- หน้าแรก
- ทะลุมิติระหว่างสองโลก ผมมีภรรยาและเหล่านางสนม ณ ต้าหมิง
- บทที่ 4 แม้แต่จวนก็ต้องซื้อ
บทที่ 4 แม้แต่จวนก็ต้องซื้อ
บทที่ 4 แม้แต่จวนก็ต้องซื้อ
หลี่เฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยยิ้มออกมาอย่างมิปิดบัง คนรอบข้างมิได้รู้สึกแปลกใจอันใด ต่างพากันคิดไปว่าที่คุณชายผู้นี้หัวเราะร่า คงเป็นเพราะปีติยินดีที่ได้แม่นางเฉินอวี้อวี้มาเป็นอนุภรรยาได้สมดั่งใจ
ทว่าพวกเขาย่อมมิอาจรู้ได้เลยว่า เหตุใดหลี่เฟิงจึงมีความสุขถึงเพียงนี้... ลำพังเพียงสตรีผู้เดียว ไหนเลยจะทำให้เขาถึงกับต้องหัวเราะออกมาเสียงดังเช่นนี้
อย่างไรก็ดี แม้จะลิงโลดใจเพียงใด หลี่เฟิงก็รู้ดีว่ายามนี้มิใช่เวลาที่จะมาตรวจสอบรางวัลจากระบบ เขาควรจัดการธุระตรงหน้าให้สิ้นความเสียก่อน
เถ้าแก่เฉียนเป็นคนรู้ความ เมื่อเห็นว่ามิใช่ธุระของตนแล้ว จึงรีบกล่าวลาและจากไปทันที เมื่อเถ้าแก่เฉียนพาลูกน้องไปจนหมด บริเวณหน้าจวนก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
หลี่เฟิงจึงเป็นฝ่ายเปิดปากถามขึ้นก่อนว่า “ท่านป้า ไม่ทราบว่าจวนหลังนี้คือที่พำนักของท่านใช่หรือไม่?”
ท่านป้าชี้ไปยังเขตจวนเบื้องหลังพลางพยักหน้า “มิผิดหรอกคุณชาย ที่นี่คือจวนของข้าเอง”
หลี่เฟิงเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าปรารถนาจะซื้อจวนหลังนี้ไว้ ราคานั้นย่อมต้องทำให้ท่านป้าพอใจเป็นแน่ ไม่ทราบว่าท่านจะตกลงหรือไม่?”
“ท่านคิดจะซื้อจวนหลังนี้งั้นหรือ? เพราะเหตุใดกัน?” ท่านป้าถามด้วยความฉงน
ด้วยจวนของนางมิใช่จวนหรูหราใหญโตอันใด เป็นเพียงจวนเก่าหลังหนึ่ง เหตุใดคุณชายผู้มีสง่าราศีสูงส่งเช่นเขาจึงมาถูกตาต้องใจจวนหลังนี้ได้
หลี่เฟิงยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าอยากซื้อจวนหลังนี้ไว้เพื่อมอบให้อวี้อวี้ นางพำนักอยู่ที่นี่มานานย่อมต้องคุ้นชินกว่าไปอยู่ที่อื่น”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ในเมื่อท่านมีน้ำใจต่อนางถึงเพียงนี้ ข้าย่อมต้องส่งเสริมท่านอยู่แล้ว” ท่านป้ากล่าวด้วยรอยยิ้มพลางลอบเบาใจ
ในเมื่อหลี่เฟิงเต็มใจจะซื้อจวนมอบให้เฉินอวี้อวี้ เห็นได้ชัดว่าเขาตั้งใจจะปฏิบัติต่อนางอย่างจริงใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านป้าก็หมดห่วง
เฉินอวี้อวี้มองหลี่เฟิงด้วยความตกตะลึง นางมิคาดคิดมาก่อนเลยว่าเขาจะซื้อจวนให้ตนเอง
“คุณชาย... ท่านมิจำเป็นต้องซื้อจวนเพื่อผู้น้อยหรอกเจ้าค่ะ ผู้น้อยเป็นคนของท่านแล้ว ท่านพำนักที่ใด ผู้น้อยย่อมติดตามไปรับใช้ที่นั่น” เฉินอวี้อวี้เอ่ยเสียงเบา
หลี่เฟิงทำสีหน้าลำบากใจก่อนกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้นเห็นทีจะลำบากข้าแล้วล่ะ เพราะข้าเองก็เพิ่งเดินทางมาถึงซูโจวเป็นวันแรก ยามนี้ยังไร้ที่พักพิง หากมิซื้อจวนหลังนี้ไว้ เห็นทีเราสองคงต้องไปนอนข้างถนนเสียแล้ว”
ได้ยินเช่นนั้น ทั้งสองคนก็ต้องประหลาดใจอีกครั้ง หลี่เฟิงจึงอธิบายสั้นๆ ว่า
“ข้ามิปิดบังพวกท่านหรอก ข้ามาจากฝูเจี้ยน บ้านเดิมอยู่ที่ชนบทในฟูโจว ญาติผู้ใหญ่สั่งให้ข้ามาทำมาค้าขายที่ซูโจว เดิมทีข้าก็ตั้งใจจะหาซื้อจวนพำนักอยู่แล้ว ประจวบเหมาะกับที่ได้พบแม่นางเฉินอวี้อวี้และรู้สึกถูกใจยิ่งนัก ดังนั้นข้าจึงถือโอกาสซื้อทั้งตัวนางและจวนหลังนี้ไปพร้อมกันเสียเลย”
เมื่อหลี่เฟิงอธิบายจบ เฉินอวี้อวี้และท่านป้าก็ถึงบางอ้อ หลี่เฟิงยิ้มเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อว่า
“ท่านป้า ที่นี่มิใช่ที่สำหรับสนทนา เราเข้าไปความกันในจวนดีหรือไม่?”
