- หน้าแรก
- นอนเฉยๆ ก็เทพได้ ระบบขี้เกียจเปลี่ยนโลก
- บทที่ 29 หา? แค่นี้เนี่ยนะ?
บทที่ 29 หา? แค่นี้เนี่ยนะ?
บทที่ 29 หา? แค่นี้เนี่ยนะ?
“ฉันเข้าใจเจตนาของนายแล้ว” อวิ๋นซินเหยียนพูดกับจางเฟิง แววตาคู่สวยเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น “ฉันจะตั้งใจเรียนรู้อย่างดีที่สุด”
จางเฟิงเงยหน้ามองอวิ๋นซินเหยียนด้วยความงุนงง
“เดี๋ยว... เธอเข้าใจอะไร?”
“ฉันยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ! แถมยังไม่ได้สอนอะไรเลยด้วย!”
“ฉันไม่เสียเวลาแล้ว ขอตัวกลับไปฝึกฝนก่อนนะ”
“นายก็ทานให้อร่อยล่ะ”
ท่าทีของอวิ๋นซินเหยียนที่มีต่อจางเฟิงเปลี่ยนไปมากทีเดียว ในเมื่อเขาเป็นผู้ชี้แนะหนทางสว่างให้ เธอจึงต้องแสดงความเคารพอย่างสมเกียรติ
จางเฟิง: “???”
...
หลังจากอวิ๋นซินเหยียนจากไป จางเฟิงก็รู้สึกสงบขึ้นเยอะ อย่างน้อยก็ไม่มีใครมากวนเวลาเสพสุขของเขา
เขาใช้พลังจิตเปิดคอมพิวเตอร์และกดเล่นหนังสั้นเรื่องใหม่ล่าสุดทันที
การที่มีคนป้อนข้าวให้ในขณะดูหนังไปด้วย... ช่างเป็นความสุขที่หาใดเปรียบ
...
ณ บันไดหนีไฟอันเงียบสงัด
จั่วไหวหลิงเดินกลับไปกลับมาด้วยความกระวนกระวาย พรุ่งนี้เขาต้องเดินทางกลับสถาบันอวี่โจวตะวันออกแล้ว หากไม่ลงมือคืนนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอีกเมื่อไหร่
หลังจากไตร่ตรองอยู่นาน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจ... ลงมือ!
โอกาสทองที่สวรรค์ประทานมาแบบนี้ คุ้มค่าที่จะเสี่ยงดวงดูสักตั้ง!
...
ภายในหอพักที่ถูกปิดตายด้วยโซ่ตรวน
เย่ลั่วกำลังบำเพ็ญเพียรตามคำแนะนำของผู้เฒ่าเซี่ยอย่างขะมักเขม้น ทุกลมหายใจเข้าออก พลังของเขาก็เพิ่มพูนขึ้นทีละน้อย
การก้าวขึ้นสู่ระดับนักยุทธ์ขั้นห้าในเวลาอันสั้น ความพยายามที่เขาต้องทุ่มเท... เป็นสิ่งที่คนธรรมดาไม่อาจจินตนาการได้
แต่ในขณะนั้น เงาดำสายหนึ่งก็วูบผ่านหน้าต่าง พร้อมกับกลิ่นอายมุ่งร้ายที่แผ่ซ่านเข้ามาในห้อง
เย่ลั่วลืมตาโพลง ตื่นตัวขึ้นทันที
มีจิตสังหาร...
“คิดจะเล่นลอบกัดรึไง? ถ้าแน่จริงก็โผล่หัวออกมา”
เย่ลั่วเอ่ยเสียงเข้ม
“ปัง!”
วินาทีต่อมา ประตูห้องก็ถูกถีบจนเปิดออก
ชายสวมหน้ากากคนหนึ่งเดินอาดๆ เข้ามา
“มีธุระอะไร?”
เย่ลั่วมองชายสวมหน้ากากด้วยสายตาเย็นชา
“ไม่มีอะไรสำคัญ แค่จะมาขอของบางอย่างจากเจ้า” จั่วไหวหลิงดัดเสียงแหบพร่าเพื่อปกปิดตัวตน
“ขออะไร?” เย่ลั่วเลิกคิ้ว
“ชีวิตของเจ้า” จั่วไหวหลิงตอบเสียงเหี้ยม
สิ้นเสียงของเขา ชายชุดดำหลายคนก็กรูเข้ามาจากด้านนอกทันที
มีทั้งนักยุทธ์ระดับสี่ และระดับห้า!
