- หน้าแรก
- ภรรยาข้า แม่ทัพผู้พิชิตหมื่นมาร
- บทที่ 10 เข้าเมืองหลวง
บทที่ 10 เข้าเมืองหลวง
บทที่ 10 เข้าเมืองหลวง
ในขณะที่คุณชายซูกำลังหลงระเริงอยู่ในความฝันอันหอมหวาน ณ คฤหาสน์ตระกูลเซวีย เซวียเหมิงกำลังยืนอยู่อย่างนอบน้อม
บุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้าเขา
"ซูเหวินตอบตกลงหรือไม่?"
"เขาตกลงขอรับ แต่เขาต้องการเหมืองทองตระกูลเซวีย!"
เซวียเหมิงรายงานตามความเป็นจริง
บุรุษผู้นั้นแค่นเสียง "ช่างละโมบนัก เหมือนพ่อของมันไม่มีผิด! ไม่กลัวว่าจะสำลักตายหรือไร เจ้าทำเรื่องนี้ได้ดีมากที่ไม่หลงใหลในความงามและกลับมารายงานข้าทันเวลา ทำให้ข้ามีโอกาสวางแผนซ้อนแผน ครานี้ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ เจ้าถือว่ามีความดีความชอบครั้งใหญ่!"
เซวียเหมิงลังเลเล็กน้อย "หากเราแพ้ เราจะยกเหมืองทองตระกูลเซวียให้เจ้าเด็กนั่นจริงๆ หรือขอรับ?"
ริมฝีปากของบุรุษผู้นั้นโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม "ถ้าซูเหวินสามารถขนสมบัติล้ำค่าออกมาประชันได้มากมายขนาดนั้นจริง ข้าไม่เชื่อหรอกว่าฝ่าบาทที่ทอดพระเนตรเห็นความฟุ่มเฟือยของซูฉางชิงและความโอ้อวดของซูเหวิน จะยังทรงทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ถึงเวลานั้น ท่านลุงของเจ้าจะนำเหล่าขุนนางเข้าโจมตีซูฉางชิงในราชสำนัก ขอเพียงโค่นล้มซูฉางชิงลงได้ ลุงของเจ้าก็จะมีโอกาสก้าวหน้าขึ้นไปถึงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี เมื่อถึงเวลานั้น เหมืองทองแค่แห่งเดียวจะนับเป็นอะไรได้? อีกอย่าง ซูเหวินจะเอาชนะความมั่งคั่งของตระกูลเซวียได้อย่างไร?"
ผู้พูดคือบิดาของเซวียเหมิง 'เซวียซานเหอ' ผู้นำตระกูลเซวียคนปัจจุบัน
ความจริงแล้ว ทันทีที่เซวียเหมิงเจรจากับซูเหวินจบ เขาก็รีบกลับมารายงานที่บ้านและได้รับคำสั่งจากเซวียซานเหอทันที
ความโกรธเกรี้ยว การยั่วยุ การประชันความมั่งคั่ง... ทุกอย่างล้วนเป็นกับดักที่บิดาของเขาวางไว้เพื่อเล่นงานตระกูลซู
ในสายตาของเซวียซานเหอ ตระกูลซูไม่เหมือนตระกูลเซวีย ตระกูลเซวียมีกิจการการค้ารองรับ ไม่ว่าจะขนทรัพย์สมบัติออกมามากเพียงใดก็มีที่มาที่ไป แต่ซูเหวินเล่า? เขาจะอธิบายที่มาของเงินทองที่นำมาประชันกับเซวียเหมิงอย่างไร?
ดังนั้น ขอเพียงซูเหวินตอบตกลง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรื่องนี้ย่อมพัวพันไปถึงซูฉางชิง
และเป้าหมายที่แท้จริงของเขา ก็คือซูฉางชิง!
...
