- หน้าแรก
- พลิกกระดานเวลา
- บทที่ 16 สามทิศทางหลัก
บทที่ 16 สามทิศทางหลัก
บทที่ 16 สามทิศทางหลัก
"ตาแก่จะขออธิบายปัญหาเรื่องค่าสถานะให้พ่อหนุ่มฟังอย่างละเอียด ค่าสถานะคือเครื่องบ่งชี้คุณสมบัติในด้านต่างๆ ของโฮสต์ ซึ่งครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตใจ อุปนิสัย จิตวิญญาณ ศีลธรรม สติปัญญา ความฉลาดทางอารมณ์ หลักการ และด้านอื่นๆ อีกมากมาย
ในจำนวนนี้แบ่งเป็นค่าสถานะพื้นฐานหลัก 36 รายการ ค่าสถานะพื้นฐานรอง 72 รายการ และค่าสถานะดัดแปลงอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีจำนวนไม่คงที่และยืดหยุ่นได้ ปัจจุบันมีอยู่ 181 รายการ และมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อีก
ส่วนค่าสถานะพื้นฐานและค่าสถานะดัดแปลงที่ถูกตรึงไว้นั้น คือผลลัพธ์จากการที่โฮสต์ได้สั่งสมความชำนาญในด้านนั้นๆ มาเป็นอย่างดี ซึ่งแสดงถึงความได้เปรียบของโฮสต์ในค่าสถานะนั้นๆ"
คำอธิบายของชายชราสำหรับคำถามที่สองค่อนข้างละเอียด ทำให้จูเหวินเทียนมีความเข้าใจคร่าวๆ เกี่ยวกับค่าสถานะพื้นฐานและค่าสถานะดัดแปลง แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกทะแม่งๆ ในใจชอบกล เพียงแต่ยังระบุไม่ได้ว่าความรู้สึกนั้นมาจากตรงไหน
เมื่อถามจบไปสองคำถาม จูเหวินเทียนก็หยุดคิดครู่หนึ่ง เดิมทีเขาเตรียมคำถามที่สามไว้เป็นคำถามสำรอง เผื่อว่ามีประเด็นไหนยังไม่กระจ่างจะได้ถามซ้ำ แต่ดูเหมือนคำตอบของชายชราในสองข้อแรกจะชัดเจนพอสมควรแล้ว
เนื่องจากระบบให้ข้อมูลมาเยอะมากในคราวเดียว จูเหวินเทียนจึงมีเรื่องที่อยากถามลงลึกมากมาย แต่โอกาสกลับเหลือเพียงครั้งเดียว เขาเลยไม่รู้ว่าจะถามอะไรดี
ความจริงสิ่งที่จูเหวินเทียนอยากถามที่สุดในตอนนี้คือ เขาสามารถกลับเข้าไปในฉากจำลองเพื่อสานต่อภารกิจเข้าหอในคืนวันแต่งงานที่ยังค้างคาอยู่ได้หรือไม่ แต่เขารู้ดีว่าถามไปก็เปล่าประโยชน์ จึงเลือกที่จะสงบปากสงบคำ ไม่เปลืองแรงและไม่เสียโอกาสในการถามไปเปล่าๆ
"ช่วยเล่าเรื่องการเปิดประสบการณ์ในฉากจำลองให้ฟังหน่อยได้ไหมครับว่ามันคืออะไร?"
