เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 บทกวีเพียงครึ่งบท

บทที่ 21 บทกวีเพียงครึ่งบท

บทที่ 21 บทกวีเพียงครึ่งบท


บทที่ 21 บทกวีเพียงครึ่งบท

งานเลี้ยงภายในจวนรัชทายาทถูกจัดขึ้นแบบแยกสำรับ

องค์รัชทายาทประทับบนแท่นประธานอันสูงส่ง ขณะที่เหล่าแขกเหรื่อแยกนั่งขนาบซ้ายขวา

เบื้องหน้าของทุกคนมีโต๊ะอาหารจัดวางอย่างเป็นระเบียบ

เมื่อเริ่มงานเลี้ยง ผู้คนยังมากันบางตา

ส่วนใหญ่ล้วนเป็นขุนนางรุ่นใหม่

และมากหลายในจำนวนนั้นคือบัณฑิตฝ่ายบุ๋นผู้เปี่ยมด้วยอุดมการณ์เฉกเช่น 'เหอซุ่ย'

พวกเขายังไร้อำนาจที่แท้จริงในราชสำนัก

ทว่าคนกลุ่มนี้มิอาจดูแคลนได้ เมื่อสั่งสมประสบการณ์ในเมืองหลวงมากพอ พวกเขาย่อมมีโอกาสสูงที่จะถูกส่งไปปกครองหัวเมืองต่างๆ ถึงเวลานั้น พวกเขาจะก้าวเข้าสู่วงจรอำนาจของต้าโจวอย่างแท้จริง

อีกสิบปีหรือหลายสิบปีให้หลัง ผู้กุมอำนาจในราชสำนักอาจเป็นคนเหล่านี้ก็เป็นได้

ซูเหวินนั่งอยู่เก้าอี้ตัวแรกทางซ้ายมือขององค์รัชทายาท ในฐานะแขกเกียรติยศของค่ำคืนนี้

เมื่อทุกคนมากันพร้อมหน้า องค์รัชทายาทก็ชูจอกสุราขึ้นพร้อมแย้มสรวล ตรัสว่า "วันนี้ข้าเชิญทุกท่านมาเพื่อร่วมยินดีกับ 'น้องซู' ของข้า ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาแต่งตั้งให้เขาเป็นรองผู้บัญชาการกองตระเวนฝั่งตะวันออก นับจากวันนี้ไป เขาก็คือสหายร่วมราชการของพวกเรา มาทำความรู้จักกันไว้เถิด"

ทุกคนยกจอกสุราขึ้นพร้อมกัน ทว่าในแววตาของคนส่วนใหญ่กลับแฝงไว้ด้วยความดูแคลน

บัณฑิตเหล่านี้ยังอยู่ในวัยหนุ่มแน่น เลือดรักชาติยังพลุ่งพล่าน หลายคนเก็บงำความไม่พอใจต่อซูฉางชิงไว้เต็มอก

ในสายตาของพวกเขา ซูฉางชิงคือความอัปยศของเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋น!

เขาได้ดิบได้ดีมีอำนาจวาสนาเพียงเพราะความโปรดปรานของจักรพรรดิโจวเท่านั้น

หลังจากดื่มสุราหมดจอก องค์รัชทายาทก็หันมายิ้มให้ซูเหวิน ตรัสว่า "น้องชาย หิวแล้วไม่ใช่รึ? ไม่ต้องเกรงใจ กินให้เต็มที่ วันนี้ไม่เมาไม่เลิก!"