หลังจากหิมะหยุดตก เมืองหลวงก็ได้รับการกวาดล้างทำความสะอาดจนเรียบร้อย
รถม้าคันหนึ่งแล่นผ่านประตูเมืองหลวงเข้ามาอย่างช้าๆ
เหยียนลั่วอิงเลิกม่านขึ้น ครั้งสุดท้ายที่นางมาเมืองหลวง นางยังเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อย
สิบกว่าปีผ่านไปในชั่วพริบตา ในที่สุดนางก็ได้กลับมาอีกครั้ง
"ลุงโจว ทางตะวันออกของเมืองมีร้านบะหมี่เกี๊ยวอยู่ร้านหนึ่ง ท่านพ่อมักจะพาท่านและข้าไปกินประจำ ข้าอยากไปดูที่นั่นและกินบะหมี่เกี๊ยวสักชาม"
"ได้เลยขอรับ!" สิงารถีตอบรับ
เขาคือองครักษ์คนสนิทของแม่ทัพเหยียนเจ๋อ ผู้เฝ้าดูเหยียนลั่วอิงเติบโตมาตั้งแต่เด็ก และเดินทางกลับมาพร้อมกับนางในครั้งนี้
ร้านบะหมี่เกี๊ยวยังคงเป็นร้านเดิม
เถไแก่เจ้าของร้านเป็นสตรีวัยสี่สิบกว่าที่มีใบหน้างดงาม
เหยียนลั่วอิงลงจากรถม้าและสั่งบะหมี่เกี๊ยวสองชามมานั่งทานกับลุงโจว
หลังจากซดน้ำซุปและเคี้ยวเกี๊ยว เหยียนลั่วอิงกลับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
ความทรงจำในเมืองหลวงของนางมีไม่มากนัก และร้านนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น มันคือรสชาติที่ซ่อนอยู่ในความทรงจำ ยามนึกถึงคราใด นางจำได้เพียงคำพูดของท่านพ่อที่มักชมว่าเกี๊ยวร้านนี้อร่อยนักหนาและคะยั้นคะยอให้นางกินเยอะๆ แต่เมื่อได้มากินจริงๆ ในตอนนี้ รสชาติกลับไม่ได้วิเศษวิโสปานนั้น
นางอดเปรยขึ้นมาไม่ได้ "ในความทรงจำของข้า ท่านพ่อมักพาข้ามาที่นี่ ผ่านไปเนิ่นนานข้าก็ลืมรสชาติไปแล้ว พอได้มากินจริงๆ รสชาติก็แค่ธรรมดา"
ลุงโจวหัวเราะร่า "รสชาติมันก็เป็นเช่นนี้มาตลอดนั่นแหละขอรับ เพียงแต่เมื่อก่อนท่านพ่อของคุณหนูแอบมีใจให้เถไแก่เนี้ย เลยหาเรื่องพาคุณหนูกับข้ามากินบ่อยๆ เพื่อจะได้ใกล้ชิดนาง แต่ยังไม่ทันได้สารภาพความในใจ ก็ถูกย้ายไปประจำชายแดนเสียก่อน และไม่ได้กลับมาอีกเลย"
เหยียนลั่วอิงอึ้งไป
นางมองสตรีที่เกือบจะได้เป็นแม่เลี้ยงของตน แล้วส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ "ท่านพ่อมีฐานะสูงส่งไยต้องลำบากทำเรื่องอ้อมค้อมเพื่อจีบหญิงถึงเพียงนี้?"
ทว่านางก็รู้ดีว่า แม้แม่ทัพเหยียนเจ๋อจะมีภาพลักษณ์หยาบกระด้างและหัวรั้น แต่ในเรื่องของชายหญิงเขากลับระมัดระวังตัวยิ่ง
แม้กระทั่งตอนนี้ เขาก็ยังไม่ได้แต่งงานใหม่
ลุงโจวถอนหายใจ "ท่านแม่ทัพเป็นคนรักมั่นและฝังใจในรักขอรับ"
ทั้งสองกินบะหมี่เกี๊ยวกันอย่างเงียบๆ ต่างรู้ดีว่าการจากลาครั้งนี้ ไม่รู้จะได้พบกันอีกเมื่อใด
"ได้ยินข่าวหรือยัง? เมื่อคืนซูเหวิน คุณชายของอัครมหาเสนาบดีซูฉางชิง ทุ่มเงินไม่อั้นที่หอร้อยบุปผา ได้ร่วมอภิรมย์กับแม่นางชุยอวี่เหมียน หมดเงินไปตั้งหลายแสนตำลึงในคืนเดียว!"
"เชอะ แค่นั้นจะนับเป็นอะไร? คุณชายซูถึงกับมอบปิ่นปักผมรวมปราณที่ฝ่าบาทพระราชทานให้แม่นางชุยอวี่เหมียน ทั้งที่ฝ่าบาทกำชับให้เก็บไว้ให้ภรรยาในอนาคตแท้ๆ"
"เป็นหนุ่มเป็นแน่นไม่ทำตัวเจ้าสำราญก็น่าเสียดายแย่! เขาว่ากันว่าแม่นางชุยอวี่เหมียนงดงามปานนางฟ้าเชียวนะ"
"ไม่ต้องบอกก็รู้! นางเป็นถึงนางโลมอันดับหนึ่งแห่งหอร้อยบุปผา โดดเด่นที่สุดในบรรดาสาวงามนับร้อย สามปีมานี้คุยแต่เรื่องบทกวีดนตรี ไม่เคยยอมให้บุรุษแตะต้องตัว ถึงกระนั้นผู้ชายก็นับไม่ถ้วนก็ยังอยากเจอหน้านาง"
ลุงโจวมองเหยียนลั่วอิงและสังเกตเห็นคิ้วของนางขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แม้จะก้มหน้ากินเกี๊ยวอยู่ แต่ความสนใจของนางพุ่งเป้าไปที่บทสนทนาเหล่านั้นอย่างชัดเจน
"คุณหนู ข่าวลือตามท้องถนนเชื่อถือไม่ได้หรอกขอรับ อย่าไปใส่ใจเลย" ลุงโจวเตือนสติ
สีหน้าของเหยียนลั่วอิงราบเรียบ นางเงยหน้าขึ้นและกล่าวว่า "ไม่มีมูลฝอยหมาไม่ขี้ เหตุใดข่าวลือของผู้อื่นถึงไม่แพร่สะพัดบ้างเล่า? อีกอย่าง ลุงโจว ท่านคิดว่าข่าวลือพวกนี้ฟังดูไม่สมเหตุสมผลหรือ?"
