- หน้าแรก
- ระบบไลฟ์สดพารวย: ภารกิจปั้นสามีทหารให้เป็นท่านนายพล
- บทที่ 28 - เสียงบ่นยามเช้า
บทที่ 28 - เสียงบ่นยามเช้า
บทที่ 28 - เสียงบ่นยามเช้า
บทที่ 28 - เสียงบ่นยามเช้า
กวนโย่วซวงรู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัว
เธอตื่นขึ้นมาเพราะถูกใครบางคนรบกวน ทันทีที่ลืมตาก็สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อน กู้เอ๋อร์หรงกำลังซุกไซ้ซอกคอเธออย่างกระหายราวกับอดอยากมาจากไหน
เมื่อคืนเขาเคี่ยวกรำเธอไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ เช้าขนาดยนี้แล้วเขายังมีแรงเหลือเฟืออีกหรือนี่ สมแล้วที่เป็นทหาร กระทู้ในเว็บถามตอบที่เขาลือกันว่าแฟนทหารดุเนี่ยไม่ได้โกหกเลยจริงๆ
ร่างเดิมของเธอทำงานหนักมาตลอดร่างกายจึงแข็งแรงพอสมควร หากเป็นตัวเธอในโลกก่อนที่แค่วิ่งสอบแปดร้อยเมตรยังหอบแฮก ป่านนี้คงช็อกคาเตียงไปแล้วแน่ๆ
ก็พี่แกเล่นจัดหนักรอบละเป็นชั่วโมงแบบนี้ใครจะไปไหว
"ตื่นได้แล้วค่ะพี่" กวนโย่วซวงเพลียจนตาจะปิด เธอชี้ไปที่แสงขาวรำไรลอดผ่านรอยแตกหน้าต่างเข้ามา "ฟ้าสว่างคาตาแล้วนะ"
"ขออีกรอบนะ" กู้เอ๋อร์หรงงึมงำในลำคอ มือไม้เริ่มซุกซนดึงชุดนอนเธอออก
กวนโย่วซวงงงเป็นไก่ตาแตก จำได้ว่าในนิยายต้นฉบับตากู้เอ๋อร์หรงนี่เป็นพวกเสือยิ้มยาก เย็นชาสุดขั้วไม่ใช่เหรอ ปกติทำงานต่างถิ่นนานๆ ทีจะกลับมาหากวนเล่ย พอได้เจอกันก็ทำภารกิจแบบรีบๆ เสร็จ หรือบางที็นนอนหันหลังให้กันเฉยๆ
ดังนั้นถึงในนิยายไม่ได้บอกชัดเจน แต่การที่กวนเล่ยไม่มีลูกก็น่าจะมาจากเรื่องบนเตียงที่จืดชืดนี่แหละ ไม่ใช่เพราะปัญหาสุขภาพหรอก
แต่ไหงพอเป็นอีตานี่ในตอนนี้ ถึงได้กลายเป็นหมาป่าหิวโซไปได้ล่ะ
ขณะที่เธอกำลังคิดฟุ้งซ่าน ริมฝีปากก็ถูกกัดเบาๆ
"โอ๊ย" เธอร้องเสียงหลง "เจ็บนะ กัดหนูทำไมเนี่ย"
"ก็ใครใช้ให้เธอเหม่อล่ะ"
กวนโย่วซวงดันหัวเขาออก "เดี๋ยวสิ วันนี้พี่ต้องเข้ากรมไม่ใช่เหรอ"
"หือ เปล่านี่ ใครบอก"
กวนโย่วซวงอยากจะตะโกนว่าก็นิยายบอกไงเล่า เธอจำได้แม่นเลยว่าวันนี้ตามเนื้อเรื่องเดิม กู้เอ๋อร์หรงต้องรีบแจ้นกลับกรมแต่เช้ามืดเพื่อติดตามเจ้านายไปดูงานต่างจังหวัด แล้วหายหัวไปเป็นเดือนจนกวนเล่ยงอนตุ๊บป่อง
ในครัว
เสียงปังตอกระทบเขียงดัง ปัง ปัง ปัง สนั่นหวั่นไหว หวงชุนย่านสับผักด้วยความหงุดหงิด สายตาเหลือบมองลอดมุ้งลวดไปยังบ้านฝั่งตรงข้าม
นั่นคือเรือนหอของกู้เอ๋อร์หรงกับกวนโย่วซวง
"ตะวันโด่งจนจะแทงก้นอยู่แล้วยังไม่ตื่นกันอีก วาสนาคนเรานี่มันต่างกันจริงๆ"