พวกมันล้วนเป็นระดับรองผู้อำนวยการของสถาบันอวี่โจวตะวันออกทั้งสิ้น
ที่พวกมันโผล่มาตอนนี้ เพราะได้รับคำสั่งลับเร่งด่วนจากจั่วไหวหลิงนั่นเอง
“พวกเราไม่เคยมีความแค้นต่อกันไม่ใช่เหรอ?”
แม้เย่ลั่วจะไม่หวาดกลัว แต่เขาก็สงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงจ้องจะเอาชีวิตเขาขนาดนี้
“ไม่มีความแค้น แต่เจ้าดันครอบครองวาสนาที่ท้าทายสวรรค์ต่างหาก”
ทันทีที่พูดจบ จั่วไหวหลิงก็ระเบิดพลังออกมา ดาบยาวในมือตวัดวูบ พุ่งตรงเข้าใส่เย่ลั่วหมายสังหาร
ในเวลาเดียวกัน ชายชุดดำที่เหลือก็ลงมือพร้อมกัน!
พวกเขารู้ดีว่าเย่ลั่วมีฝีมือร้ายกาจ หากดวลตัวต่อตัวคงยากจะเอาชนะ แต่ถ้ารุมกินโต๊ะ โอกาสชนะย่อมมีสูงกว่ามาก
“หึ”
เย่ลั่วแค่นหัวเราะ คิดจะแย่งชิงวาสนาของเขา... โดยไม่ดูเงาหัวตัวเองเลยสักนิด
วินาทีถัดมา กระบี่ยาวเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือ เพียงแค่เขายกแขนขึ้น ปราณกระบี่ก็พุ่งทะยานตัดสลับไปมา!
ดาบยาวในมือของจั่วไหวหลิงถูกปราณกระบี่ทำลายจนแหลกละเอียดเป็นชิ้นๆ!
อานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวของกระบี่ซัดกลุ่มนักยุทธ์ชุดดำกระเด็นไปคนละทิศละทางในพริบตา!
“แย่แล้ว รีบถอย!”
เห็นท่าไม่ดี จั่วไหวหลิงรีบหนีเอาตัวรอดไปไกลลิบ
ได้ยินคำสั่ง ชายชุดดำที่เหลือก็รีบเผ่นแน่บตามไป
ที่นี่คือสถาบันตู๋ปี้ หากไม่สามารถกำจัดเย่ลั่วได้ในเวลาอันสั้น ก็ต้องรีบถอย ไม่อย่างนั้นถ้าพวกผู้บริหารสถาบันมาถึง พวกเขาจะหนีไม่พ้นแน่
เห็นพวกมันหนีไป เย่ลั่วไม่ได้ไล่ตาม แต่หันไปถามผู้เฒ่าเซี่ย “ท่านคิดว่าเป็นใคร?”
“คนผู้นี้มีฝีมือไม่ด้อยไปกว่าซือถูอ้าวเทียน นอกจากผู้อำนวยการจั่วที่มาเยือนสถาบันตู๋ปี้แล้ว จะเป็นใครไปได้อีก?” ผู้เฒ่าเซี่ยตอบ
“จั่วไหวหลิง... ผู้อำนวยการสถาบันอวี่โจวตะวันออก ฉันจำชื่อนี้ไว้แล้ว”
ประกายตาเย็นเยียบวาบผ่านดวงตาของเย่ลั่ว มีแค้นต้องชำระ... เขาจะเอาคืนอย่างสาสมแน่นอน
...
หลังจากการลอบสังหารล้มเหลว จั่วไหวหลิงรู้ตัวว่าอยู่ที่สถาบันตู๋ปี้ต่อไม่ได้แล้ว เขาเขียนจดหมายทิ้งไว้ฉบับหนึ่ง แล้วรีบเดินทางกลับสถาบันอวี่โจวตะวันออกกลางดึกคืนนั้นทันที
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
จางเฟิงตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงีย เมื่อคืน... เขาได้ยินเสียงต่อสู้แว่วๆ แต่ก็ขี้เกียจสนใจ
ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องของเขา นอนหลับให้สบายไม่ดีกว่าเหรอ?
“ติ๊งต่อง!”
จู่ๆ เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ของจางเฟิงก็ดังขึ้น
เขาใช้พลังจิตเปิดดูข้อความบนหน้าจอ เป็นข้อความจากซูมู่เอ๋อร์: “มาเรียนเถอะ อาจารย์ชางอยากเจอนายมากๆ”
“เห็นแก่ที่วันนี้ตื่นเช้า ไปสักหน่อยก็แล้วกัน”
จางเฟิงไม่ได้ปฏิเสธ หลังจากล้างหน้าแปรงฟันแบบลวกๆ เขาก็ใช้วิชาเคลื่อนย้ายพริบตาแวบไปที่ห้องเรียนทันที
นักเรียนหลายคนที่กำลังจับกลุ่มคุยเรื่องพลังพิเศษถึงกับสะดุ้งโหยง เมื่อจู่ๆ จางเฟิงก็โผล่มากลางวง
โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยจริงๆ!
