ซือเหวินนั่งหลังตรงเหมือนเสาอากาศรับสัญญาณ ตาเป็นประกายวิบวับ
"ฉันซ่อนกุหลาบไว้ข้างหลัง ลมพัดดอกไม้ร่วงหล่น จากนี้ไปขอมอบดอกไม้ให้ตัวเอง ควบม้ามุ่งสู่อิสรภาพ"
บนโพเดียม ครูภาษาจีนห้องคิงชื่นชมย่อหน้านี้ไม่ขาดปาก บอกว่าโรงเรียนเหมาฝ่างซึ่งเป็นหลุมดำทางวัฒนธรรม ไม่ได้มีงานเขียนที่เจริญหูเจริญตาแบบนี้มานานแล้ว
แน่นอนว่าแกไม่บอกชื่อคนเขียน บอกแค่ว่าเป็นผลงานของนักเรียนห้องอื่น
ลู่ซือเหวินชูมือสูงเหมือนอุลตร้าแมนแปลงร่างทันที
"ลู่ซือเหวิน มีคำถามอะไร?"
เธอน่าจะเป็นนักเรียนคนโปรดของครู เรียนเก่ง น่ารัก นิสัยดี
แถมที่บ้านยังอิทธิพลคับฟ้า เทศกาลทีไรมีคนขับรถขนของขวัญมาเยี่ยมถึงบ้านตลอด
ลู่ซือเหวินตาเป็นประกาย "ครูคะ นี่ใช่ผลงานของเพื่อนไจ๋ต๋าห้องแปดหรือเปล่าคะ?"
ในห้องคิง หลายคนเกิดความสงสัยในใจ ห้องแปด? ห้องธรรมดาเนี่ยนะ?
ครูผู้ชายวัยกลางคนแปลกใจ "เธอรู้ได้ไง?"
เขาไม่ได้ตั้งใจจะบอก แต่ก็ไม่ได้จำเป็นต้องปิดบัง
ลู่ซือเหวินเชิดหน้าอย่างภูมิใจ "พวกเราเป็นเพื่อนทางจดหมายกันค่ะ เขาเป็นคนสอนฉันเขียนงานเอง!"
ครูผู้ชายยิ้ม "งั้นก็ดีเลย เรียงความของเธอยังพัฒนาได้อีกเยอะ"
เพียงชั่วข้ามวัน ไจ๋ต๋าก็กลายเป็นคนดังประจำโรงเรียน
อีกแล้วครับท่าน
ตั้งแต่เป็นลมในห้องสอบม็อก ดูเหมือนทุกๆ สองสามวันเขาจะมีเรื่องให้เป็นประเด็นตลอด เรื่อง "โดนหลินซูเหยาสารภาพรัก" ยังเถียงกันไม่จบว่าใครจริงใครมั่ว ก็มีตำนานใหม่โผล่มาอีกแล้ว
แม้แต่พวกเด็กเรียนที่ไม่สนใจโลก ไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน ก็ยังได้ยินชื่อ "ไจ๋ต๋า" ผ่านหูมาบ้าง
ช่วงนี้เขาฮอตปรอทแตกจริงๆ
ไจ๋ต๋าไม่สนเสียงนกเสียงกาพวกนั้น นอกจากวิชาภาษาจีนที่ต้องแกล้งตั้งใจเรียนเพราะครูติงหรงคอยส่งสายตาปิ๊งๆ ให้ เวลาที่เหลือเขาทุ่มเทให้กับการคัดลายมือ
ศัพท์สองร้อยกว่าคำ บทความภาษาจีนที่ต้องสอบสองบท พร้อมจุดที่ต้องจำ ทั้งหมดถูกบันทึกเข้าสมองจนแม่นยำ
วันเดียว... ประสิทธิภาพขนาดนี้ เรียกว่าสยองขวัญได้เลย...
และเขาตระหนักได้อย่างเฉียบคมว่า ถ้า [สาวน้อย] กับ [ตาแก่] ประสานพลังกันเมื่อไหร่ คงจะยิ่งเวอร์วังกว่านี้
คาดว่าไม่เกินหนึ่งเดือน เขาคงบินได้แน่...
สมแล้วที่ยอมลงทุนลงแรง การได้ปากกาของลู่ซือเหวินมาครอบครองมันคุ้มค่าจริงๆ
ถึงตอนนี้จะแค่ "ครอบครองชั่วคราว"...
แต่เขาก็ไม่ได้บอกนี่ว่าจะคืนเมื่อไหร่~
ระหว่างทางกลับบ้าน ไจ๋ต๋าไม่เจอลู่ซือเหวินอีก เขากลัวอยู่เหมือนกันว่ายัยนั่นจะมาดักรอบนสะพานลอยอีก
ทำให้ไจ๋ต๋าโล่งใจไปเปราะหนึ่ง การได้ปากกามาด้วยข้ออ้าง "เขียนเรื่องสั้นขนาดกลาง ต้องการปากกาหาแรงบันดาลใจ" สุดท้ายก็ต้องมีผลงานไปโชว์เขาบ้าง ลู่ซือเหวินยอมให้ยืมเพราะอยากอ่านงานเขียนของเขา
ต้องหาทางเขียนอะไรออกมาถ่วงเวลาหน่อย ตอนนี้ประสิทธิภาพการเรียนรู้สูงปรี๊ด เจียดเวลามานิดหน่อยคงทำได้
ถือว่าส่งการบ้านละกัน
กลับถึงบ้าน ไจ๋ต๋าเห็นคุณนายอวี๋วุ่นอยู่ในครัว
แม้จะรู้ผ่านข้อความแล้วว่าวันนี้แม่กลับมาทำกับข้าว แต่ก็อดถามไม่ได้ "วันนี้เลิกงานเร็วจัง?"
ในครัว อวี๋เสี่ยวลี่กำลังสับซี่โครง เสียงมีดกระทบเขียงดังปังๆ เขียงแทบกระเด้ง
"อย่าให้พูดเลย เดิมทีโรงงานรับออเดอร์นอกล็อตใหญ่จากญี่ปุ่น เตรียมการมาตั้งนาน สรุปเมื่อวันก่อนไม่รู้ทำไม ออเดอร์โดนยกเลิกเฉยเลย"
ไจ๋ต๋าชะงักตอนกำลังถอดรองเท้า
อวี๋เสี่ยวลี่บ่นต่อ "โรงงานเตรียมงานมาตั้งนาน ตอนนี้เหนื่อยฟรี ครึ่งเดือนต่อจากนี้ไม่มีใบสั่งงานเลย แม่คงกลับมาทำกับข้าวได้ทุกวัน"
ถึงเงินเดือนจะเท่าเดิม แต่ก็มีค่าคอมมิชชั่น ออเดอร์เยอะก็ได้เยอะ
ถ้าไม่มีออเดอร์ ก็กินเงินเดือนพันกว่าบาทตายตัว
ถ้าไม่มีออเดอร์นานๆ... โรงงานอาจจะเจ๊งได้เลย เพราะโรงงานทอผ้าก็ร่อแร่มาหลายปีแล้ว เหมือนคนป่วยที่ถอดสายน้ำเกลือเมื่อไหร่ก็ไปเมื่อนั้น
ออเดอร์นอก? ญี่ปุ่น?
ถึงจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ไจ๋ต๋ารู้สึกสังหรณ์ใจว่า จะใช่ไอ้คนญี่ปุ่นสองคนที่โดนเขาส่งเข้าซังเตไปพร้อมบ่อนพนันหรือเปล่านะ?
"เอ่อ แบบนี้มีค่าปรับไหม?"
"เรื่องนั้นผู้บริหารคงจัดการเองแหละ แต่น่าจะไม่ได้เท่าไหร่หรอก ฝ่ายขายเดี๋ยวนี้ออกไปหากินก็แทบจะกราบกรานลูกค้าอยู่แล้ว"
อวี๋เสี่ยวลี่เริ่มปลอบใจตัวเอง "ช่างเถอะ... คนมีดวงคน โรงงานก็มีดวงโรงงาน โรงงานทอผ้าอยู่มาตั้งกี่ปี เจอเรื่องซวยมาเยอะแยะ คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง"
ไจ๋ต๋ายิ้มเจื่อน
เมื่อก่อนเขาคอยแซวว่าโรงงานทอผ้าจะเจ๊งแหล่มิเจ๊งแหล่
นี่ตูเป็นคนทำให้มันเจ๊งเองกับมือเลยเหรอเนี่ย?
แต่ถึงโรงงานจะแย่ อวี๋เสี่ยวลี่ก็ไม่คิดจะประหยัดเรื่องปากท้องลูกชาย ปากบ่นว่าลูกอ้วน แต่ทำกับข้าวทีจัดเต็มตลอด
สองคนสามอย่าง ซี่โครงน้ำแดง กากหมูผัดผักกาดขาว ผัดกากถั่ว ทั้งหมดเป็นของโปรดไจ๋ต๋า
โดยเฉพาะผัดกากถั่ว เมนูนี้หากินยาก มีเฉพาะแถบนี้ คำเดียวเค็มมันสะใจ
ฝีมือแม่ต่อให้เทียบเชฟภัตตาคารไม่ได้ แต่รสชาติของบ้าน
ไม่ได้อยู่ที่เกลือหนึ่งช้อน น้ำตาลหนึ่งหยิบมือ หรือต้นหอมไม่กี่ต้น...
แต่อยู่ที่ปลายนิ้วแม่ต่างหาก
[จบแล้ว]