เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 81 คู่บำเพ็ญคนใหม่ บุตรีสายตรงตระกูลเว่ย

บทที่ 81 คู่บำเพ็ญคนใหม่ บุตรีสายตรงตระกูลเว่ย

บทที่ 81 คู่บำเพ็ญคนใหม่ บุตรีสายตรงตระกูลเว่ย


บทที่ 81 คู่บำเพ็ญคนใหม่ บุตรีสายตรงตระกูลเว่ย

หนานกงหว่านกลับมายังเรือนหลัก นางผลักประตูห้องหนังสือเข้าไป เห็นเสิ่นสงยืนไพล่หลังอยู่ริมหน้าต่าง นางทอดถอนใจเบาๆ พลางปิดประตูลง

“เสียนเอ๋อร์ตกลงแล้วรึ?” เสิ่นสงถามโดยไม่หันกลับมามอง

“เจ้าค่ะ” หนานกงหว่านเดินไปยืนข้างกายเขาพร้อมกับน้ำเสียงดูหนักใจ “เพียงแต่ข้ารู้สึกว่า การที่สิงเอ๋อร์จู่ๆ ก็เสนอให้เสียนเอ๋อร์ไปสำนักพฤกษาเทพ มันดูมีพิรุธชอบกล”

เสิ่นสงหันกลับมา ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้าคิดมากไปแล้ว สิงเอ๋อร์เป็นคนสุขุมรอบคอบเสมอ การทำเช่นนี้ย่อมต้องเป็นการทำเพื่อตระกูลแน่นอน” เขายังมีอีกประโยคที่ไม่ได้พูดออกมา คือด้วยศักยภาพของบุตรชายคนโตคนนี้ ต่อให้เขามีแผนการอะไรจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก

หนานกงหว่านมีสีหน้าอาลัยอาวรณ์ “แต่เสียนเอ๋อร์เพิ่งจะได้รับพรจากบรรพบุรุษ เป็นช่วงที่ต้องการการคุ้มครองจากตระกูลที่สุด...”

“เพราะอย่างนั้นแหละถึงยิ่งควรไป” เสิ่นสงขัดจังหวะ “สระผลัดกระดูกเก้าจักรวาลของสำนักพฤกษาเทพสามารถช่วยให้เขารากฐานมั่นคง ดีกว่ารั้งอยู่ในตระกูลเป็นร้อยเท่า” สิ่งที่เขาไม่ได้พูดก็คือ ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เขาเห็นแจ้งแล้วว่าลูกชายคนเล็กของเขาคนนี้ "ขี้เกียจ" ตัวเป็นขนขนาดไหน

หนานกงหว่านทำท่าจะพูดแต่ก็หยุดไว้ ตั้งแต่กลับจากดินแดนบรรพบุรุษ นางรู้สึกว่าท่าทีของบุตรคนโตที่มีต่อน้องชายดูจะ "กระตือรือร้น" เกินไปหน่อย ทว่านางก็บอกไม่ได้ว่าผิดปกติที่ตรงไหน เพราะในสายตาของทุกคน เสิ่นสิงคือสุภาพบุรุษที่อ่อนโยนดุจหยกมาโดยตลอด

“จะว่าไปแล้ว...” หนานกงหว่านนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “เสียนเอ๋อร์ควรจะพิจารณาเรื่องคู่บำเพ็ญคนใหม่ได้แล้วนะ”

เย่ชิงเซียนจากไปแล้ว แต่ตระกูลเสิ่นจะไร้ผู้สืบทอดไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อเสิ่นเสียนกำลังจะไปสำนัก หากเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น ตระกูลเสิ่นคงสิ้นไร้ไม้ต่อจริงๆ และนางก็เห็นว่าลูกชายคนเล็กไม่สนใจเรื่องการฝึกตนเลย จึงอยากหา "ภรรยารอง" มาคอยปรนนิบัติและผลิตทายาท เพื่อความปลอดภัย นายหญิงของบ้านจึงเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา

เสิ่นสงเลิกคิ้วขึ้นแต่ไม่ได้คัดค้าน หนานกงหว่านจึงกล่าวต่อ “ข้ามองว่าเสียนเอ๋อร์นิสัยเกียจคร้าน หากมีคู่บำเพ็ญคอยกระตุ้น บางทีอาจจะกระตือรือร้นขึ้นบ้าง” นางเสริมต่ออีกประโยค “อีกอย่าง... ทางตระกูลเย่เองก็ไม่มีปัญหาอะไร”

เรื่องของเย่ชิงเซียน ตระกูลเสิ่นและตระกูลเย่ได้ตกลงกันลับๆ แล้ว ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพันธมิตรของสองตระกูล ดังนั้นในทางนิตินัย นางยังคงเป็นภรรยาเอกของเสิ่นเสียนอยู่ หนานกงหว่านจึงตั้งใจจะหาภรรยารองที่มีฐานะเท่าเทียมกันมาเพิ่ม

เสิ่นสงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “เว่ยเจาหลี บุตรีสายตรงของตระกูลเว่ยแห่งชิงโจว เห็นว่าพรสวรรค์ไม่เลวทีเดียว”

ที่จริงเขาก็คิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ทว่าทายาทประมุขจะไร้ผู้สืบสกุลได้อย่างไร? โดยเฉพาะลูกชายคนนี้ช่าง... ขี้เกียจเหลือเกิน

“ตระกูลเว่ยรึ?” หนานกงหว่านตาเป็นประกาย “แม่หนูคนนั้นเป็นรากฐานนภา แถมยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสำนักพฤกษาเทพอีกด้วย...”