"เอาน่า เรื่องแค่นี้เอง เมื่อคืนพวกเขากลับกันดึก" หวังฮุ่ยอิงแม่สามีวางกุยช่ายที่ล้างเสร็จลงบนโต๊ะ
"แม่ก็ลำเอียงตลอดอะ เมื่อคืนพวกเขากลับดึกเพราะไปเต้นรำร้องเพลงกันนะไม่ได้ไปไถนา แม่ลืมแล้วเหรอ"
"แม่รู้แล้วน่า แกพูดเรื่องนี้มากี่รอบแล้ว พอได้แล้ว" หวังฮุ่ยอิงบุ้ยใบ้ไปทางหน้าต่าง "นิสัยเจ้าเอ๋อร์หรงแกก็รู้ดี แนะนำสาวให้ตั้งกี่คนมันไม่เคยแล พอมาเจอคนที่ถูกใจมันก็ต้องตัวติดกันเป็นธรรมดา เข้าใจน้องมันหน่อย"
"แม่ก็พูดได้สิ ฉันก็อยากให้น้องมีความสุขนะ แต่ธรรมเนียมสะใภ้ใหม่ต้องตื่นมาหุงหาอาหารสิ นี่อะไร ให้พี่สะใภ้อย่างฉันมาทำให้กินมันใช้ได้ที่ไหน ใครรู้เข้าเขาจะหัวเราะเยาะเอา"
หวงชุนย่านหน้ามุ่ยด้วยความอัดอั้น
เมื่อคืนตอนตีสี่เธอลุกไปเข้าห้องน้ำ ขากลับนึกครึ้มอกครึ้มใจเลยแอบไปแนบหูฟังที่ผนังบ้านคู่บ่าวสาว
คุณพระช่วย สองคนนั้นยังกุ๊กกิ๊กกันอยู่เลย เสียงกุกกักทำเอาเธอหน้าแดงซ่าน
อารมณ์มันพาไป เธอก็เลยรีบวิ่งกลับห้องไปเขย่าตัวกู้รู่อี้สามีตัวเอง แต่อนิจจา พ่อเจ้าประคุณนอนตายเป็นหมูตาย ปลุกตั้งนานกว่าจะตื่น พอตื่นมาก็ทำภารกิจเสร็จในไม่กี่นาที เล่นเอาเธอโมโหจนต้องถีบไปหลายที
พอตื่นเช้ามาแม่ผัวยังจะมาใช้ให้ทำกับข้าวอีก จะไม่ให้เธอหงุดหงิดได้ไงไหว
"เฮ้อ แกนี่นะปากไวไปเรื่อย ไปยุ่งเรื่องคนอื่นเขาทำไม ถึงใครจะนินทาก็ไม่ได้นินทาแกสักหน่อย อีกอย่างตอนแกแต่งเข้ามาใหม่ๆ ฉันก็ทำให้แกกินเหมือนกันแหละน่า"
หวงชุนย่านเงียบปากลง จริงๆ แล้วแม่ผัวคนนี้ก็นับว่าดีใช้ได้ ถึงปากจะบ่นแต่ไม่เคยอู้งาน ตอนเธออยู่ไฟคลอดลูก บ้านจนขนาดไหนแม่ผัวก็หาข้าวหาปลามาประเคนให้ครบสามมื้อ
เดือนนั้นเธอกินไข่ไก่ไปตั้งหกสิบฟอง จนวันงานโกนผมไฟลูก ญาติๆ ยังทักว่าเธออ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้นด้วยซ้ำ
แต่ดีก็ส่วนดี เธอก็ยังอยากแยกบ้านอยู่ดี
เจ้าหยวนหยวนเจ็ดขวบแล้ว อยู่รวมกันอึดอัดจะตาย เงินที่เธอและสามีหามาได้แทบตายต้องแบ่งก้อนใหญ่ให้พ่อปู่เก็บไว้ ส่วนน้องสามีถึงจะทำงานราชการแต่เงินเดือนก็น้อยนิด ค่าสินสอดที่จ่ายไปก็กู้หนี้ยืมสินมาทั้งนั้น
พอนึกถึงตรงนี้เธอก็ยิ่งจุกอก เงินค่าสินสอดนั่นส่วนหนึ่งก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของเธอไม่ใช่หรือไง
กวนโย่วซวงลุกจากเตียงด้วยความร้าวระบม ขาแข้งอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เธอหยิบกระโปรงมาสวมแล้วเดินออกไปที่ลานบ้าน
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องเป็นประกายสีทอง ลมพัดเอื่อยๆ เย็นสบายทำให้สมองโล่งขึ้นมาก