ท่านป้ารีบขานรับ “จริงด้วยๆ เข้าไปคุยข้างในเถิด ที่นี่มิสะดวกนัก”
ทั้งสามจึงเดินเข้าไปในจวน แห่งนี้แม้จะมิใหญ่โตทว่าก็มีห้องหับถึงสี่ห้าห้อง คนในครอบครัวท่านป้าต่างก็พักอยู่ที่นี่ โชคดีที่ในจวนไม่มีคนนอก มีเพียงท่านป้า สามีของนาง และเฉินอวี้อวี้เท่านั้น การที่คนเพียงสามคนอาศัยในจวนหลังนี้จึงดูค่อนข้างกว้างขวาง
ยามนี้ท่านลุงเขยมิได้อยู่จวน ไม่รู้ว่าออกไปเตร็ดเตร่ที่ใด หลี่เฟิงค่อนข้างพอใจกับจวนหลังนี้ เพราะหากซื้อที่นี่ไว้ เขาก็จะมีที่ปักหลักเป็นของตนเองเสียที
“ท่านป้า ข้าพึงใจในจวนหลังนี้และอยากซื้อไว้จริงๆ ท่านลองว่าราคามาเถิด” หลี่เฟิงเอ่ยถามนิ่งๆ
“ในเมื่อเราจะเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ข้าย่อมมิอาจให้ท่านเสียเปรียบ จวนหลังนี้ทำเลมิสู้ดีนัก ทั้งยังค่อนข้างเก่า หากท่านอยากได้ ข้าคิดเพียงห้าสิบตำลึงเป็นอย่างไร” ท่านป้าคำนวณครู่หนึ่งก่อนจะโพล่งออกมา
ห้าสิบตำลึงเพื่อซื้อจวนทั้งหลังพร้อมที่ดิน!
ช่างถูกแสนถูกจนน่าใจหาย แน่นอนว่าสาเหตุก็เป็นอย่างที่ท่านป้ากล่าว จวนหลังนี้อยู่ห่างไกลความเจริญและทรุดโทรม ราคาจึงมิอาจสูงไปกว่านี้ได้ อีกทั้งกวนอิมแก้วที่นางได้รับไปก่อนหน้าก็มีมูลค่าเกินกว่าสองร้อยตำลึงแล้ว ท่านป้ายามนี้จึงมิกล้าเรียกราคาโก่งจนเกินไป นัก ความละอายใจในฐานะมนุษย์ของนางยังพอมีอยู่บ้าง
“ตกลง ห้าสิบตำลึง ข้ารับปาก” หลี่เฟิงตอบตกลงด้วยรอยยิ้ม
ห้าสิบตำลึงในโลกปัจจุบันก็ราวๆ หนึ่งหมื่นหยวนขึ้นไปแล้วแต่ร้านรับแลก ด้วยราคานี้หลี่เฟิงย่อมไม่มีสิ่งใดให้ต้องขัดข้องใจ
“เงินห้าสิบตำลึงมิถือว่ามาก ทว่ายามนี้ข้าพกเงินติดตัวมามิพอ เช่นนั้นข้าขอใช้ ‘คันฉ่องหลิวหลีจากตะวันตก’ เป็นของแลกเปลี่ยนแทน ท่านป้าเห็นควรว่าอย่างไร?” หลี่เฟิงเสนอ
“ใช้คันฉ่องหลิวหลีจากตะวันตกแลกกับเงินห้าสิบตำลึงงั้นหรือ? ท่านพูดจริงรึ!” ท่านป้าถามด้วยเสียงสั่นเครือ
นางย่อมรู้จักคันฉ่องหลิวหลีจากแดนตะวันตก (กระจกเงา) ของสิ่งนั้นมีราคาสูงลิบลิ่ว ว่ากันว่าต้องใช้เงินถึงหนึ่งหรือสองร้อยตำลึงจึงจะซื้อหาได้สักบาน นึกมิถึงว่าหลี่เฟิงจะยอมใช้กระจกเงามาแลกกับเงินเพียงห้าสิบตำลึง เช่นนี้นางก็จะได้กำไรมหาศาลอีกแล้วน่ะสิ!