จูเหวินเทียนวกกลับมาที่หัวข้อการเข้าสู่ฉากจำลองในครั้งนี้ แม้ว่ามันจะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อโลกความเป็นจริง แต่การติดอยู่ในนั้นเป็นเวลานานก็สร้างปมในใจให้เขาไม่น้อย
"โฮ่ๆ ทักษะการตั้งคำถามของพ่อหนุ่มพัฒนาขึ้นมาก การเปิดประสบการณ์ในฉากจำลองครั้งนี้เป็นเพียงรางวัลเล็กๆ น้อยๆ สำหรับโฮสต์ โดยปกติแล้วการจะเข้าสู่ฉากจำลองจำเป็นต้องมีเงื่อนไขบางประการ เรื่องนี้เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลัง
ฉากจำลองคือการจำลองประวัติศาสตร์จากความจริง ในแง่หนึ่งมันคือสิ่งที่ดำรงอยู่จริง ผ่านฉากจำลองเหล่านี้ โฮสต์จะสามารถได้รับผลประโยชน์มากมาย เช่น การตรึงและเพิ่มค่าสถานะ เหรียญตัวแทนวิชา ทักษะ และของที่ระลึกต่างๆ
โดยทั่วไปฉากจำลองจะมีข้อจำกัดด้านเวลาและเนื้อเรื่อง หากเกินเงื่อนไขที่กำหนด โฮสต์จะถูกดีดออกมาเองโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้อัตราส่วนเวลาระหว่างในฉากกับโลกความเป็นจริงนั้นแตกต่างกันมาก ดังนั้นพ่อหนุ่มไม่ต้องกังวลว่าจะออกจากฉากไม่ได้
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ขอให้โฮสต์ค่อยๆ เรียนรู้ด้วยตัวเองในการเข้าสู่ฉากจำลองครั้งต่อๆ ไป"
คำอธิบายของชายชราทำให้จูเหวินเทียนเข้าใจระบบฉากจำลองมากขึ้น แต่มันก็นำมาซึ่งข้อมูลใหม่อีกมหาศาล
จูเหวินเทียนพอจะเข้าใจและมีภาพในหัวคร่าวๆ เกี่ยวกับอัตราส่วนเวลา เงื่อนไขการออก และผลตอบแทนจากเนื้อเรื่อง เพียงแต่ดัชนีชี้วัดและรายละเอียดเจาะจงบางอย่างยังยากที่จะทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ในทันที
"เอาล่ะ ตาแก่ได้ตอบคำถามทั้งสามข้อครบถ้วนแล้ว ตอนนี้พ่อหนุ่มได้กลายเป็นโฮสต์ของระบบอย่างสมบูรณ์ ขอให้เลือกทิศทางเป้าหมายหลักสักหนึ่งทาง
ระบบมีทิศทางเป้าหมายให้เลือกเพียงสามประเภท ได้แก่ การสร้างจักรวรรดิทางการทหาร การสร้างจักรวรรดิแห่งศรัทธา และการสร้างจักรวรรดิทางการเงิน ขอให้พ่อหนุ่มเลือกมาหนึ่งประเภทเพื่อเป็นเป้าหมายหลักส่วนบุคคล
การเลือกเป้าหมายมีความสำคัญต่อโฮสต์อย่างยิ่ง โปรดพิจารณาให้รอบคอบ"
จูเหวินเทียนยังย่อยข้อมูลที่ชายชราพูดก่อนหน้านี้ไม่ทันหมด จู่ๆ อีกฝ่ายก็โยนตัวเลือกสามทางมาให้แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาเขามึนตึ้บไปเลย
จักรวรรดิทางการทหาร? จักรวรรดิแห่งศรัทธา? จักรวรรดิทางการเงิน? นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ในฐานะนักเรียนชั้น ม.5 ธรรมดาคนหนึ่ง เป้าหมายหลักไม่ควรจะเป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำหรอกหรือ?
เอะอะก็จะให้สร้างจักรวรรดิโน่นจักรวรรดินี่ ระบบนี้ช่างฝันเฟื่องเกินไปแล้ว ช่วยพาเขาเข้ามหาวิทยาลัยระดับท็อปของประเทศอย่างชิงหวาหรือปักกิ่งก่อนได้ไหม แล้วค่อยมาคุยเรื่องอื่น
ประเด็นคือจักรวรรดิพวกนี้มันสร้างกันได้จริงหรือ? จูเหวินเทียนรู้สึกอ่อนใจ คำว่าประเทศหรือจักรวรรดิทำให้เขานึกถึงประเทศจำลองอย่างสาธารณรัฐโมลอสเซียในสหรัฐอเมริกา ระบบคงไม่ได้กะจะให้เขาเล่นขายของแบบนั้นใช่ไหม?
ไม่ว่าในใจจูเหวินเทียนจะรู้สึกไม่เห็นด้วยเพียงใด แต่ชายชราที่ข้างโต๊ะหนังสือยังคงทำท่าทางน่าเกรงขาม รอคอยคำตอบของเขาด้วยความสงบและจริงจัง
"อืม... เอาเป็นจักรวรรดิทางการเงินละกันครับ"
จูเหวินเทียนประเมินตนเองแล้วว่าคงทำอีกสองอย่างไม่ไหว อย่างสุดท้ายนี่น่าจะพอแถๆ หรือประยุกต์ใช้ได้บ้าง เขาจึงเลือกส่งๆ ไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
สิ่งที่สำคัญกว่าคือตอนนี้ท้องฟ้าข้างนอกสว่างโล่แล้ว จูเหวินเทียนรีบร้อนอยากจะเช็คให้แน่ใจว่าเวลาในโลกความเป็นจริงผ่านไปแค่ 3 ชั่วโมงกว่าจริงหรือไม่ อีกอย่างเขาไม่ได้เจอพ่อกับแม่มาหนึ่งเดือนเต็มในความรู้สึก จึงไม่รู้ว่าเมื่อคืนทั้งสองคนทำงานถึงกี่โมงและกลับมาหรือยัง
"พ่อหนุ่มเลือกจักรวรรดิทางการเงินเป็นทิศทางเป้าหมาย จะไม่พิจารณาเปลี่ยนแปลงแล้วใช่ไหม?"
