- หน้าแรก
- นอนเฉยๆ ก็เทพได้ ระบบขี้เกียจเปลี่ยนโลก
- บทที่ 16 ลงมือเงียบเชียบ ไม่ทิ้งนาม
บทที่ 16 ลงมือเงียบเชียบ ไม่ทิ้งนาม
บทที่ 16 ลงมือเงียบเชียบ ไม่ทิ้งนาม
"เธอทำได้น่า"
จางเฟิงปรือตามองเล็กน้อย สีหน้าเกียจคร้านจนแทบจะหลับแหล่มิหลับแหล่
ซูมู่เอ๋อร์: "...ขอบใจสำหรับกำลังใจนะ"
คนคนนี้นี่มันขี้เกียจตัวเป็นขนจริงๆ แม้แต่จะพูดให้ยาวกว่านี้อีกสักหน่อยก็ยังขี้เกียจ
โชคดีที่เธอรู้นิสัยของจางเฟิงดีจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ก่อนจะรีบเดินขึ้นไปยังเวทีฮ่าวเทียน
คู่ต่อสู้ของเธอเป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมเกร็ง ใบหน้าแฝงแววเจ้าเล่ห์เพทุบาย
"นึกไม่ถึงว่าคู่ต่อสู้จะเป็นเธอ สองปีก่อน... ฉันเคยจีบเธอด้วยนี่นะ"
มุมปากของฟางงงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย วันนี้แหละเหมาะเหม็งที่สุดที่จะสะสางความแค้นเมื่อสองปีก่อน
"ฉันไม่อยากรีบมีแฟน"
ซูมู่เอ๋อร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงข้ออ้าง เพราะเธอรู้นิสัยสันดานของฟางงงดี เขาคือสวะตัวพ่อที่คอยหลอกลวงความรู้สึกของผู้หญิงมานักต่อนัก
"เอาล่ะ เลิกพล่ามได้แล้ว คนข้างล่างรอกันเยอะ รีบๆ จบเกมกันดีกว่า"
ฟางงงแทบอดใจรอที่จะสั่งสอนซูมู่เอ๋อร์ไม่ไหว ในบรรดาผู้หญิงที่เขาเคยตามจีบ มีเพียงเธอคนเดียวที่ปฏิเสธเขาอย่างไม่ไยดี ความอัดอั้นนี้ต้องได้รับการระบาย
"เชิญลงมือ"
แววตาของซูมู่เอ๋อร์สงบนิ่ง ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น
แม้ทั้งคู่จะเป็นนักยุทธ์ระดับสองเหมือนกัน แต่ความแข็งแกร่งของเธอนั้นอยู่เหนือฟางงงอย่างเทียบไม่ติด
"รับมือ!"
สิ้นเสียง ขวานศึกเล่มโตก็ปรากฏขึ้นในมือของฟางงง เขาพุ่งตัวเข้าใส่ พลิกข้อมือขวาเล็กน้อย คมขวานพุ่งตรงไปยังหน้าอกของซูมู่เอ๋อร์หมายจะฟาดฟัน
ซูมู่เอ๋อร์ขยับกายแผ่วเบา หลบคมขวานนั้นได้อย่างง่ายดาย
"หือ? ฝีมือไม่เลวนี่"
ฟางงงแปลกใจเล็กน้อย ซูมู่เอ๋อร์แข็งแกร่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก
"อีกที!"
เขาเหวี่ยงขวานซ้ำอีกครั้ง คราวนี้คมขวานระเบิดพลังปราณสีแดงเพลิงพุ่งเป็นลำแสงใส่ช่วงขาของซูมู่เอ๋อร์
หากขาบาดเจ็บเมื่อไหร่ เธอก็จะเป็นเพียงลูกไก่ในกำมือเขาไม่ใช่หรือ?
เมื่อเห็นดังนั้น ร่างระหงของซูมู่เอ๋อร์ก็วูบไหว หลบฉากออกไปด้านข้างทันควัน พลังปราณสีแดงเพลิงจึงพลาดเป้า พุ่งไปกระแทกพื้นเวทีฮ่าวเทียนแทน
"ความเร็วของนาย... ยังไม่พอ"
ซูมู่เอ๋อร์เอ่ยเสียงเรียบ
ผ่านไปเพียงไม่กี่กระบวนท่า เหล่านักเรียนด้านล่างเวทีก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
"ศิษย์พี่หญิงซูเร็วมาก!"