โชคดีที่พวกเขารู้ความสามารถของจางเฟิงดี จึงสงบสติอารมณ์ลงได้อย่างรวดเร็ว
“เพื่อนจาง มาตรงเวลาเป๊ะเลยนะ”
ซูมู่เอ๋อร์ดีใจมากที่เห็นจางเฟิงในห้องเรียนก่อนเริ่มคาบ
ดูเหมือนเขาจะใส่ใจข้อความของเธออยู่บ้างสินะ
“อืม”
จางเฟิงพยักหน้า แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะประจำ
“อาจารย์ชางกะว่าจะสรรเสริญนายต่อหน้าเพื่อนทั้งห้องเลยนะ” ซูมู่เอ๋อร์กระซิบข้างหูจางเฟิง
“อ้อ”
จางเฟิงไม่ได้ตื่นเต้นอะไร คำชมกินไม่ได้สักหน่อย จะเอามาทำไม
เห็นจางเฟิงเฉยเมย ซูมู่เอ๋อร์จึงรีบกระซิบต่อ “นายได้ที่หนึ่งในการสอบจำลองฯ ครั้งนี้ อาจารย์ชางบอกว่านายสามารถขออะไรที่มันเกินเลยได้นิดหน่อยด้วยนะ”
“หา?”
ได้ยินแบบนั้น จางเฟิงถึงกับหันขวับมามองซูมู่เอ๋อร์ “มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยเหรอ?”
ขออะไรที่เกินเลยได้นิดหน่อย...
หึหึ...
“นาย... นายอย่าคิดอะไรแผลงๆ เชียวนะ”
ใบหน้าสวยของซูมู่เอ๋อร์แดงก่ำ หรือว่าสิ่งที่จางเฟิงจะขอก็คือ... ตัวเธอ?
ไม่นะ ไม่... อย่างน้อยก็ต้องไม่ใช่ต่อหน้าคนทั้งห้องสิ
“ในเมื่ออาจารย์ชางอนุญาต ฉันก็จะไม่เกรงใจล่ะนะ” จางเฟิงยิ้มกริ่ม ในหัวจินตนาการไปถึงของดีสารพัดอย่าง
ซูมู่เอ๋อร์หน้าแดงหนักกว่าเดิม นึกไม่ถึงว่าจางเฟิงจะเป็นคนแบบนี้ ถึงแม้ในใจลึกๆ เธอจะไม่ได้รังเกียจก็เถอะ...
ไม่นานนัก
เสียงออดเข้าเรียนก็ดังขึ้น
ชางหานเหยาเดินเข้ามาในชุดทำงานดูทะมัดทะแมง
เมื่อเห็นจางเฟิงนั่งประจำที่เรียบร้อย เธอก็พยักหน้าด้วยความพอใจ
“เอาล่ะทุกคน ก่อนเริ่มเรียน ครูขอชื่นชมนักเรียนคนหนึ่งเป็นพิเศษ ครูเชื่อว่าทุกคนคงเดาได้ว่าเป็นใคร ที่หนึ่งของการสอบจำลองเสมือนจริงครั้งนี้ — จางเฟิง!”
“ขอเสียงปรบมือให้เขาหน่อย!”
สิ้นเสียง ชางหานเหยาก็นำปรบมือเป็นคนแรก
แปะ แปะ แปะ...
เสียงปรบมือดังสนั่นห้องเรียน
“เพื่อนจาง เพื่อเป็นรางวัลสำหรับผลงานอันยอดเยี่ยม ครูอนุญาตให้เธอขออะไรที่มันเกินเลยได้นิดหน่อย” ชางหานเหยากล่าวต่อ
วินาทีนี้ ใบหน้าของซูมู่เอ๋อร์แดงซ่านจนแทบระเบิด หรือว่าเธอจะต้อง...
จางเฟิงลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าจริงจังเป็นครั้งแรก แล้วเอ่ยว่า “ผมอยากได้ขนม... ขนมเยอะๆ แบบจุกๆ ครับ”
“หา?”
ได้ยินคำขอ ซูมู่เอ๋อร์ถึงกับอ้าปากค้าง
แค่นี้เนี่ยนะ?