เธอตั้งใจจะไปเข้าห้องน้ำ แต่สายตาเหลือบไปเห็นพ่อปู่กวนซิงกั๋วกำลังใช้ไม้เท้าพยุงตัวเดินข้ามธรณีประตูรั้วเข้ามา
ธรณีประตูบ้านคนจีนสมัยก่อนค่อนข้างสูง แกเกาะขอบประตูพยายามยกขาข้ามแต่ดูทุลักทุเลเหลือเกิน
กวนโย่วซวงกดนวดเอวตัวเองเบาๆ ก่อนจะรีบเดินจ้ำอ้าวเข้าไปหา
"พ่อคะ มาค่ะหนูช่วย"
กวนซิงกั๋วนึกว่าลูกสะใภ้จะเข้ามาช่วยพยุง แต่ที่ไหนได้ เธอดึงไม้เท้าออก จับมือแกพาดบ่า แล้วย่อตัวลงแบกแกขึ้นหลังหน้าตาเฉย
"โอ้ ลูกเอ๊ย พ่อ... พ่อเดินไหว" กวนซิงกั๋วร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ
ถึงแกจะอายุห้าสิบสี่และผอมลงเพราะโรคภัยรุมเร้า แต่โครงสร้างร่างกายแกสูงใหญ่ น้ำหนักปาเข้าไปเกือบเก้าสิบกิโล
แต่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ผอมบางคนนี้กลับแบกแกขึ้นได้สบายๆ เหมือนยกนุ่น
จังหวะนั้นกู้เอ๋อร์หรงที่เก็บที่นอนเสร็จก็เดินออกมาพอดี เขาเห็นภาพนี้แต่ไม่ได้ตกใจอะไรเพราะรู้ฤทธิ์ภรรยาดีอยู่แล้ว ได้แต่มองด้วยสายตาเปี่ยมรักก่อนจะเดินไปเก็บไม้เท้าที่หน้าประตู
ส่วนหวงชุนย่านในครัวตกใจจนเกือบทำมีดบาดมือ
ในหมู่บ้านนี้เธอก็ถือว่าเป็นหญิงแกร่งแรงเยอะคนหนึ่ง แบกข้าวแบกปุ๋ยเป็นว่าเล่น แต่ขีดจำกัดของเธอคือห้าสิบกิโล เกินกว่านั้นขาสั่นพั่บๆ
แต่แม่สะใภ้ใหม่คนนี้ แรงช้างสารชัดๆ
"แม่... แม่ ดูนั่นสิ ยัยนั่น... ยัยนั่น..." หวงชุนย่านอ้าปากค้างลิ้นพันกันไปหมด
หวังฮุ่ยอิงเองก็เห็นภาพนั้น ถึงปากจะไม่พูดอะไรแต่ในใจปลื้มปริ่มน้ำตาแทบไหล
คนแก่อาบน้ำร้อนมาก่อนย่อมดูออกว่าใครจริงใจใครเสแสร้ง ถ้าแค่อยากทำคะแนนเอาหน้า แค่ช่วยพยุงเดินช้าๆ ให้ชาวบ้านเห็นก็พอแล้ว แต่นี่เล่นแบกขึ้นหลังเดินดุ่มๆ ไม่กลัวหลังหัก
กวนโย่วซวงวางพ่อปู่ลงบนเตียงเตาอย่างระมัดระวัง
คนแก่ขี้หนาว บ้านนี้เลยยังใช้วิธีนอนบนเตียงเตาแบบโบราณเพื่อความอบอุ่น
"พ่อคะ เจ็บเอวมานานแค่ไหนแล้วเนี่ย" กวนโย่วซวงนั่งลงถอดรองเท้าให้แก
"สองเดือนกว่าแล้วลูก"
"แล้วช่วงนี้ได้ไปหาหมอบ้างไหมคะ หมอให้ทำกายภาพบำบัดบ้างหรือเปล่า"
"ไม่ได้ไปเลยลูก กินยาแก้ปวดประทังเอา ไม่เป็นไรหรอก พ่อดีขึ้นเยอะแล้ว ไม่อยากเป็นภาระพวกเอ็ง"
"ไม่ได้นะคะพ่อ เดี๋ยววันนี้หนูกับพี่เอ๋อร์หรงจะพาพ่อไปตรวจที่อำเภอเอง"
"ใช่ครับพ่อ ต้องไปตรวจซ้ำ หมอนัดไว้เดือนละครั้งแต่นี่พ่อไม่ได้ไปนานแล้ว" กู้เอ๋อร์หรงเดินเข้ามาสมทบ
"พวกเอ็งเพิ่งแต่งงานกันหมาดๆ วันนี้พากันไปเที่ยวเถอะ เรื่องเอวพ่อเอาไว้ก่อนก็ได้"