"ด้วยสไตล์การต่อสู้ของฟางงง คงเหนื่อยตายก่อนจะได้แตะชายเสื้อศิษย์พี่หญิงซูแน่ๆ"
"ไอ้เจ้าฟางงงนี่มันมั่วผู้หญิงมาตั้งแต่ม.4 แล้ว ให้ศิษย์พี่หญิงซูสั่งสอนมันหนักๆ เลย"
"..."
เสียงส่วนใหญ่เทไปทางซูมู่เอ๋อร์ ประการแรกเพราะเธอวางตัวดีเป็นที่รักของเพื่อนฝูง และประการที่สองคือความสารเลวของฟางงงที่เป็นที่รังเกียจไปทั่ว
...
"มู่เอ๋อร์เจอกับหมอนี่ ชนะใสๆ เลยไม่ใช่เหรอ?"
ชางหานเหยามองดูการประลองบนเวทีด้วยรอยยิ้มกว้าง
เธอมั่นใจในฝีมือลูกศิษย์คนโปรด ฟางงง... ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องพ่ายแพ้
ส่วนจางเฟิงนั้นไม่ได้สนใจดูการแข่งของซูมู่เอ๋อร์อย่างจริงจัง เพราะเขาขี้เกียจเกินกว่าจะเพ่งมอง
เขาหาม้านั่งยาวแถวนั้น แล้วล้มตัวลงนอนอย่างสบายอารมณ์ แถมยังหน้าด้านไปขอแบ่งมันฝรั่งทอดจากคนข้างๆ มานอนกินอีกต่างหาก
บนเวทีฮ่าวเทียน
"ถ้าแน่จริงก็อย่ามัวแต่หลบสิ มาสู้กันซึ่งๆ หน้าดีกว่า"
ฟางงงรู้ตัวดีว่าขืนเป็นแบบนี้ต่อไป เขาไม่มีทางชนะแน่ จึงเลือกใช้วิธีพูดจายั่วยุ
"ไม่มีปัญหา"
ซูมู่เอ๋อร์รู้ทันความคิดของฟางงง แต่เธอหาได้ใส่ใจไม่
เพราะเธอไม่ได้มีดีแค่ความเร็ว ในแง่พลังการต่อสู้ เธอก็ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของนักยุทธ์ระดับสองเช่นกัน
และในเมื่อฟางงงรีบอยากจะลงเวทีนัก เธอก็จะสนองให้
ฟึ่บ!
ซูมู่เอ๋อร์ผายมือออก ดาบยาวที่แผ่ไอเย็นยะเยือกปรากฏขึ้นในมือทันที
"เหมันต์ผนึกร่าง!"
เธอตวัดดาบ ปราณดาบอันหนาวเหน็บพวยพุ่งออกมา อุณหภูมิบนเวทีฮ่าวเทียนที่เคยร้อนระอุลดฮวบลงอย่างฉับพลัน เกล็ดหิมะเริ่มโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย
ทุกที่ที่เกล็ดหิมะสัมผัส ก่อให้เกิดคลื่นน้ำแข็งลุกลามไปทั่ว
เวทีฮ่าวเทียนอันกว้างใหญ่ กลายสภาพเป็นดินแดนน้ำแข็งในพริบตา
ใบหน้าของฟางงงซีดเผือด ไอเย็นแทรกซึมเข้าสู่อวัยวะภายใน ขืนปล่อยไว้แบบนี้ ไม่นานเขาคงกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งแน่
"หยุด... หยุดก่อน ฉันยอมแพ้!"
ฟางงงทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงรีบตะโกนขอยอมแพ้
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูมู่เอ๋อร์จึงสลายพลังน้ำแข็ง ในเมื่อคู่ต่อสู้ยอมจำนน เธอก็ไม่คิดจะรังแกใครเกินเหตุ
ทว่าจังหวะที่เธอหันหลังกลับเพื่อรอฟังคำตัดสิน ฟางงงที่เพิ่งประกาศยอมแพ้กลับฉวยโอกาสลอบกัด!
เขาขว้างขวานศึกในมือสุดแรงเกิด พุ่งตรงไปยังแผ่นหลังของซูมู่เอ๋อร์ด้วยความเร็วสูง พลังทำลายของมันรุนแรงพอที่จะสังหารนักยุทธ์ระดับสองได้ในพริบตา!
"ศิษย์พี่หญิงซู ระวัง!"
"ระวังข้างหลัง!"
"อ๊ากกก! ฟางงง ไอ้คนระยำ!"
"..."
ฝูงชนด้านล่างโกรธแค้นจนเลือดขึ้นหน้า ยอมแพ้ไปแล้วแท้ๆ ยังกล้าเล่นสกปรก!
"มู่เอ๋อร์!"
