เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 เข้าเมืองหลวง

บทที่ 10 เข้าเมืองหลวง

บทที่ 10 เข้าเมืองหลวง


ในขณะที่คุณชายซูกำลังหลงระเริงอยู่ในความฝันอันหอมหวาน ณ คฤหาสน์ตระกูลเซวีย เซวียเหมิงกำลังยืนอยู่อย่างนอบน้อม

บุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้าเขา

"ซูเหวินตอบตกลงหรือไม่?"

"เขาตกลงขอรับ แต่เขาต้องการเหมืองทองตระกูลเซวีย!"

เซวียเหมิงรายงานตามความเป็นจริง

บุรุษผู้นั้นแค่นเสียง "ช่างละโมบนัก เหมือนพ่อของมันไม่มีผิด! ไม่กลัวว่าจะสำลักตายหรือไร เจ้าทำเรื่องนี้ได้ดีมากที่ไม่หลงใหลในความงามและกลับมารายงานข้าทันเวลา ทำให้ข้ามีโอกาสวางแผนซ้อนแผน ครานี้ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ เจ้าถือว่ามีความดีความชอบครั้งใหญ่!"

เซวียเหมิงลังเลเล็กน้อย "หากเราแพ้ เราจะยกเหมืองทองตระกูลเซวียให้เจ้าเด็กนั่นจริงๆ หรือขอรับ?"

ริมฝีปากของบุรุษผู้นั้นโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม "ถ้าซูเหวินสามารถขนสมบัติล้ำค่าออกมาประชันได้มากมายขนาดนั้นจริง ข้าไม่เชื่อหรอกว่าฝ่าบาทที่ทอดพระเนตรเห็นความฟุ่มเฟือยของซูฉางชิงและความโอ้อวดของซูเหวิน จะยังทรงทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ถึงเวลานั้น ท่านลุงของเจ้าจะนำเหล่าขุนนางเข้าโจมตีซูฉางชิงในราชสำนัก ขอเพียงโค่นล้มซูฉางชิงลงได้ ลุงของเจ้าก็จะมีโอกาสก้าวหน้าขึ้นไปถึงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี เมื่อถึงเวลานั้น เหมืองทองแค่แห่งเดียวจะนับเป็นอะไรได้? อีกอย่าง ซูเหวินจะเอาชนะความมั่งคั่งของตระกูลเซวียได้อย่างไร?"

ผู้พูดคือบิดาของเซวียเหมิง 'เซวียซานเหอ' ผู้นำตระกูลเซวียคนปัจจุบัน

ความจริงแล้ว ทันทีที่เซวียเหมิงเจรจากับซูเหวินจบ เขาก็รีบกลับมารายงานที่บ้านและได้รับคำสั่งจากเซวียซานเหอทันที

ความโกรธเกรี้ยว การยั่วยุ การประชันความมั่งคั่ง... ทุกอย่างล้วนเป็นกับดักที่บิดาของเขาวางไว้เพื่อเล่นงานตระกูลซู

ในสายตาของเซวียซานเหอ ตระกูลซูไม่เหมือนตระกูลเซวีย ตระกูลเซวียมีกิจการการค้ารองรับ ไม่ว่าจะขนทรัพย์สมบัติออกมามากเพียงใดก็มีที่มาที่ไป แต่ซูเหวินเล่า? เขาจะอธิบายที่มาของเงินทองที่นำมาประชันกับเซวียเหมิงอย่างไร?

ดังนั้น ขอเพียงซูเหวินตอบตกลง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรื่องนี้ย่อมพัวพันไปถึงซูฉางชิง

และเป้าหมายที่แท้จริงของเขา ก็คือซูฉางชิง!

...

หลังจากหิมะหยุดตก เมืองหลวงก็ได้รับการกวาดล้างทำความสะอาดจนเรียบร้อย

รถม้าคันหนึ่งแล่นผ่านประตูเมืองหลวงเข้ามาอย่างช้าๆ

เหยียนลั่วอิงเลิกม่านขึ้น ครั้งสุดท้ายที่นางมาเมืองหลวง นางยังเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อย

สิบกว่าปีผ่านไปในชั่วพริบตา ในที่สุดนางก็ได้กลับมาอีกครั้ง

"ลุงโจว ทางตะวันออกของเมืองมีร้านบะหมี่เกี๊ยวอยู่ร้านหนึ่ง ท่านพ่อมักจะพาท่านและข้าไปกินประจำ ข้าอยากไปดูที่นั่นและกินบะหมี่เกี๊ยวสักชาม"

"ได้เลยขอรับ!" สิงารถีตอบรับ

เขาคือองครักษ์คนสนิทของแม่ทัพเหยียนเจ๋อ ผู้เฝ้าดูเหยียนลั่วอิงเติบโตมาตั้งแต่เด็ก และเดินทางกลับมาพร้อมกับนางในครั้งนี้

