เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 - ไอเทมบางอย่างอย่าไปโลภอยากได้เลยจะดีกว่า

บทที่ 5 - ไอเทมบางอย่างอย่าไปโลภอยากได้เลยจะดีกว่า

บทที่ 5 - ไอเทมบางอย่างอย่าไปโลภอยากได้เลยจะดีกว่า


บทที่ 5 - ไอเทมบางอย่างอย่าไปโลภอยากได้เลยจะดีกว่า

☆☆☆☆☆

เช้าวันรุ่งขึ้น ไจ๋ต๋าสปริงตัวลุกจากที่นอนทันทีที่นาฬิกาปลุกดัง

ชาตินี้ไม่เคยตื่นเร็วขนาดนี้มาก่อน ยกเว้นตอนเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วเมาภาพตัดในงานเลี้ยงปีใหม่ ไปตื่นที่ห้องเช่าของพี่สาวฝ่ายบัญชี

เขากลัวพี่แกจะคิดเงิน

แต่แน่นอนว่ามารู้ทีหลังว่าในห้องมีกล้องวงจรปิด ทั้งคู่เมาแอ๋ คืนนั้นก็นั่งเล่น "จิ้มนิ้ว" กันทั้งคืน

ไจ๋ต๋าเปิดประตูห้องออกมาก็ได้กลิ่นข้าวโพดต้มหอมฉุย บนโต๊ะมีข้าวโพดต้มสองฝัก ไข่ต้มสองฟอง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเกิดใหม่ร่างกายหนุ่มแน่นขึ้นหรือเปล่า กระเพาะเลยทำงานดีจัด ไจ๋ต๋าน้ำลายสอ มองข้าวโพดฝักใหญ่กับไข่ต้มวางอยู่คู่กันแล้วรู้สึกว่ามันช่างงดงามเหลือเกิน

พออวี๋เสี่ยวลี่แต่งสวยเสร็จเดินออกมา เขาก็ฟาดเรียบไปแล้ว

อวี๋เสี่ยวลี่: "อร่อยไหม?"

"อร่อย!"

"ลูกเคยคิดไหมว่าทำไมทุกอย่างถึงมีสองชิ้น?"

ไจ๋ต๋า: ...

คุณนายอวี๋กลอกตามองบน มื้อเช้าเธอไม่กินก็ได้ วัยกลางคนแล้วรอบเอวมันขยายไวกว่าตีนกา

แต่ลูกชายวัยกำลังโต คงจะหิวโซเหมือนตายอดตายอยากมาจากไหน หมอบอกว่าที่เป็นลมในห้องสอบก็ตัดประเด็นเรื่องขาดสารอาหารทิ้งไม่ได้

คิดได้ดังนั้น อวี๋เสี่ยวลี่ก็หยิบแบงก์ท่านประธานเหมาสีแดงออกมาจากกระเป๋าตังค์ใบหนึ่ง ยื่นให้ไจ๋ต๋า "นี่ค่าขนมอาทิตย์หน้า"

ไจ๋ต๋าไม่อยากจะเชื่อสายตา "บ้านเรารวยขึ้นเหรอแม่?"

เขาจำได้ว่าตอน ม.ปลาย ได้ค่าขนมอาทิตย์ละห้าสิบหยวน ค่าข้าวโรงอาหารต่างหาก ส่วนพวกค่ารถเมล์ อุปกรณ์การเรียนจุกจิก ขนม หรือกินข้าวนอกบ้านบ้างบางมื้อต้องบริหารเอาเองจากก้อนนี้

ปัดเศษแล้วก็คือประชากรยากจนข้นแค้น ถ้าอยากซื้อของฟุ่มเฟือยอย่างนิตยสารหรือซีดี ก็ต้องยอดอดข้าวเอา

นิตยสาร "FHM" นี่อ่านจนเหลืองกรอบก็ไม่กล้าซื้อเล่มใหม่

เพิ่มเป็นอาทิตย์ละ 100 ก็คือเดือนละสี่ร้อย ถ้าเทียบกับเพื่อนในโรงเรียนก็ถือว่าป๋าพอตัว

แต่นั่นก็ทำให้ไจ๋ต๋ารู้สึกกดดันนิดหน่อย

เพราะเงินเดือนอวี๋เสี่ยวลี่แค่ 1,900 หักค่ากินอยู่สองคน ค่าของใช้ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของแม่ แล้วยังต้องเก็บไว้เป็นค่าเทอม ค่าบำรุงการศึกษา ค่าหนังสือเรียนของเขาอีก...

คนเป็นแม่ย่อมอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก แต่บ่อยครั้งก็ให้ได้เท่าที่มี

ก่อนหน้านี้เพราะไจ๋ต๋าผลการเรียนไม่ค่อยดี คุณนายอวี๋เคยคิดจะจ้างครูสอนพิเศษ แต่พอลูกเป็นลมในห้องสอบ เธอก็ล้มเลิกความคิด ปลงกับเกรดของลูกชายไปแล้ว

เธอไม่ใช่แม่ประเภทเคี่ยวเข็ญลูกจนตัวตาย รับได้ถ้าลูกเรียนไม่เก่ง สอบไม่ติดอนุปริญญา หรือแม้แต่จะต้องเข้าโรงงานเป็นสาวฉันทนาเหมือนตัวเอง

แต่เธอรับไม่ได้ถ้าลูกจะเป็นอะไรไปอีก

คนเรานะ มันอยู่ที่ตัวเปรียบเทียบ

เทียบกับเป็นบ้าหรือสติหลุดลอยไปเลย การเข้าโรงงานทำงานมันจะแย่ตรงไหน? เขาเรียกว่างานมั่นคง!

และการเพิ่มค่าขนมให้ไจ๋ต๋าอีกเท่าตัว ก็เพราะหวังว่าลูกจะผ่อนคลายขึ้น มีความสุขขึ้นบ้าง

"เอาไปเถอะ ลูกก็โตเป็นหนุ่มแล้ว คงมีเรื่องต้องใช้จ่ายแปลกๆ บ้างแหละ"

"แม่ช่วยพูดให้ชัดหน่อยได้ไหม... ใช้จ่ายแปลกๆ คืออะไร?"

"เอาเป็นว่าเอาไปใช้เถอะ ต่อไปก็ได้เท่านี้แหละ อาทิตย์ละ 100"

"แม่แน่ใจนะ? ที่บ้านไม่มีเรื่องต้องใช้เงินเหรอ?"

"เดิมทีก็เก็บไว้ให้ลูกเรียนต่อ แต่ดูทรงแล้วลูกน่าจะช่วยแม่ประหยัดเงินก้อนโตได้"

ไจ๋ต๋า: ...

แม่ผมนี่ตลกธรรมชาติจริงๆ [จดหมายรักตัวตลก] น่าจะยกให้แม่นะ

แต่เมื่อวานเพิ่งบอกว่าจะใช้ชีวิตชิลๆ ไม่รีบหาเงิน วันนี้พอนึกถึงสถานะทางการเงินของที่บ้าน ไจ๋ต๋าก็พิจารณาว่าควรเพิ่มหัวข้อ "ยกระดับรายได้เบื้องต้น" ลงในสมุดบันทึกด้วย

หาเงินเล็กๆ น้อยๆ ได้บ้าง ก็ช่วยแบ่งเบาภาระแม่ได้

แน่นอนว่าลำดับความสำคัญยังต้องเป็นรองเรื่องระบบและการเรียน อีกสามเดือนจะสอบเอ็นทรานซ์ จะทำตัวกลับตาลปัตรไม่ได้

วันนี้ไจ๋ต๋าไม่ต้องไปโรงเรียน อวี๋เสี่ยวลี่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ปลงก็คือปลง จะเอาเงินไปเล่นเกมก็เชิญ แต่ไจ๋ต๋าอยากอยู่กับคุณนายอวี๋ให้มากขึ้น แล้วก็ถือโอกาสลองจักรยานด้วย เลยอาสาปั่นไปส่งแม่เข้างานและรับกลับ

ไปส่งแม่เสร็จ เขาจะได้ขี่เจ้าจักรยานคานคู่ตระเวนดูรอบอำเภอ แล้วตอนเย็นค่อยไปรับ

อวี๋เสี่ยวลี่รู้สึกแปลกๆ

แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ จักรยานมีคนปั่นให้ ใครจะอยากปั่นเองให้เมื่อย?