ซูเหวินพยักหน้าแล้วลงมือจัดการอาหารตรงหน้า

บรรยากาศในงานเลี้ยงค่อยๆ ครึกครื้นขึ้น ทว่ากลับแฝงความประหลาดพิกล

องค์รัชทายาททรงกระตือรือร้นต้อนรับขับสู้ทุกคน โดยเฉพาะกับซูเหวิน แต่ซูเหวินกลับดูสนใจแต่ของกินตรงหน้า ส่วนแขกคนอื่นๆ จับกลุ่มสนทนากันเอง ถกเถียงเรื่องบทกวี บทความ และสถานการณ์บ้านเมือง แต่จงใจมองข้ามซูเหวิน ไม่มีใครเอ่ยปากคุยกับเขาแม้แต่คนเดียว

ราวกับว่าซูเหวินถูกตัดขาดจากโลกภายนอก แม้จะได้ชื่อว่าเป็นแขกเกียรติยศ แต่กลับถูกผลักไสให้กลายเป็นส่วนเกิน

เมื่อสุราเข้าปาก ใบหน้าของแขกเหรื่อเริ่มแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ กิริยาท่าทางเริ่มปล่อยเนื้อปล่อยตัว

องค์รัชทายาทลุกจากที่นั่งมานั่งลงข้างกายซูเหวิน คะยั้นคะยอให้เขาดื่มจอกแล้วจอกเล่า

พระองค์โอบไหล่ซูเหวิน พระพักตร์แดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา กระซิบแผ่วเบา "น้องชาย เจ้าเห็นหรือไม่? แม้อัครมหาเสนาบดีซูจะมีอำนาจล้นราชสำนัก แต่เขากลับไม่เป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ สถานการณ์เช่นนี้ ข้าเกรงว่าจะอยู่ได้ไม่นานนะ"

ลิ้นของซูเหวินเริ่มแข็งเล็กน้อย เขาแค่นเสียงกล่าวอย่างไม่ยี่หระ "มีพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาทคุ้มหัว คนพวกนี้จะมีความหมายอะไร?"

องค์รัชทายาทปรือพระเนตรที่ฉ่ำเยิ้ม ตรัสว่า "ฝ่าบาททรงโปรดปรานอัครมหาเสนาบดีซู แต่ถ้าเป็นอีกหลายสิบปีข้างหน้าเล่า?"

ซูเหวินยิ้มกว้าง "ก็ยังมีองค์รัชทายาทอยู่มิใช่หรือพะยะค่ะ? ตราบใดที่พระองค์ยังอยู่ ตระกูลซูของกระหม่อมย่อมไร้กังวล"

"ฮ่าฮ่าฮ่า! น้องชายช่างพูดจาถูกใจข้ายิ่งนัก" องค์รัชทายาทหัวเราะร่า

ไม่รู้ว่าสองคนนี้เมาจริงหรือแกล้งเมา แต่ที่แน่ๆ มีคนเมาจริงอยู่ในงานเลี้ยง

เหอซุ่ยคือหนึ่งในนั้น

ด้วยฤทธิ์สุรา เขาผุดลุกขึ้นยืนแล้วหัวเราะเสียงดัง "หากกล่าวถึงตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียงในต้าโจว ตระกูลซูนับว่าโด่งดังที่สุด ด้วยมีจอหงวนถึงสามคนในรุ่นเดียว แต่น่าแปลกนักที่ตระกูลสามจอหงวนนี้กลับไม่เคยมีบทกวีเลื่องชื่อปรากฏออกมาเลยสักบทเดียว ข้าสงสัยนักว่าพวกท่านจงใจซ่อนคมงำประกาย? หรือว่าเป็นเพราะเหตุใดกันแน่? คุณชายซู ท่านเคยเห็นบทกวีของท่านอัครมหาเสนาบดีซูที่บ้านบ้างหรือไม่? ลองนำมาเผยแพร่ให้พวกเราได้ชื่นชมและเรียนรู้หน่อยเป็นไร?"

เขามีความแค้นฝังใจ ในการสอบหน้าพระที่นั่งปีนั้น เขามีคะแนนนำในด้านบทกวี แต่ในด้านนโยบายการปกครอง เขาจะไปเทียบชั้นซูอวี่ที่ได้รับการสั่งสอนจากซูฉางชิงมาตั้งแต่เล็กได้อย่างไร?

ท้ายที่สุด จักรพรรดิโจวทรงเลือกซูอวี่เป็นจอหงวน เหอซุ่ยจึงผูกใจเจ็บมาตลอด

วันนี้เมื่อน้ำเปลี่ยนนิสัย เขาจึงถือโอกาสหาเรื่องซูเหวิน

วาจาดูสุภาพ แต่ความนัยกลับเชือดเฉือน หากซูเหวินรับมือได้ไม่ดี ย่อมกลายเป็นตัวตลกให้ชาวเมืองหลวงหัวเราะเยาะอีกครา

ซูเหวินเอียงคอ มองเหอซุ่ยแล้วชี้หน้า หัวเราะร่า "ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็เจ้าบัณฑิตอันดับสองนี่เอง เจ้าชื่ออะไรนะ?"

"เหอซุ่ย!" เหอซุ่ยเอ่ยเสียงต่ำ ใบหน้าบึ้งตึง "คุณชายซูช่างขี้ลืมเสียจริงนะขอรับ"

ซูเหวินยิ้ม "ขออภัย ข้ามักจะลืมเสมอว่าใครได้ที่สอง"

เหอซุ่ยรู้สึกเหมือนโดนมีดกรีดกลางใจ

"ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ท่านได้รับความโกรธเกรี้ยวจากเหอซุ่ย ค่าอารมณ์ +100"

รอยยิ้มของซูเหวินยิ่งกว้างขึ้น เจ้านี่โกรธแล้วสินะ

เหอซุ่ยกัดฟันกรอด "คุณชายซูจะจำข้าได้หรือไม่นั้นไม่สำคัญ เพียงแต่ข้าได้ยินชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของท่านอัครมหาเสนาบดีซูมานาน แต่ไม่เคยมีวาสนาได้พบพาน ข้าอยากเห็นพรสวรรค์ทางวรรณศิลป์ของท่านอัครมหาเสนาบดีซูจริงๆ พอจะเป็นไปได้หรือไม่?"

ซูเหวินส่ายหน้า "บทกวีเป็นเพียงวิถีรอง ท่านพ่อของข้าไม่เคยให้ความสำคัญ การบริหารบ้านเมืองและสร้างความสงบสุขให้แผ่นดินต่างหากคือสิ่งที่บัณฑิตพึงเรียนรู้ ดังนั้นท่านจึงมีบทกวีน้อยนัก"

เหอซุ่ยลิงโลดในใจ เขาคิดว่าซูเหวินเพียงแค่หาข้ออ้างแถไปเรื่อย

เหอซุ่ยยิ้มแล้วกล่าวว่า "คุณชายซูพูดจาแปลกพิกล วิถีแห่งกวีนิพนธ์นั้นจับใจผู้คนที่สุด ถ้อยคำที่สละสลวยสามารถสะเทือนอารมณ์และสืบทอดต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน มันคือมรดกทางวัฒนธรรม แม้จะเป็นวิถีรองในการปกครอง แต่คือกุศโลบายหลักในแวดวงวรรณกรรม ท่านอัครมหาเสนาบดีซูย่อมแตกฉานเรื่องการปกครอง จึงพอเข้าใจได้หากบทกวีจะไม่โดดเด่นนัก เพราะแรงกายแรงใจคนเรามีจำกัด น้อยคนนักที่จะเป็นเลิศทั้งสองด้าน"

ซูเหวินลูบคางพลางยิ้ม "เป็นเช่นนี้นี่เอง ช่างบังเอิญจริงๆ ข้าเคยเห็นบทกวีที่ท่านพ่อแต่งไว้บ้างเหมือนกัน"

สิ้นเสียง ซูเหวินก็ขับขานบทกวีขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"หากแม้นชีวิตเป็นดั่งเช่นแรกพานพบ ไยลมสารทต้องพัดพาความโศกตรมสู่พัดวาด"

ทันทีที่วรรคนี้หลุดออกจากปาก ทั้งห้องโถงตกตะลึง!

เพียงวรรคเดียว บรรยากาศความเศร้าสร้อยในบทกวีก็แผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน

ความโหยหาอาลัยถึงคราแรกพบนั้นกระแทกเข้าไปในหัวใจของทุกคน

ผู้คนในที่นี้ล้วนเป็นปัญญาชน แต่กลับไม่มีใครเคยแต่งประโยคที่งดงามสะเทือนอารมณ์เช่นนี้ได้มาก่อน

เหอซุ่ยอ้าปากค้าง เพียงแค่วรรคนี้วรรคเดียว ก็เพียงพอที่จะถูกยกย่องให้เป็นบทกวีชั้นเลิศแล้ว

แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องประหลาดใจยิ่งกว่าคือ หลังจากซูเหวินร่ายบทกวีไปหนึ่งวรรค เขาก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารต่อ

เหอซุ่ยถาม "คุณชายซู แล้ววรรคต่อไปเล่า?"

ซูเหวินไม่เงยหน้าขึ้นมาด้วยซ้ำ "หมดแล้ว"

แขกอีกคนอดไม่ได้ที่จะโพล่งขึ้นมา "จะไม่มีต่อได้อย่างไร?"

ซูเหวินยิ้ม "ข้าเห็นในห้องหนังสือของท่านพ่อตอนยังเด็ก ผ่านมาหลายปีแล้ว จำได้วรรคเดียวก็บุญโขแล้ว จะให้จำอะไรได้เยอะแยะ?"

ทุกคนที่ได้ฟังวรรคนั้นไปแล้ว ต่างรู้สึกค้างคาใจและอยากรู้ท่อนต่อไปจนแทบคลั่ง จึงพากันส่งเสียงเรียกร้อง

"คุณชายซู โปรดนึกดูให้ดีเถิด!"

"นั่นสิ ประโยคดีขนาดนี้ จะไม่มีท่อนต่อได้อย่างไร?"

"คุณชายซู ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ นึก!"

แม้แต่องค์รัชทายาทก็ยังตรัสเร่งเร้า "น้องชาย นึกให้ดีสิ ท่อนต่อไปว่าอย่างไร?"

ซูเหวินส่ายหน้าดิก "จำไม่ได้จริงๆ อีกอย่าง เหอซุ่ยบอกว่าอยากเห็นบทกวีของท่านพ่อข้ามิใช่รึ? เห็นวรรคเดียวก็คือเห็น เห็นทั้งบทก็คือเห็น ความหมายก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ"

"ติ๊ง! โฮสต์ได้รับความขุ่นเคืองจากองค์รัชทายาท ค่าอารมณ์ +10"

"ติ๊ง! โฮสต์ได้รับความขุ่นเคืองจากหวังหรู ค่าอารมณ์ +20"

"ติ๊ง! โฮสต์ได้รับ..."

สำหรับบัณฑิตเหล่านี้ บทกวีดีๆ ก็เปรียบเสมือนสุรารสเลิศที่หาได้ยากยิ่ง แต่ตอนนี้พวกเขาได้แค่ดมกลิ่นปากไหแต่ไม่ได้ลิ้มรส

มันเหมือนกับคนยุคปัจจุบันที่กำลังดูซีรีส์หรืออนิเมะที่สนุกมากๆ แต่ได้ดูแค่สามตอนแรก ความรู้สึกค้างคาจนแทบลงไปดิ้นตายนั้นมันช่างทรมานอย่างบอกไม่ถูก

"ลืมไปได้อย่างไร?"

"ใช่ ลืมได้อย่างไรกัน?"

"บทกวีล้ำเลิศเพียงนี้ กลับจำได้แค่วรรคเดียว คุณชายซูนะคุณชายซู..."

จบบทที่ บทที่ 21 บทกวีเพียงครึ่งบท

คัดลอกลิงก์แล้ว