หัวใจของชางหานเหยาแทบหยุดเต้น นั่นคือลูกศิษย์ที่เธอภาคภูมิใจที่สุด จะต้องมาจบชีวิตลงตรงนี้งั้นหรือ?
บนตึกสูง
"แย่แล้ว!"
ซือถูอ้าวเทียนตกใจสุดขีด แต่ระยะห่างขนาดนี้ ต่อให้เขาอยากจะลงไปช่วยก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว
ในขณะที่ทุกคนคิดว่าซูมู่เอ๋อร์ไม่รอดแน่ ทันใดนั้น พลังจิตอันน่าสะพรึงกลัวก็กวาดผ่านเข้ามา!
ขวานศึกที่จวนเจียนจะถึงตัวซูมู่เอ๋อร์พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และในวินาทีถัดมา... มันก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ!
"เป็นเขานั่นเอง!"
ซือถูอ้าวเทียนลิงโลดใจ ยอดอัจฉริยะผู้นั้นลงมือแล้ว!
พลังจิตระดับนี้ นอกจากคนผู้นั้น... ไม่มีใครอื่นอีกที่ทำได้!
จุดพลิกผันนี้ทำให้ลานวรยุทธ์เดือดพล่านขึ้นมาทันที
"ยอดฝีมือในสถาบันลงมือแล้ว!"
"ท่านอัจฉริยะคงทนดูไม่ได้ การกระทำของฟางงงมันต่ำช้าเกินไปจริงๆ!"
"อยากรู้จังว่าอัจฉริยะผู้นั้นเป็นใคร? เขาอยู่ในลานวรยุทธ์ด้วยใช่ไหม?"
"เป็นไปได้สูงมาก! รีบช่วยกันหาเร็ว ใครที่มีบุคลิกเข้าข่ายบ้าง!"
"..."
"มู่เอ๋อร์ปลอดภัยแล้ว..."
ชางหานเหยาที่สิ้นหวังไปแล้ว กลับมามีความหวังอีกครั้งด้วยความช่วยเหลือของยอดฝีมือลึกลับ
ณ ม้านั่งยาว
จางเฟิงนอนเคี้ยวคลิปมันฝรั่งอย่างเอร็ดอร่อย สีหน้ายังคงเกียจคร้านไม่เปลี่ยน
พลังจิตเมื่อครู่ย่อมเป็นฝีมือของเขา ซูมู่เอ๋อร์ดีกับเขาไม่น้อย เขาจะปล่อยให้เธอเป็นอะไรไปได้อย่างไร
[ติ๊ง!]
[โฮสต์นอนอู้อยู่บนม้านั่ง พลังเคลื่อนย้ายพริบตา +80]
...
บนเวทีฮ่าวเทียน
เมื่อขวานศึกแตกละเอียด ซูมู่เอ๋อร์เพิ่งจะรู้ตัวว่าฟางงงคิดจะลอบสังหารเธอ!
โชคดีที่มีคนช่วยไว้ได้ทัน
"นายช่วยฉันไว้อีกแล้วสินะ"
สายตาของซูมู่เอ๋อร์ทอดมองไปยังจางเฟิงที่นอนอยู่บนม้านั่ง แววตาเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ
จากนั้น...
เธอหันขวับกลับมาจ้องเขม็งที่ฟางงง พร้อมเอ่ยเสียงเย็น "ดูเหมือนฉันจะใจดีเกินไปสินะ"
สิ้นคำ ดาบยาวในมือก็ตวัดวูบ พลังไอเย็นปะทุท่วมท้น ท่ามกลางความหวาดกลัวสุดขีดของฟางงง ร่างของเขาถูกแช่แข็งกลายเป็นก้อนน้ำแข็งโดยสมบูรณ์
การประลองครั้งนี้... จบลงอย่างแท้จริง
ทันใดนั้น ซือถูอ้าวเทียนก็เหาะลงมาจากยอดตึก ลอยตัวอยู่กลางอากาศ พร้อมกับประสานมือคารวะ
"ขอบคุณท่านผู้สูงส่งที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือผดุงความยุติธรรม หากท่านอยู่ในลานวรยุทธ์แห่งนี้ ได้โปรดแสดงตัวด้วยเถิด เพื่อให้ผู้เฒ่าคนนี้ได้แสดงความขอบคุณอย่างเป็นทางการ"
สิ้นคำประกาศของผู้อำนวยการ ทั่วทั้งสถาบันตู๋ปี้ก็ตกอยู่ในความโกลาหลทันที!
ผู้อำนวยการผู้ยิ่งใหญ่ ถึงกับแสดงท่าทีนอบน้อมต่อสถานะนักเรียนในสถาบันถึงเพียงนี้เชียวหรือ!