พอออกจากชุมชนมาได้นิดหน่อย ไจ๋ต๋าก็อ้อมไปอีกทางไม่กี่สิบเมตร ซื้อซาลาเปากับน้ำเต้าหู้จากร้านอาหารเช้ามาสองชุด ยื่นให้คุณนายอวี๋ชุดหนึ่ง

กำชับว่า "ไม่กินมื้อเช้าไม่ดีต่อสุขภาพ แม่เอาไปกินที่โรงงานนะ ผมก็ซื้อมาอีกชุด เมื่อกี้กินไม่อิ่ม"

อวี๋เสี่ยวลี่ค้อนขวับ "รีบปั่นเถอะน่า เดี๋ยวแม่สาย"

แต่รอยยิ้มที่มุมปากนี่ปิดไม่มิดเลย หัวใจมันอุ่นวาบไปหมด

รู้สึกเหมือนลูกโตขึ้นในชั่วข้ามคืน

โรงงานทอผ้าขนสัตว์ย้ายที่ตั้งไปหลายรอบ ปัจจุบันไปอยู่ซะไกลในเขตนิคมอุตสาหกรรมห่างจากตัวอำเภอ

อดีตเสาหลักที่เชิดหน้าชูตาของตงหยาง ตอนนี้กลายสภาพเป็นหญ้ารกท่วมหัว

เริ่มจากเปลี่ยนจากสายทหารมาเป็นพลเรือน ต่อมาก็ต้องหารายได้เลี้ยงตัวเอง สุดท้ายก็โดนตลาดคัดทิ้ง เรื่องราวมันยาว โรงงานก็ดิ้นรนมาตลอด แค่สะท้อนความใสซื่อที่ตามหลังชาวบ้านก้าวหนึ่งเสมอ เคยถึงขั้นผลิตชิ้นส่วนมาตรวัด อะไหล่ชุบโลหะ รองเท้าหนัง ถุงเท้า จับฉ่ายไปหมด

ครั้งหนึ่งเคยเรียกตัวเองว่า "สามหนึ่งกรุ๊ป"

แต่ผ่านการบริหารที่ล้มเหลวหลายรอบ การเทขายสินทรัพย์ การปรับโครงสร้างหนี้ และผู้บริหารที่ทำตัวไม่สมกับเป็นคน ตอนนี้ก็เหลือแค่ "โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า" ที่ไม่มีกำแพงกั้นอะไรเลย เน้นกดขี่แรงงานราคาถูกเพียวๆ สเกลงานก็ไม่ได้ใหญ่โต

เมื่อคุณพบว่าตัวเองกำลังเดินลงเนิน อย่ากลัวไปเลย คุณจะได้เดินลงไปเรื่อยๆ นั่นแหละ นับจากนี้ไปจนถึงช่วงที่ไจ๋ต๋ากลับมาเกิดใหม่ โรงงานทอผ้าซานอีจะมีแต่แย่ลงทุกปี

เปรียบเทียบแบบไม่ค่อยถูกนัก ชาติที่แล้วหลังถูกหวย ไจ๋ต๋าสามารถซื้อโรงงานนี้ได้สบายๆ

แล้วเขาก็จะได้เครื่องจักรพังๆ กองโต โรงงานเก่าๆ ที่ไม่มีราคาค่างวด กับคนงานเกษียณอีกหลายร้อยชีวิตที่รอเงินบำนาญ

ความรุ่งโรจน์ในอดีตอย่างโรงเรียนมัธยมเหมาฝ่างที่ไจ๋ต๋าเรียนอยู่ ก็ถูกทางอำเภอยึดไปบริหารนานแล้ว เหลือไว้แค่ชื่อ แต่ผ่านการบริหารมาสิบกว่าปี กลับกลายเป็นโรงเรียนมัธยมปลายชั้นนำของอำเภอตงหยางซะงั้น

แน่นอนว่าคำว่าชั้นนำนี่คือเทียบกับโรงเรียนมัธยมปลายกากๆ อีกสองแห่งในอำเภอ ที่ห่วยแตกจนไม่อยากจะเอ่ยถึง

คุณนายอวี๋เสี่ยวลี่ปัจจุบันทำงานอยู่ใน "โรงงานตัดเย็บ" ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเครือซานอี ทำมาจะยี่สิบปีแล้ว ตำแหน่งปัจจุบันคือช่างแพทเทิร์น

ปั่นจักรยานออกนอกเมืองไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าสู่นิคมอุตสาหกรรม รถบรรทุกระหว่างทางก็เยอะขึ้น ฝุ่นตลบอบอวล

"วันนี้ลูกจะทำอะไร? แม่ได้ยินว่าเด็กสมัยนี้เขาเล่น ซี... ซีอะไรเอสๆ กัน ลูกไปเล่นสิ?"