“ย่อมเป็นเรื่องจริง ข้าเรียกท่านว่าท่านป้าแล้ว จะโป้ปดท่านได้อย่างไร”
หลี่เฟิงกล่าวกลั้วหัวเราะ “เมื่อถึงยามนั้น คันฉ่องบานนี้ท่านจะเก็บไว้ใช้เองหรือจะนำไปขายต่อก็สุดแท้แต่ใจท่าน ข้าคาดว่าในเมืองซูโจวแห่งนี้ คันฉ่องเช่นนี้น่าจะทำเงินให้ท่านได้มิน้อย”
“เช่นนั้นก็ขอบใจท่านมาก” ท่านป้ารีบรับคำด้วยความยินดี นางมองหลี่เฟิงด้วยสายตาเอ็นดูและชื่นชมมากขึ้นทุกที
เดิมทีการขายเฉินอวี้อวี้จะได้เงินมากที่สุดเพียงสองร้อยตำลึง ทว่ายามนี้เมื่อมีหลี่เฟิงปรากฏกายขึ้น นางกำลังจะกลายเป็นเศรษฐินีในพริบตา
“ข้ามิใคร่รู้ว่าการซื้อขายจวนต้องทำสัญญาอย่างไร ท่านป้าโปรดอย่าได้ถือสา ตัวข้าเองเพิ่งเคยซื้อจวนเป็นครั้งแรก ปกติเรื่องจุกจิกเช่นนี้จะมีคนรับใช้คอยจัดการให้เสมอ”
“ทว่าการมาซูโจวครั้งนี้ ญาติผู้ใหญ่ต้องการฝึกปรือข้า ดังนั้นทุกอย่างจึงต้องลงมือจัดการด้วยตนเองทั้งหมด”
หลี่เฟิงกล่าวพลางอ้างเหตุผลประกอบ
“มิถือสาหรอก มิถือสาเลย คุณชายตระกูลใหญ่เช่นท่านมิรู้เรื่องหยุมหยิมพวกนี้ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา”
“การซื้อขายจวนที่นี่มิได้ยุ่งยาก เพียงแค่ไปจัดการโอนชื่อที่ศาลาว่าการประจำเมืองก็เรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้มิใช่เรื่องยาก เดี๋ยวข้าจะจัดการให้ท่านเอง”
ท่านป้ากล่าวด้วยรอยยิ้ม
หลี่เฟิงพยักหน้าเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“ท่านป้า ข้ารู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้าง พอจะมีห้องว่างให้ข้าได้พักผ่อนหรือไม่?” หลี่เฟิงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ไปพักที่ห้องของผู้น้อยดีหรือไม่เจ้าคะ? ห้องของผู้น้อยเพิ่งจะทำความสะอาดไปเมื่อเช้านี้เอง” เฉินอวี้อวี้กล่าวอย่างเอียงอาย
“จริงด้วยๆ ไปพักที่ห้องของอวี้อวี้เถิด ท่านเป็นสามีของนาง การไปพักห้องนางย่อมเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว” ท่านป้ารีบกล่าวสมทบ
ด้วยเฉินอวี้อวี้มีฐานะเป็นเพียงอนุภรรยา กฎเกณฑ์จึงมิเคร่งครัดนัก หากนางเป็นภรรยาเอกและทั้งคู่ยังมิได้ผ่านพิธีวิวาห์ ย่อมไม่มีทางที่หลี่เฟิงจะเข้าไปพักในห้องของนางได้ นี่คือความแตกต่างระหว่างฐานะภรรยาหลวงและอนุภรรยา
หลี่เฟิงมิได้ขัดศรัทธา เขารับคำและเดินตามเฉินอวี้อวี้ไปยังห้องของนางทันที ห้องของอวี้อวี้เป็นห้องปีกข้าง แม้มิใหญ่โตทว่าก็สะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่ง
“คุณชาย... ท่านต้องการให้ข้าคอยปรนนิบัติหรือไม่เจ้าคะ?” เฉินอวี้อวี้ถามเสียงเบา
ยามที่เอ่ยออกมา ใบหน้าของนางก็ค่อยๆ แดงก่ำขึ้นมาด้วยความเขินอาย
“วันนี้ยังมิต้องหรอก เรายังมีเวลาอยู่ด้วยกันอีกนาน”
หลี่เฟิงยิ้มบางๆ พลางกล่าวว่า “วันหน้าอย่าเรียกข้าว่าคุณชายอีก ให้เรียกว่า ‘สามี’ ไหนลองเรียกให้ข้าฟังดูสักคำซิ”
หลี่เฟิงจ้องมองเฉินอวี้อวี้ที่มีความงามประดุจเทพธิดาเบื้องหน้า ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจ