- หน้าแรก
- แฟ้มลับตำนานตำรวจปินเจียง
- บทที่ 26: เงินมาก เรื่องแยะ
บทที่ 26: เงินมาก เรื่องแยะ
บทที่ 26: เงินมาก เรื่องแยะ
"เรียนจบแล้วค่ะ จบเมื่อปีที่แล้ว"
ป้าหลิวจำมุกตลกที่เคยหยอกล้อกันได้ดี แต่เด็กน้อยที่นางเห็นมาแต่อ้อนแต่ออกตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว เขาไม่ใช่คนที่นางจะเอามาล้อเล่นกับพ่อแม่เขาได้อีกต่อไป เพราะวันนี้สถานะทางสังคมของทั้งสองบ้านแตกต่างกันเหลือเกิน
นางมองดูลูกสาวที่กำลังเขินอาย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเสียดายระคนเจ็บใจว่า "ตอนนั้นสอบติดเหมือนกันนะ สอบติดมัธยมปลาย ไม่ใช่วิทยาลัยอาชีวะหรือวิทยาลัยครู แต่ก็นะ... เรียนไปก็ไม่มีประโยชน์"
อายุเท่ากัน แต่เรียนไม่เก่งเท่าเขาไม่พอ ยังเรียนช้ากว่าเขาตั้งสองปี
หลินเสี่ยวฮุ่ยรู้สึกด้อยกว่า 'เจ้าปลาเค็ม' เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอแม่พูดตอกย้ำแบบนี้ยิ่งอับอายเข้าไปใหญ่ รีบตัดบท "แม่ พูดเรื่องพวกนี้ทำไมคะ"
"เอาล่ะ ๆ ไม่พูดแล้ว"
ทันใดนั้น เพื่อนบ้านคนหนึ่งที่ยืนฟังอยู่ก็เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วเอ่ยเตือน "ป้าหลิว เสี่ยวฮุ่ยจะไปตงไห่ไม่ใช่เหรอ ป้ากังวลเรื่องหาตั๋วเรือไม่ได้นี่ ซานเอ๋อร์ทำงานที่ท่าเรือไป๋หลง คนอื่นหาไม่ได้ แต่ซานเอ๋อร์ต้องหาได้แน่นอน ฝากซานเอ๋อร์ซื้อให้สิ"
ป้าหลิวชะงักไปนิด ก่อนจะตบหน้าผากตัวเองดังฉาด "เอ้อ จริงด้วยสิ! ฉันลืมนึกไปเลย ซานเอ๋อร์... ช่วยซื้อตั๋วเรือไปตงไห่ให้ป้าสักใบได้ไหมลูก"
"จะไปเมื่อไหร่ครับ"
"มะรืน หรือวันถัดไปก็ได้จ้ะ"
หานอวี่ถามด้วยความสงสัย "เสี่ยวฮุ่ยจะไปตงไห่เหรอครับ?"
ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร ป้าหลิวจึงเล่าอย่างออกรส "พี่สาวป้าเปิดร้านตัดเสื้อที่ตงไห่ ตัดเสื้อขายด้วย ขายผ้าด้วย เสี่ยวฮุ่ยเรียนจบปีที่แล้วก็ไปฝึกเย็บผ้า ป้าอุตส่าห์วานคนไปซื้อจักรเย็บผ้ามาให้ ตอนนี้ฝีมือพอใช้ได้แล้ว ทางพี่สาวป้ากำลังขาดคนพอดี"
ที่หลิงไห่มีโรงงานทอผ้าและโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าเยอะ คนเย็บผ้าเป็นก็เยอะตามไปด้วย ไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่เรียนเย็บผ้า ผู้ชายที่ถีบจักรเป็นก็มีไม่น้อย ลูกหลานชาวเรือทุกคนต่างฝันอยากจะขึ้นฝั่งไปทำงานบนบก การที่หลินเสี่ยวฮุ่ยจะไปเป็นช่างตัดเสื้อที่ตงไห่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับหานอวี่
เขาตอบตกลงทันที "ได้ครับ เดี๋ยวกลับไปผมจะจัดการให้"
"ขอบใจมากนะลูก"
"คนกันเอง ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ... ว่าแต่ถ้าได้ตั๋วแล้วจะติดต่อป้ายังไงครับ"
"โทรไปที่บริษัทเดินเรือ เบอร์ห้องทำงานบริษัทรู้ใช่ไหม"
"รู้ครับ ถ้าได้ตั๋วแล้วผมจะโทรไปบอก"
ได้ช่วยเพื่อนบ้าน หานอวี่รู้สึกอิ่มเอิบใจ นึกขึ้นได้จึงหันไปบอกหญิงสาวข้างกาย "เสี่ยวฮุ่ย ฉันอยู่ที่สถานีทุกวัน ตอนเธอจะไปท่าเรือไป๋หลงต้องผ่านหน้าสถานีตำรวจอยู่แล้ว แวะเข้าไปเอาตั๋วที่ฉันได้เลยนะ"
"อื้อ" หลินเสี่ยวฮุ่ยเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง แล้วรีบก้มหน้าลงด้วยความขัดเขิน
เพื่อนบ้านเริ่มรุมล้อมถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเขาและครอบครัว หานอวี่รู้ตัวว่าถ้าขืนคุยต่อคงยาวจนมืดค่ำแน่ เลยรีบเปลี่ยนเรื่องช่วยหวงเจียงเซิงถามหาเรือไปตงไห่ เรื่องขนส่งสินค้าเอาแน่เอานอนไม่ได้ เที่ยวหน้าจะไปไหนไม่มีใครรู้ล่วงหน้า
เพื่อนบ้านพอรู้เรื่อง ก็จดเบอร์โทรศัพท์สำนักงานอู่ต่อเรือเถ้าแก่อู๋ไว้ รับปากว่าถ้าจะล่องไปตงไห่เมื่อไหร่ จะโทรไปถามเถ้าแก่หวงก่อนว่ามีไข่ไก่กับข้าวสารจะฝากไปไหม
ได้เวลาอาหารเย็นพอดี ป้าหลิวคะยั้นคะยอจะลากหานอวี่ไปกินข้าวที่เรือให้ได้ แต่หลินเสี่ยวฮุ่ยเขินจนหน้าแดง หานอวี่เองก็เกรงใจ จึงอ้างว่าที่ทำงานมีธุระ แล้วขอตัวลากลับ
ระหว่างทางกลับท่าเรือไป๋หลง ภาพของหลินเสี่ยวฮุ่ยวนเวียนอยู่ในหัวหานอวี่ไม่หยุด ทั้งภาพปัจจุบันและภาพตอนเด็ก ๆ ไหลมาเป็นฉาก ๆ เหมือนฉายหนัง
วันนี้คนเยอะเกินไป เลยไม่ได้คุยกันเท่าไหร่... เดี๋ยวพอซื้อตั๋วได้ เธอต้องมาเอาตั๋วแน่ ถึงตอนนั้นค่อยไปส่งเธอขึ้นเรือ ถือโอกาสรำลึกความหลังไปด้วย
ที่บ้านน้าของเธอที่ตงไห่มีโทรศัพท์สาธารณะ แต่โทรศัพท์ที่สถานีตำรวจจะใช้โทรสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ จะไปโทรทางไกลที่ไปรษณีย์ก็แพงหูฉี่ ขอที่อยู่ไว้ดีกว่า มีที่อยู่ก็เขียนจดหมายหากันได้
ขณะที่หานอวี่กำลังเคลิ้มฝันถึงความรักวัยหนุ่มสาว ที่โรงอาหารของสำนักงานตำรวจกลับตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของการเมือง
ผู้กำกับหยางกำลังนั่งทานข้าว ฟังรองผู้กำกับเฉินที่ดูแลงานสืบสวนรายงานความคืบหน้า โดยมีหัวหน้าหวังแห่งห้องการเมืองถือถาดอาหารเดินมานั่งร่วมโต๊ะ
รองฯ เฉินหันไปมองรอบ ๆ แล้วพูดต่อ "อู๋เหรินกว่างบอกว่าสวี่ซานเย่ยืนกรานจะคืนเงินส่วนต่างที่ถูกตั๋วผีโก่งราคาให้ผู้โดยสาร ผมลองคำนวณดูแล้ว ผู้โดยสารสี่พันกว่าคน ถ้าคืนคนละสิบหยวน ก็ปาเข้าไปห้าหมื่นแล้ว"
ผู้กำกับหยางเงยหน้าถาม "เขาจะคืนยังไง"
"ตอนขึ้นไปเก็บหลักฐานบนเรือ พวกเขาทำบันทึกถ้อยคำไว้ มีที่อยู่ติดต่อของผู้โดยสาร เขาจะโอนเงินคืนให้ทางไปรษณีย์"
"ต้องโอนสี่พันกว่ายอด เขาไม่กลัวยุ่งยากรึ?"
"อู๋เหรินกว่างถามแล้ว เขาบอกว่าไม่กลัว"
สำนักงานตำรวจขาดแคลนงบประมาณอยู่พอดี เงินห้าหมื่นจะปลิวหายไปดื้อ ๆ รองฯ เฉินรู้สึกเสียดาย คิดแล้วก็ยิ้มขื่น "ถ้าผู้โดยสารพวกนั้นอยู่ในหลิงไห่ จะคืนเงินก็ไม่ว่ากัน อย่างน้อยก็จัดงานใหญ่โต ทำพิธีมอบเงินคืน ถึงจะเข้าเนื้อแต่ก็ได้หน้า แต่นี่คนอยู่กันคนละทิศละทาง โอนเงินไปให้ก็เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ"
หัวหน้าหวังผู้หูตากว้างไกลแต่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง โพล่งขึ้นมาว่า "ไม่ละลายแม่น้ำหรอกครับ"
"หมายความว่าไง" ผู้กำกับหยางถามเสียงต่ำ
หัวหน้าหวังมองซ้ายมองขวา แล้วกระซิบ "เมื่อเช้าสวี่ซานเย่ให้เจ้าปลาเค็มไปที่ฝ่ายพลาธิการ ถามหาที่พิมพ์ซองจดหมาย กะว่าจะเขียนจดหมายแนบไปพร้อมกับเงินที่โอนคืน"
"เขียนจดหมายว่าอะไร?"
"เห็นว่าจะชี้แจงที่มาที่ไปของเงิน แต่ลงชื่อสวี่ซานเย่แน่นอน ไม่งั้นคงไม่ใช้ซองจดหมายของสถานีตำรวจเหยียนเจียงหรอก"
ผู้กำกับหยางถึงกับพูดไม่ออก วางตะเกียบลงแล้วหัวเราะ "ช่างคิดได้นะ!"
หัวหน้าหวังยิ้มแห้ง "เขามันพวกชอบทำตัวเด่นดัง ไม่ใช่แค่คิดได้ แต่ทำจริงด้วย"
ไร้วินัย ไม่เคารพองค์กร ไม่เห็นแก่เกียรติยศส่วนรวม... ถ้าเป็นคนอื่น คงโดนเรียกไปอบรมชุดใหญ่แล้ว แต่บังเอิญคนคนนั้นคือสวี่ซานเย่ ไม่ใช่คนอื่น
ผู้กำกับหยางเงียบไปครู่หนึ่ง หันไปถาม "เหล่าเฉิน อู๋เหรินกว่างตามเงินของกลางกลับมาได้เท่าไหร่แล้ว"
"ถึงเมื่อเช้านี้ ได้คืนมาสามล้านสองแสนห้าหมื่นหกพันเจ็ดร้อยสี่สิบหยวนครับ"
"แล้วยอดจริงเท่าไหร่"
"ยอดจริงสี่ล้านหกแสนกว่า ส่วนที่ขาดไป ผู้ต้องหาเอาไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายบ้าง เอาไปสร้างบ้าน ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้แต่ซื้อมอเตอร์ไซค์ไปแล้ว"
หลิงไห่มีโรงงานในระดับตำบลและหมู่บ้านเยอะ เศรษฐกิจดีพอสมควร สำนักงานตำรวจหลิงไห่เลยได้อานิสงส์ไปด้วย เงินเดือนตำรวจทั้งข้าราชการและลูกจ้างจ่ายตรงเวลา งบทำคดีถึงจะไม่มากแต่ก็มีให้ ไม่เหมือนสำนักงานตำรวจในสามอำเภอทางเหนือที่ติดค้างเงินเดือนตำรวจเป็นว่าเล่น
ในเมื่อคลังอำเภอจัดสรรงบประมาณมาให้ดี เปอร์เซ็นต์เงินรางวัลนำจับที่คืนกลับมาให้เลยไม่สูงเท่าสามอำเภอทางเหนือ เงินหนึ่งล้านส่งเข้าคลัง จะคืนกลับมาแค่ห้าแสน ทางสำนักงานตำรวจจะแบ่งเงินห้าแสนนี้ให้กองสืบสวนและสถานีตำรวจท้องที่เจ้าของคดีอีกทีในอัตรา 50:50 หรือที่เรียกว่า 'ห้าสิบห้าสิบสองต่อ'
แต่ในคดีนี้ สวี่ซานเย่ถือวิสาสะตกลงแบ่งเงินรางวัลเท่า ๆ กันสามส่วน ระหว่างกองสืบสวน สถานีตำรวจท่าเรือไป๋หลง และสถานีตำรวจเหยียนเจียง
ผู้กำกับหยางคำนวณในใจ แล้วเปรยว่า "ถ้าแบ่งตามสัดส่วน สถานีตำรวจเหยียนเจียงจะได้ส่วนแบ่งอย่างน้อยสองแสนเจ็ดหมื่นหยวน นี่แค่คดีอาญานะ ยังไม่รวมค่าปรับจากคดีความผิดลหุโทษ"
เงินสองสามแสนสร้างตึกได้หนึ่งหลัง ซื้อรถตู้ได้ห้าคัน ถ้าเอาเงินก้อนนี้ให้สวี่ซานเย่ไป คงได้ละลายแม่น้ำจริง ๆ
หัวหน้าหวังร้อนใจรีบพูด "ผู้กำกับหยาง จะแบ่งตามสัดส่วนเดิมไม่ได้นะครับ เขาจะเอาเงินเยอะแยะขนาดนั้นไปทำอะไร สามพันห้าพันไม่เท่าไหร่ แต่นี่มันเงินก้อนโต จะคืนให้สถานีตำรวจแห่งเดียว ไม่เคยมีธรรมเนียมปฏิบัติมาก่อน"
รองฯ เฉินเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง "ใช่ครับ เงินสองสามแสนทำอะไรได้ตั้งเยอะแยะ ถ้าให้เขาไปหมด เขาผลาญเกลี้ยงแน่"
ผู้กำกับหยางก็ไม่อยากให้ แต่ติดตรงที่เป็นสวี่ซานเย่ เขาจ้องหน้าทั้งสองคนแล้วถาม "ประเด็นคือ ใครจะไปกล่อมเขา"
รองฯ เฉินก้มหน้า เงียบกริบ
หัวหน้าหวังเท้าคาง คิ้วขมวด
ผู้กำกับหยางเห็นลูกน้องไม่กล้าต่อกรกับสวี่ซานเย่ ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย "เดี๋ยวให้ฝ่ายพลาธิการเปิดบัญชีแยกต่างหากให้สถานีตำรวจเหยียนเจียง พอนุมัติเงินลงมา ก็โอนเข้าบัญชีนั้น ถ้าเขาจะใช้เงิน ต้องทำเรื่องขออนุมัติก่อน"
"ผู้กำกับหยาง เห็นตัวเลขแต่แตะไม่ได้ เขาต้องโวยวายบ้านแตกแน่"
"ถ้าเขาใช้เงินอย่างสมเหตุสมผล คณะกรรมการพรรคก็อนุมัติให้อยู่แล้ว" ผู้กำกับหยางคิดแล้วพูดต่อ "แล้วก็ให้เงินสำรองจ่ายเขาไปสักห้าพัน ให้เบิกจ่ายตามระเบียบปกติ"
"ปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน งานนี้ลำบากใจนะครับ"
"งั้นก็รีบปรับปรุงระเบียบการเงินให้รัดกุม ให้ฝ่ายพลาธิการเปิดบัญชีแยกให้ทุกสถานีตำรวจเลย" ผู้กำกับหยางหยิบตะเกียบขึ้นมา ย้ำว่า "เบื้องบนเข้มงวดเรื่องการจัดการการเงินของตำรวจขึ้นเรื่อย ๆ ไม่อย่างนั้นกระทรวงการคลังคงไม่ออกระเบียบจัดการทรัพย์สินของกลางและเงินของกลางในปีนี้หรอก เราเข้มงวดเรื่องการเงินก็ถือเป็นการสนองนโยบายเบื้องบน"
สวี่ซานเย่ถึงจะชอบทำตัวนอกลู่นอกทาง แต่ถ้าเป็นคำสั่งเบื้องบน เขาไม่เคยบิดพลิ้ว
หลายปีก่อนงบประมาณฝืดเคือง บางสถานีตำรวจปรับเงินแล้วไม่ออกใบเสร็จ เอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง จนป่านนี้บางที่ก็ยังมี 'ตู้เซฟลับ' อยู่ แต่สวี่ซานเย่อาจจะรู้ตัวว่าผู้ใหญ่ไม่ค่อยปลื้มเพราะเรื่องในอดีต เลยไม่อยากให้ใครจับผิดได้ ไม่ว่าตอนเป็นหัวหน้ากองสืบสวนหรือตอนเป็นสารวัตรสถานีซินไห่ เขาไม่เคยอมเงินหลวง ไม่เคยมีตู้เซฟลับ ทำทุกอย่างโปร่งใสตามระเบียบ
ถ้า 'ปรับปรุง' ระเบียบการเงินให้รัดกุมและบังคับใช้กับทุกคนเหมือนกันหมด สวี่ซานเย่ก็คงเถียงไม่ออก แถมทำแบบนี้ สำนักงานใหญ่ยังดึงอำนาจการเงินกลับมาได้ และยังโดดเดี่ยวสวี่ซานเย่ได้อีกด้วย
หัวหน้าหวังจินตนาการออกเลยว่า พอระเบียบการเงิน 'รัดกุม' ขึ้น บรรดาหัวหน้าส่วนและสารวัตรสถานีต่าง ๆ คงด่าแม่กันระงม แต่คนที่โดนด่าคงเป็นสวี่ซานเย่... เพราะใคร ๆ ก็ดูออกว่าที่ต้องเข้มงวดขนาดนี้ ก็เพราะสวี่ซานเย่ดันไปจับตั๋วผีจนได้เงินมาเยอะเกินไป ใครจะวางใจคืนเงินก้อนโตให้เขา
กฎระเบียบใหม่นี้เรียกได้ว่าออกมาเพื่อ 'กำราบ' เขาโดยเฉพาะ คนอื่นแค่โดนหางเลขไปด้วย
คิดได้ดังนั้น หัวหน้าหวังก็ยิ้มออกมา "ปฏิบัติเท่าเทียมกัน วิธีนี้ดีครับ"
รองฯ เฉินก็อดหัวเราะไม่ได้ "ผู้กำกับหยาง เรื่องนี้รอช้าไม่ได้ ต้องรีบดำเนินการครับ"
"บ่ายนี้ประชุมคณะกรรมการพรรค หารือเรื่องนี้กันให้ละเอียด"
เป็นถึงผู้กำกับ แต่ต้องมานั่งงัดข้อกับสารวัตรสถานีบ้านนอก ผู้กำกับหยางยิ่งคิดก็ยิ่งคับแค้นใจ ลุกเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันกลับมา
"ส่วนเรื่องที่เขาอยากพิมพ์ซองจดหมาย ก็ปล่อยให้เขาทำไป อยากเด่นอยากดังก็เชิญตามสบาย สถานีตำรวจเหยียนเจียงเป็นของสำนักงานตำรวจหลิงไห่ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของตระกูลสวี่ ต่อให้เขาจะดิ้นรนแค่ไหน ก็เปลี่ยนความจริงที่ว่าเขาเป็นตำรวจของสำนักงานตำรวจหลิงไห่ไม่ได้หรอก!"