"CS มันเชยแล้วแม่ เดี๋ยวนี้เขาเล่นออดิชั่นกับรถแข่ง QQ กันหมดแล้ว"

"เต้นก็ดีนะ ได้ออกกำลังกาย แต่ขับรถไม่ได้นะ ลูกไม่มีใบขับขี่..."

"เอ่อ... ผมไม่เล่นเกมหรอก กะว่าจะขี่รถเล่นในอำเภอเฉยๆ"

อาการติดเกมของไจ๋ต๋าหายไปตั้งแต่ชาติที่แล้ว พออายุมากขึ้นมันก็หายไปเอง สาวๆ ในเกมทำออกมาสมจริงขึ้นเรื่อยๆ แต่อดีตเด็กติดเกมดันกลายเป็นโรคตายด้านทางอิเล็กทรอนิกส์ไปซะแล้ว

คุยสัพเพเหระกันเพลินๆ อีกแค่สองแยกไฟแดงก็จะถึงโรงงาน ไจ๋ต๋าก็เบรกเอี๊ยดกะทันหัน

อวี๋เสี่ยวลี่งง "เป็นไรลูก?"

ไจ๋ต๋าไม่ตอบ แต่จ้องมองไปข้างหน้าอย่างระแวดระวัง ที่ต้นเอล์มแก่ต้นใหญ่ริมถนน

ต้นไม้นี้ใหญ่ขนาดสองคนโอบไม่รอบ เปลือกไม้แตกเป็นร่องลึก สีคล้ำเขียวอมดำ ผิดกับต้นไม้ริมทางทั่วไป ดูเหมือนไม่ได้ปลูกใหม่แต่ขึ้นอยู่ตรงนี้มานานแล้ว แค่รอดจากการโดนขุดตอนทำถนน

"ค้นพบวัตถุพิเศษระดับสีน้ำเงินหายาก [ต้นเอล์มลานประหาร]: ครั้งหนึ่งเคยมีเรือนจำเก่า การประหารชีวิตทุกครั้งจะทำกันใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ภาพสุดท้ายที่หลายคนได้เห็น คือยอดของต้นเอล์มเฒ่า"

"สถานะ: ยังไม่ครอบครอง ยังไม่เปิดใช้งาน"

"เอฟเฟกต์: เพิ่มโอกาสเกิดอุบัติเหตุในระยะ +50%, เร่งความเร็วการเน่าเปื่อยของศพใต้ต้นไม้ 300%, ???"

"ภารกิจปลดผนึก: ไม่ทราบ"

"ยังไม่เปิดใช้งาน โฮสต์ต้องได้รับสิทธิ์การเป็นเจ้าของก่อน ไอเทมระดับความหายากสูงจะแสดงเอฟเฟกต์และภารกิจทั้งหมดเมื่อครอบครองแล้วเท่านั้น"

"หมายเหตุ: ก่อนจะเปิดใช้งานมัน นายคิดดีแล้วจริงๆ เหรอ?"

ไจ๋ต๋ากลืนน้ำลายเอือก...

ที่แท้ไอ้ของที่เปลี่ยนเป็น [ไอเทม] ได้ มันรวมถึงของพรรค์นี้ด้วยเหรอ...

หันไปมองข้างๆ มีป้ายเตือนปักอยู่ เขียนว่า "จุดเกิดอุบัติเหตุบ่อย โปรดขับขี่ด้วยความระมัดระวัง"

ราวกันตกริมถนนบุบบี้บิดเบี้ยว เหมือนโดนชนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน...

ถึงคำอธิบายระบบจะบอกว่า [ไอเทม] ก่อนเปลี่ยนสภาพเป็นแค่วัตถุพิเศษ ไม่มีพลังเหนือธรรมชาติ ป้ายเตือนนี่อาจจะแค่บังเอิญ...

แต่ไจ๋ต๋าก็รู้สึกเย็นวาบไปถึงต้นคอ

ไจ๋ต๋าตัดสินใจทำตามสัญชาตญาณความปอดแหก เลี้ยวขวาอ้อมโลกทันที

"เป็นไรเสี่ยวต๋า? อ้อมทำไม?"

"เมื่อกี้เห็นคนสวยทางขวา ผมจะตามไปดู!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 5 - ไอเทมบางอย่างอย่าไปโลภอยากได้เลยจะดีกว่า

คัดลอกลิงก์แล้ว