- หน้าแรก
- ย้อนเวลามาครั้งนี้ ผมมีระบบสร้างไอเทมจากของเก่า
- บทที่ 9 - แม่นางจากหลังเขา
บทที่ 9 - แม่นางจากหลังเขา
บทที่ 9 - แม่นางจากหลังเขา
บทที่ 9 - แม่นางจากหลังเขา
☆☆☆☆☆
ระบบความคิดของหลินซูเหยานี่มันช่างพิสดารจริงๆ
ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าสำหรับวัยรุ่นที่ฮอร์โมนพลุ่งพล่าน การกินของชามเดียวกันมันกระตุ้นจินตนาการบรรเจิดได้พอๆ กับการจับมือหรือจูบ ถ้าใครเก่งเรื่องมโนหน่อย ปัดเศษทิ้งก็เท่ากับ "ตกลงคบกัน" แล้ว
เพราะมีคนเคยกล่าวไว้ว่า การจับมือก็ถือว่าเป็นสัญญาใจ
แต่... สำหรับไจ๋ต๋าที่มีวิญญาณเป็นผู้ใหญ่
แม่หนู เธอเห็นฉันเป็นหมาเหรอถึงมาป้อนอาหารเม็ด?
ต่อให้เป็นช่วงก่อนถูกหวยที่จนกรอบจนกางเกงในมีรู เขาก็ไม่มีนิสัยกินเดนใคร
หลังจากไจ๋ต๋าปล่อยประโยคเด็ดที่มีพลังทำลายล้างสูงอย่าง "เธอคิดว่าตัวเองตลกมากสินะ" ออกไป เขาก็หันกลับไปคุยสัพเพเหระกับลู่เวยต่อทันที
ปล่อยให้หลินซูเหยาที่พยายามทำแบ๊วนั่งเคว้งอยู่ตรงนั้น
เพื่อนร่วมชั้นรอบข้างเบิกตาโพลง... ในความคิดของพวกนี้ นี่คือการทอดสะพานอันหอมหวานที่หลินซูเหยาเป็นคนยื่นให้เองแท้ๆ... เป็นสิ่งที่พวกเขาใฝ่ฝันอยากได้ใจจะขาด
การปฏิเสธซึ่งหน้าแบบนี้ มันต่างอะไรกับการตบหน้าหลินซูเหยาสักฉาด?
"เชี่ย ฉันกลับรู้สึกว่าโคตรเท่เลยว่ะ!"
"ไจ๋ต๋าแม่งวิวัฒนาการร่างทองแล้ว!"
พวกผู้ชายเหมือนได้เปิดประตูสู่โลกใบใหม่ ที่แท้เวลาเจอสาวสวย นอกจากจะคอยเลียแข้งเลียขากับทำตัวเขินอายแล้ว ยังสามารถทำแบบนี้ได้ด้วย...
ชั่วขณะหนึ่งหาคำนิยามที่เหมาะสมไม่ได้
นึกถึงคำฮิตคำหนึ่งในช่วงนี้ขึ้นมาได้พอดี โคตรเฟี้ยว!
หน้าหลินซูเหยาเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาว หันกลับมาก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตาใคร
ตอนนี้เครื่องร้อนจนปรอทแตก หูแดงเถือก ขาเรียวยาวสองข้างบิดเกลียวเข้าหากันแน่น
ไจ๋ต๋าไม่สนใจสภาพจิตใจของสาวน้อยทางนั้น แต่ยังคงถกกับลู่เวยเรื่องค่าแรงว่าสมเหตุสมผลหรือไม่
เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับงานของอวี๋เสี่ยวลี่ด้วย
สภาพโรงงานร่อแร่ขนาดนี้ คงใกล้เจ๊งเต็มที
ถึงชาติที่แล้วอวี๋เสี่ยวลี่จะอยู่ได้อีกหลายปีจนเกษียณก่อนกำหนด แต่ชาตินี้อาจจะไม่โชคดีแบบนั้นก็ได้
"ออเดอร์พวกเธอเต็มตลอดไหม?"
ลู่เวยหยุดกิน เธอรู้สึกว่าการเคี้ยวไปคุยไปมันไม่สุภาพ
"บางทีก็ยุ่งมาก... ต้องทำโอทีหลายชั่วโมง แต่บางทีก็ว่างมาก... ไม่มีงานทำหลายวัน"
ไจ๋ต๋าคิดในใจว่าแย่แล้ว สำหรับโรงงานตัดเย็บที่ใช้ "แรงงานราคาถูก" เป็นจุดขาย นี่คือสถานะที่เลวร้ายที่สุด
ช่วงที่ว่างมาก แสดงว่าความสามารถในการหาลูกค้าห่วยแตก กำลังการผลิตเดินไม่เต็มสูบ
ส่วนช่วงที่ยุ่งเป็นบ้าเป็นหลัง แสดงว่าเพื่อจะปิดยอดขาย เลยต้องลดแลกแจกแถมทั้งเรื่อง "เวลา" และ "ต้นทุน"
พูดภาษาคนก็คือโรงงานไม่มีจุดขายอะไรเลย นอกจากรับงานเร่งด่วนกับตัดราคาชาวบ้าน
เหลียงผีถูกยกมาเสิร์ฟ ไจ๋ต๋าสูดเส้นเข้าปากคำโต พลางครุ่นคิด
ลู่เวยอาศัยจังหวะนี้รีบกินอีกสองคำ ก้มหน้าใช้ผมหน้าม้าบังเพื่อแอบสังเกตผู้ชายคนนี้
เธอรู้สึกว่าคนวัยนี้ไม่น่าจะฟังเรื่องการบริหารจัดการโรงงานรู้เรื่อง
อย่างตัวเธอเองยังไม่ค่อยเข้าใจเลย แค่เล่าไปตามความจริง
แต่ไจ๋ต๋า... กลับคิดตามอย่างจริงจัง...
ไจ๋ต๋าเงียบไปพักใหญ่ ลู่เวยเลยไม่รู้ว่าควรจะลุกไปได้หรือยัง ทั้งที่เธอกินเสร็จแล้ว
ในชีวิตอันแสนสั้นของเธอ ไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน
ลู่เวยถามเสียงเบา "ฉันไปได้หรือยังคะ?"
เหมือนกำลังยื่นคำร้องขออนุมัติจากไจ๋ต๋า
ไจ๋ต๋าแปลกใจ "ก็แค่บังเอิญเจอกัน นั่งโต๊ะเดียวกันคุยกันเล่นๆ ฉันไม่ได้จับเธอเป็นตัวประกันสักหน่อย"
ลู่เวยถอนหายใจโล่งอก เหมือนได้รับใบอนุญาต
ไจ๋ต๋าหยิบมือถือออกมา "ขอ QQ หน่อยสิ วันหลังอาจจะทักไปคุยด้วย"
หมายถึงจะถามเรื่องโรงงานทอผ้านั่นแหละ ลู่เวยเป็นลูกศิษย์แม่ ขอ QQ ไว้คงไม่น่าเกลียด
"ฉันไม่มีมือถือค่ะ"
ไจ๋ต๋า: ...
แม่นางเพิ่งลงมาจากยอดเขาลูกไหนหรือครับ?
ลู่เวยไม่ได้หาข้ออ้างปัดรำคาญแน่นอน เพราะพอพูดจบ เธอก็ยืนทำตัวไม่ถูกอยู่ตรงนั้น กลับไปสู่วังวนที่ไม่รู้ว่าจะเดินออกไปได้หรือยังอีกรอบ
ไจ๋ต๋าโบกมืออย่างระอา "งั้นไว้ค่อยว่ากัน"
ลู่เวยถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเดินจากไป
พอลู่เวยลับสายตา แก๊งผู้ชายโต๊ะข้างหลังก็กรูเข้ามาทันที ถึงไจ๋ต๋าจะไม่แน่ใจว่าเป็นเพื่อนร่วมห้องไหม แต่ดูทรงแล้วน่าจะใช่
"ไอ้ต๋า ร้ายนักนะ! เดี๋ยวนี้หัดจีบสาวแล้วเหรอ?"
ผู้ชายที่กล้าเข้าไปจีบสาวแล้วทำสำเร็จ ในสายตาเพื่อนรุ่นเดียวกันมันต่างอะไรกับอุลตร้าแมน?
นั่นมันบุตรแห่งแสงชัดๆ!
ไจ๋ต๋าส่ายหน้า "จีบเจิบอะไร นั่นเพื่อนร่วมงานแม่ฉัน เคยเจอมาก่อนสองสามครั้ง"
อ้าว คนรู้จักกันหรอกเหรอ ภาพลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของไจ๋ต๋าในใจหนุ่มๆ หดเล็กลงนิดหน่อย แต่ก็ยังถือว่าสูงส่งอยู่ดี
เพราะถ้าเป็นพวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เจอสาวสวยขนาดนี้คงใบ้กินตดไม่ออกสักคำ
อย่างเช่นวันนี้ ที่บอกว่าเลี้ยงรุ่น จริงๆ ผู้ชายส่วนใหญ่ก็มาเพราะหลินซูเหยา แต่จนป่านนี้ยังไม่ได้คุยกับเธอสักประโยค
"ดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเรา ทำงานแล้วเหรอ?"
ไจ๋ต๋าเช็ดคราบน้ำมันพริกที่ปาก ร่างกายหนุ่มขึ้น ต่อมรับรสก็ไวขึ้น เหลียงผีชามนี้เผ็ดจนลิ้นชา
ไม่น่าเติมพริกช้อนนั้นเลยพับผ่า
"ไม่เห็นแปลก จบ ม.ต้น หรือ ปวช. ไม่ก็ลาออกกลางคัน คนอายุเท่าเราที่ทำงานมาสองสามปีแล้วมีเยอะแยะ ไปดูในโรงงานสิ หน้าละอ่อนทั้งนั้น"
อู๋เยว่พยักหน้าแบบงงๆ โรงเรียนมัธยมเหมาฝ่างระดับการศึกษาก็งั้นๆ แหละ ถึงมหาวิทยาลัยดังๆ จะดูไกลเกินเอื้อม แต่พวกวิทยาลัยอาชีวะดูไกลตัวพวกเขายิ่งกว่า
หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเทคนิคในอำเภอตั้งอยู่ตรงไหน
ตั้งแต่วินาทีที่แยกสายการเรียน เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นโลกของคนสองกลุ่มออกจากกัน
และพวกที่เรียนสายสามัญมาตลอด มักจะมีความรู้สึกเหนือกว่าพวกสายอาชีพหรือเด็กช่างนิดๆ ยิ่งถ้าฝ่ายที่ด้อยกว่าเป็นสาวสวย ความรู้สึกเหนือกว่านั้นจะแปรเปลี่ยนเป็น "ความเอ็นดู" และ "การคิดเข้าข้างตัวเอง"
ยอดคนเห็นชีวิตย่อมทนดูความตายไม่ได้
ผู้ชายเห็นคนสวยย่อมทนเห็นเธอเดียวดายไม่ได้
สรุปง่ายๆ ก็คืออาการคันในหัวใจวัยหนุ่มนั่นแหละ
ไจ๋ต๋าปฏิเสธคำชวนร่วมวงเลี้ยงรุ่นอีกครั้ง แผนช่วงบ่ายคือตามหา [ไอเทม] ในตัวอำเภอต่อ หกโมงเย็นต้องไปรับแม่
ถ้าแม่ไม่ต้องทำโอทีนะ
ตลกดีเหมือนกัน ไอ้พวกนี้ไม่ว่าก่อนไจ๋ต๋ามาหรือหลังไจ๋ต๋ามา ใจคอก็ไม่ได้อยู่ที่การกินข้าวหรอก มัวแต่ส่งคลื่นไฟฟ้าจีบกันไปมา กลายเป็นไจ๋ต๋าที่ตั้งใจมากินข้าวแท้ๆ กินเสร็จเร็วกว่าพวกมันอีก
แต่ตอนจะจ่ายเงิน เถ้าแก่เคนกลับบอกว่า "เมื่อกี้แม่หนูคนนั้นจ่ายให้แล้ว ทิ้งโน้ตไว้ให้ด้วย"
ไจ๋ต๋าชะงัก รับทิชชูแผ่นนั้นมาอ่าน
ลายมือสวยเขียนไว้ว่า: ขอบคุณสำหรับอาหารเช้า มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง
ไจ๋ต๋ายิ้มขำ เพราะไม่มีมือถือและพูดไม่เก่ง เลยใช้วิธีย้อนยุคแบบนี้สินะ...
ดูไปดูมาก็น่ารักดีเหมือนกัน
เขาไม่ได้คิดว่าลู่เวยกำลัง "อ่อย" หรอก ชัดเจนว่าแม่สาวผอมสูงคนนี้แค่อยากรีบตอบแทนบุญคุณเล็กๆ น้อยๆ นั่นให้จบไป
สำหรับเธอ ซาลาเปาไส้เนื้อสองลูกกับน้ำเต้าหู้หนึ่งถุง อาจเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้นอนไม่หลับ
แค่เงินเดือนไม่กี่ร้อยอันน่าเวทนาของเธอ ทำให้ไจ๋ต๋ารู้สึกว่าไม่จำเป็นเลยจริงๆ
ทิชชูแผ่นนี้ถ้าทิ้งไว้บนโต๊ะอาจโดนแก๊งอู๋เยว่ผู้ไม่ทำตัวเป็นมนุษย์แอบดู จะทิ้งถังขยะก็รู้สึกผิด เลยยัดใส่กระเป๋าไป
ก่อนไป ไจ๋ต๋าโบกมือลาเพื่อนๆ อย่างเป็นมิตร ยังไงก็ต้องเป็นเพื่อนกันอีกสามเดือน แล้วก็ควบจักรยานคานคู่ปั่นออกไปอย่างเท่
พอไจ๋ต๋าไปแล้ว วงสนทนาเกี่ยวกับเขาก็ยังไม่จบ
"ไจ๋ต๋าเปลี่ยนไปจริงๆ นะ เมื่อก่อนชอบเก๊กทำตัวซึมเศร้า ทำตัวขวางโลก พวกเราฟังเจย์ โชว์ มันดันฟังโจว ชวนสยง..."
"ผู้หญิงคนเมื่อกี้ สวยชะมัด! ดูเรียบร้อยจัง เด็กอาชีวะจริงดิ?"
"วันนั้นมันสารภาพรักแล้วเป็นลมจริงเหรอวะ? ฉันว่าไม่น่าใช่... คนที่เป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้ไม่น่าทำ..."
ท่ามกลางเสียงซุบซิบ ตัวเอกของเรื่องอย่างหลินซูเหยากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเนื้อ
ทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอลุกพรวดขึ้นแล้วเดินดุ่มๆ ออกไปคนเดียว
"ช่วงบ่ายฉันไม่ไปนะ บาย!"
สาวตัวเตี้ยที่มี "เรดาร์จับตอแหล" แอบกลอกตามองบน
เออ ก็คนสวยนี่นะถึงจะทำตัวเอาแต่ใจได้
ถ้าหน้าตาธรรมดาอย่างเธอทำตัวกร่อยแบบนี้ มีหวังโดนเพื่อนแบนตายชัก...
หน้าตาคือลอตเตอรี่ใบแรกของชีวิต
เสียดายที่รางวัลมันน้อย ส่วนใหญ่เปิดมาเจอแต่คำว่า ขอบคุณที่ร่วมสนุก
[จบแล้ว]