"ครับ ไม่เปลี่ยนแล้วครับ ไม่เปลี่ยน"
รู้ทั้งรู้ว่าเป็นเป้าหมายหลักที่ไม่มีทางทำสำเร็จ จูเหวินเทียนจึงไม่อยากเสียเวลาลังเลเมื่อถูกชายชราถามย้ำ
"เช่นนั้น ระบบจะเน้นการยกระดับโฮสต์ภายใต้กรอบของเป้าหมายจักรวรรดิทางการเงิน ขอให้พ่อหนุ่มรับทราบและให้ความร่วมมือด้วย
ปัจจุบันพ่อหนุ่มกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย แน่นอนว่าต้องยึดการเรียนให้จบเป็นเป้าหมายแรก ตาแก่มีข้อเรียกร้องหนึ่งอย่าง ตามกฎของห้องเรียน การจะเป็นตัวแทนวิชาได้นั้นต้องสอบได้คะแนนอันดับหนึ่งในวิชานั้นๆ
แม้พ่อหนุ่มจะได้เป็นตัวแทนวิชาประวัติศาสตร์ล่วงหน้าด้วยวิธีพิเศษ แต่ตาแก่อยากเห็นพ่อหนุ่มใชีฝีมือที่แท้จริงนั่งเก้าอี้ตัวแทนวิชาประวัติศาสตร์อย่างสมศักดิ์ศรี
หากในการสอบวิชาประวัติศาสตร์ครั้งหน้า พ่อหนุ่มสามารถคว้าอันดับหนึ่งของชั้น ม.5 ห้อง 5 มาได้ ตาแก่จะมีรางวัลเตรียมไว้ให้อีกหนึ่งชิ้น"
ทันทีที่พูดจบ ชายชราข้างโต๊ะหนังสือก็กลายเป็นภาพเลือนลางและหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย โดยไม่เปิดโอกาสให้จูเหวินเทียนได้ตั้งตัว
ชายชราไม่ได้บอกว่าถ้าทำไม่สำเร็จจะมีบทลงโทษอะไร ซึ่งทำให้จูเหวินเทียนรู้สึกหวั่นใจอยู่บ้าง ต้องไม่ลืมว่าในห้อง ม.5/5 มีลู่เหยาที่เป็นเทพวิชาประวัติศาสตร์อยู่ทั้งคน การจะสอบให้ได้ที่หนึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
กว่าจูเหวินเทียนจะนึกขึ้นได้ว่าจะถาม ชายชราก็อันตรธานไปแล้ว ไม่ว่าเขาจะตะโกนเรียกอย่างไร อีกฝ่ายก็ไม่ปรากฏตัวออกมาอีก
เมื่อเรียกแล้วไร้ผล จูเหวินเทียนก็เลิกสนใจ ตอนนี้สิ่งที่เขาห่วงที่สุดคือเวลาในโลกจริง เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาตรวจสอบเป็นอันดับแรก ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
สิ่งที่ชายชราพูดไว้ไม่ผิดเพี้ยน จูเหวินเทียนใช้เวลาในฉากจำลองไปเกือบหนึ่งปี แต่ในโลกความเป็นจริงเพิ่งผ่านไปแค่คืนเดียวเท่านั้น ดูเหมือนว่าอัตราส่วนเวลาจะแตกต่างกันมากจริงๆ
เมื่อมั่นใจแล้วว่าโลกความเป็นจริงไม่ได้รับผลกระทบ จูเหวินเทียนผู้ที่ "ตรากตรำ" มาตลอดทั้งคืนก็บิดขี้เกียจ แล้วลุกจากเตียงด้วยความกระปรี้กระเปร่า
เมื่อคืนพ่อกับแม่น่าจะทำงานในสวนผลไม้จนดึกดื่น จูเหวินเทียนเห็นว่าประตูห้องนอนของพวกท่านยังปิดสนิท จึงเดินเข้าไปสำรวจในครัวก่อน พบว่ามีปาท่องโก๋อยู่ในตู้เย็น จึงนำออกมาอุ่น
หลังจากง่วนอยู่กับการทำน้ำเต้าหู้สักพัก ปาท่องโก๋ก็ร้อนได้ที่ จูเหวินเทียนจึงเริ่มลงมือจัดการมื้อเช้าอย่างเอร็ดอร่อย
จูเหวินเทียนไม่ได้ทำน้ำเต้าหู้เผื่อไว้เยอะนัก เพราะงานในชนบทบางทีก็ไม่เลือกเวลา กลางค่ำกลางคืนก็ต้องทำ ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่จะตื่นนอนตอนไหน