ลุงโจวเงียบกริบ
เหยียนลั่วอิงอารมณ์ขุ่นมัวยิ่งนัก
แม้ซูเหวินจะมีชื่อเสียงเรื่องความเสเพล แต่เหยียนลั่วอิงไม่เคยได้สัมผัสตัวตนจริงๆ ของเขา และยังไม่รู้จักเขาดีพอ นางจึงยังมีความหวังริบหรี่อยู่บ้าง
ทว่าทันทีที่ย่างเท้าเข้าเมืองหลวง นางกลับได้ยินเรื่องราวเช่นนี้ จะให้อารมณ์ดีได้อย่างไร?
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ข่าวลือระลอกใหม่ก็ลอยเข้าหูอีก
"เมื่อคืน แม่นางชุยเลือกคุณชายซูโดยตรงในรอบที่สอง ว่ากันว่าคุณชายเซวียเหมิงเตรียมเงินมาสู้กว่าล้านตำลึง แต่กลับไม่ได้ใช้ ทั้งสองมีปากเสียงกันและตกลงจะประชันความมั่งคั่งกันในอีกสิบวันข้างหน้า!"
"จริงรึ? มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ?"
"จริงแท้แน่นอน! ทั้งสองตกลงกันว่าจะไม่ใช้ทองหรือเงินมาตัดสิน แต่จะวัดกันที่ความยิ่งใหญ่ตระการตาและของหายากล้ำค่า ใครเหนือกว่าคนนั้นชนะ!"
"ตระกูลเซวียเป็นพ่อค้าที่มั่งคั่งที่สุดในแผ่นดิน! ซูเหวินจะเอาชนะได้รึ?"
"พ่อค้า? พ่อค้าแล้วยังไง? บิดาของคุณชายซูคือซูฉางชิง ขุนนางใหญ่เหนือขุนนางทั้งปวงในต้าโจว! แต่ละวันเขาได้รับผลประโยชน์มากมายขนาดไหน? ข้าว่างานนี้คุณชายซูมีโอกาสชนะสูง"
"นั่นสิ ชาวบ้านเขาลือกันให้แซ่ดว่าซูฉางชิงเป็นขุนนางกังฉิน ทรราชจอมโกงกิน คงกอบโกยเข้ากระเป๋าไปไม่น้อย"
"เจ้าคิดว่าไงล่ะ? นายอำเภอหรือผู้ว่าการเมืองปีๆ หนึ่งหาเงินได้เท่าไหร่? นับประสาอะไรกับอัครมหาเสนาบดี?"
เหยียนลั่วอิงนั่งฟังบทสนทนาของชาวบ้านรอบกายอย่างเงียบเชียบ
สำหรับชาวบ้านร้านตลาด เรื่องพวกนี้ก็แค่เรื่องสนุกปากเอาไว้คุยแก้เบื่อ
ทว่าเหยียนลั่วอิงกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
"ลุงโจว เรื่องเพิ่งเกิดเมื่อคืน เหตุใดถึงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองรวดเร็วปานนี้? ข้าเกรงว่ามีคนจงใจปล่อยข่าว" เหยียนลั่วอิงเอ่ยเสียงเรียบ
ลุงโจวรู้ดีว่าคุณหนูของตนเป็นคนเฉลียวฉลาด และไม่พูดอะไรลอยๆ จึงถามด้วยความสงสัย "แล้วใครกันที่เป็นคนปล่อยข่าวพวกนี้?"
เหยียนลั่วอิงยิ้มมุมปาก "คงเป็นศัตรูทางการเมืองของซูฉางชิงกระมัง ยิ่งข่าวแพร่ออกไปกว้างขวางและรุนแรงเท่าไหร่ ซูฉางชิงก็ยิ่งต้องลำบากใจในการแก้ต่างต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาทมากขึ้นเท่านั้น"
มาถึงตรงนี้ นางส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจ "ซูเหวินผู้นี้ช่างสิ้นคิดจริงๆ ทำตัวโดดเด่นโอ้อวดขนาดนี้ ไม่เท่ากับหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ? ต่อให้เขาชนะการประชันความมั่งคั่งกับพ่อค้าผู้ทรงอิทธิพลได้ ฝ่าบาทก็คงไม่พอพระทัยเป็นแน่"