ร้านบะหมี่เกี๊ยวยังคงเป็นร้านเดิม

เถไแก่เจ้าของร้านเป็นสตรีวัยสี่สิบกว่าที่มีใบหน้างดงาม

เหยียนลั่วอิงลงจากรถม้าและสั่งบะหมี่เกี๊ยวสองชามมานั่งทานกับลุงโจว

หลังจากซดน้ำซุปและเคี้ยวเกี๊ยว เหยียนลั่วอิงกลับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

ความทรงจำในเมืองหลวงของนางมีไม่มากนัก และร้านนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น มันคือรสชาติที่ซ่อนอยู่ในความทรงจำ ยามนึกถึงคราใด นางจำได้เพียงคำพูดของท่านพ่อที่มักชมว่าเกี๊ยวร้านนี้อร่อยนักหนาและคะยั้นคะยอให้นางกินเยอะๆ แต่เมื่อได้มากินจริงๆ ในตอนนี้ รสชาติกลับไม่ได้วิเศษวิโสปานนั้น

นางอดเปรยขึ้นมาไม่ได้ "ในความทรงจำของข้า ท่านพ่อมักพาข้ามาที่นี่ ผ่านไปเนิ่นนานข้าก็ลืมรสชาติไปแล้ว พอได้มากินจริงๆ รสชาติก็แค่ธรรมดา"

ลุงโจวหัวเราะร่า "รสชาติมันก็เป็นเช่นนี้มาตลอดนั่นแหละขอรับ เพียงแต่เมื่อก่อนท่านพ่อของคุณหนูแอบมีใจให้เถไแก่เนี้ย เลยหาเรื่องพาคุณหนูกับข้ามากินบ่อยๆ เพื่อจะได้ใกล้ชิดนาง แต่ยังไม่ทันได้สารภาพความในใจ ก็ถูกย้ายไปประจำชายแดนเสียก่อน และไม่ได้กลับมาอีกเลย"

เหยียนลั่วอิงอึ้งไป

นางมองสตรีที่เกือบจะได้เป็นแม่เลี้ยงของตน แล้วส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ "ท่านพ่อมีฐานะสูงส่งไยต้องลำบากทำเรื่องอ้อมค้อมเพื่อจีบหญิงถึงเพียงนี้?"

ทว่านางก็รู้ดีว่า แม้แม่ทัพเหยียนเจ๋อจะมีภาพลักษณ์หยาบกระด้างและหัวรั้น แต่ในเรื่องของชายหญิงเขากลับระมัดระวังตัวยิ่ง

แม้กระทั่งตอนนี้ เขาก็ยังไม่ได้แต่งงานใหม่

ลุงโจวถอนหายใจ "ท่านแม่ทัพเป็นคนรักมั่นและฝังใจในรักขอรับ"

ทั้งสองกินบะหมี่เกี๊ยวกันอย่างเงียบๆ ต่างรู้ดีว่าการจากลาครั้งนี้ ไม่รู้จะได้พบกันอีกเมื่อใด

"ได้ยินข่าวหรือยัง? เมื่อคืนซูเหวิน คุณชายของอัครมหาเสนาบดีซูฉางชิง ทุ่มเงินไม่อั้นที่หอร้อยบุปผา ได้ร่วมอภิรมย์กับแม่นางชุยอวี่เหมียน หมดเงินไปตั้งหลายแสนตำลึงในคืนเดียว!"

"เชอะ แค่นั้นจะนับเป็นอะไร? คุณชายซูถึงกับมอบปิ่นปักผมรวมปราณที่ฝ่าบาทพระราชทานให้แม่นางชุยอวี่เหมียน ทั้งที่ฝ่าบาทกำชับให้เก็บไว้ให้ภรรยาในอนาคตแท้ๆ"

"เป็นหนุ่มเป็นแน่นไม่ทำตัวเจ้าสำราญก็น่าเสียดายแย่! เขาว่ากันว่าแม่นางชุยอวี่เหมียนงดงามปานนางฟ้าเชียวนะ"

"ไม่ต้องบอกก็รู้! นางเป็นถึงนางโลมอันดับหนึ่งแห่งหอร้อยบุปผา โดดเด่นที่สุดในบรรดาสาวงามนับร้อย สามปีมานี้คุยแต่เรื่องบทกวีดนตรี ไม่เคยยอมให้บุรุษแตะต้องตัว ถึงกระนั้นผู้ชายก็นับไม่ถ้วนก็ยังอยากเจอหน้านาง"

ลุงโจวมองเหยียนลั่วอิงและสังเกตเห็นคิ้วของนางขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แม้จะก้มหน้ากินเกี๊ยวอยู่ แต่ความสนใจของนางพุ่งเป้าไปที่บทสนทนาเหล่านั้นอย่างชัดเจน

"คุณหนู ข่าวลือตามท้องถนนเชื่อถือไม่ได้หรอกขอรับ อย่าไปใส่ใจเลย" ลุงโจวเตือนสติ

สีหน้าของเหยียนลั่วอิงราบเรียบ นางเงยหน้าขึ้นและกล่าวว่า "ไม่มีมูลฝอยหมาไม่ขี้ เหตุใดข่าวลือของผู้อื่นถึงไม่แพร่สะพัดบ้างเล่า? อีกอย่าง ลุงโจว ท่านคิดว่าข่าวลือพวกนี้ฟังดูไม่สมเหตุสมผลหรือ?"

ลุงโจวเงียบกริบ

เหยียนลั่วอิงอารมณ์ขุ่นมัวยิ่งนัก

แม้ซูเหวินจะมีชื่อเสียงเรื่องความเสเพล แต่เหยียนลั่วอิงไม่เคยได้สัมผัสตัวตนจริงๆ ของเขา และยังไม่รู้จักเขาดีพอ นางจึงยังมีความหวังริบหรี่อยู่บ้าง

ทว่าทันทีที่ย่างเท้าเข้าเมืองหลวง นางกลับได้ยินเรื่องราวเช่นนี้ จะให้อารมณ์ดีได้อย่างไร?

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ข่าวลือระลอกใหม่ก็ลอยเข้าหูอีก

"เมื่อคืน แม่นางชุยเลือกคุณชายซูโดยตรงในรอบที่สอง ว่ากันว่าคุณชายเซวียเหมิงเตรียมเงินมาสู้กว่าล้านตำลึง แต่กลับไม่ได้ใช้ ทั้งสองมีปากเสียงกันและตกลงจะประชันความมั่งคั่งกันในอีกสิบวันข้างหน้า!"

"จริงรึ? มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ?"

"จริงแท้แน่นอน! ทั้งสองตกลงกันว่าจะไม่ใช้ทองหรือเงินมาตัดสิน แต่จะวัดกันที่ความยิ่งใหญ่ตระการตาและของหายากล้ำค่า ใครเหนือกว่าคนนั้นชนะ!"

"ตระกูลเซวียเป็นพ่อค้าที่มั่งคั่งที่สุดในแผ่นดิน! ซูเหวินจะเอาชนะได้รึ?"

"พ่อค้า? พ่อค้าแล้วยังไง? บิดาของคุณชายซูคือซูฉางชิง ขุนนางใหญ่เหนือขุนนางทั้งปวงในต้าโจว! แต่ละวันเขาได้รับผลประโยชน์มากมายขนาดไหน? ข้าว่างานนี้คุณชายซูมีโอกาสชนะสูง"

"นั่นสิ ชาวบ้านเขาลือกันให้แซ่ดว่าซูฉางชิงเป็นขุนนางกังฉิน ทรราชจอมโกงกิน คงกอบโกยเข้ากระเป๋าไปไม่น้อย"

"เจ้าคิดว่าไงล่ะ? นายอำเภอหรือผู้ว่าการเมืองปีๆ หนึ่งหาเงินได้เท่าไหร่? นับประสาอะไรกับอัครมหาเสนาบดี?"

เหยียนลั่วอิงนั่งฟังบทสนทนาของชาวบ้านรอบกายอย่างเงียบเชียบ

สำหรับชาวบ้านร้านตลาด เรื่องพวกนี้ก็แค่เรื่องสนุกปากเอาไว้คุยแก้เบื่อ

ทว่าเหยียนลั่วอิงกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

"ลุงโจว เรื่องเพิ่งเกิดเมื่อคืน เหตุใดถึงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองรวดเร็วปานนี้? ข้าเกรงว่ามีคนจงใจปล่อยข่าว" เหยียนลั่วอิงเอ่ยเสียงเรียบ

ลุงโจวรู้ดีว่าคุณหนูของตนเป็นคนเฉลียวฉลาด และไม่พูดอะไรลอยๆ จึงถามด้วยความสงสัย "แล้วใครกันที่เป็นคนปล่อยข่าวพวกนี้?"

เหยียนลั่วอิงยิ้มมุมปาก "คงเป็นศัตรูทางการเมืองของซูฉางชิงกระมัง ยิ่งข่าวแพร่ออกไปกว้างขวางและรุนแรงเท่าไหร่ ซูฉางชิงก็ยิ่งต้องลำบากใจในการแก้ต่างต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาทมากขึ้นเท่านั้น"

มาถึงตรงนี้ นางส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจ "ซูเหวินผู้นี้ช่างสิ้นคิดจริงๆ ทำตัวโดดเด่นโอ้อวดขนาดนี้ ไม่เท่ากับหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ? ต่อให้เขาชนะการประชันความมั่งคั่งกับพ่อค้าผู้ทรงอิทธิพลได้ ฝ่าบาทก็คงไม่พอพระทัยเป็นแน่"

จบบทที่ บทที่ 10 เข้าเมืองหลวง

คัดลอกลิงก์แล้ว