“ถูกต้อง” เสิ่นสงพยักหน้า “ข้าส่งคนไปหารือกับตระกูลเว่ยแล้ว เรื่องดองกันเป็นอันตกลงกันได้พื้นฐานแล้ว เดี๋ยวข้าจะจัดแจงให้ทั้งคู่ได้พบหน้ากัน”

หนานกงหว่านเผยรอยยิ้มออกมาในที่สุด นางคิดว่าหากเสียนเอ๋อร์ได้ดองกับตระกูลเว่ย อย่างน้อยก็มีหลักประกันเพิ่มขึ้นอีกชั้น และตระกูลเสิ่นก็ได้พันธมิตรใหม่เพิ่มมาด้วย “งั้นเดี๋ยวข้าไปดูตัวก่อนนะคะ”

พูดตามตรง นางยังคงรู้สึกว่าเย่ชิงเซียนนั้นดีมาก แต่น่าเสียดาย...

“อืม เสียนเอ๋อร์ใกล้จะไปสำนักแล้ว พรุ่งนี้จัดให้พวกเขาพบกันก่อนเลย” เสิ่นสงสรุป

...

บนเรือเหาะตระกูลเว่ย เว่ยเจาหลี กำลังจัดระเบียบเสื้อผ้าอยู่หน้ากระจกวารี ในกระจกปรากฏภาพสาวน้อยในชุดกระโปรงเมฆาสีขาวนวล สายคาดเอวหยกเขียวถูกผูกไว้อย่างประณีตไร้ที่ติ

“คุณหนู ใกล้ถึงตระกูลเสิ่นแล้วค่ะ” สาวใช้ร้องเรียกจากหน้าห้อง

นิ้วมือของเว่ยเจาหลีชะงักไปเล็กน้อย กระดิ่งเงินที่ข้อมือส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง นางสูดลมหายใจลึก หยิบม้วนไม้ไผ่ฉบับหนึ่งออกมาจากโต๊ะแล้วซ่อนไว้ในแขนเสื้อ

นี่คือ 《ตำนานภูเขาและทะเล》 ฉบับเศษเสี้ยวที่นางจงใจคัดเลือกมา เพราะได้ยินว่าคุณชายสามตระกูลเสิ่นช่วงนี้สนใจเรื่องสัตว์อสูรโบราณเป็นพิเศษ

“ตำราโบราณกล่าวว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ ในกระจก ทว่าเมื่อเห็นปลายหูของตัวเองเริ่มแดงซ่าน นางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะขืนๆ ให้กับตัวเอง

ก็แค่การดูตัวที่ครอบครัวจัดให้ ไยต้องตื่นเต้นปานนี้?

เรือเหาะทะลุผ่านหมู่เมฆ เรือนรับรองของตระกูลเสิ่นเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น

เว่ยเจาหลีก้มหน้าจัดกระดิ่งที่ข้อมือพลางคิดว่า: หากคุณชายสามเสิ่นคนนี้ขี้เกียจเหมือนที่เขาเล่าลือกันจริงๆ ข้าควรจะรับมืออย่างไรดี?

ในขณะเดียวกัน ภายในเรือนรับรองตระกูลเสิ่น หนานกงหว่านกำลังคัดเลือกผลไม้วิญญาณด้วยตนเอง

“เอาผลจูเหยียนที่เมืองหลิ่วส่งมาขึ้นโต๊ะด้วยนะ ได้ยินว่าแม่หนูตระกูลเว่ยชอบของหวาน” นางหันไปสั่งผู้ดูแล “แล้วไปเอาชุดน้ำชาหยกเขียวในคลังออกมาด้วย ท่านประมุขเว่ยชอบหยกเขียวที่สุด”

ผู้ดูแลลังเล “นายหญิงเจ้าคะ ชุดน้ำชานั่นท่านประมุขรักมาก...” “ไม่เป็นไร” หนานกงหว่านโบกมือ “ต้องแสดงความจริงใจให้เห็น”

นางมองไปยังปลายระเบียง... เห็นเสิ่นเสียนนั่งพิงราวระเบียงอย่างเกียจคร้าน ดูไม่สนใจไยดีกับการนัดพบที่กำลังจะมาถึงเลยสักนิด หนานกงหว่านลอบถอนใจในใจ เด็กคนนี้ถ้ามีใครคอยคุมสักคน...

“มาแล้วเจ้าค่ะ!” สาวใช้รีบมารายงาน “เรือเหาะตระกูลเว่ยถึงหน้าประตูเขาแล้ว!”

หนานกงหว่านจัดระเบียบแขนเสื้อ เสิ่นเสียนดูเหมือนจะสัมผัสได้ เขาจัดปกเสื้อชุดคลุมสีน้ำเงินเข้ม แววตาฉายประกายบางอย่างที่ดูเจ้าเล่ห์

โควตาคู่บำเพ็ญใหม่ที่ระบบเพิ่งเปิดให้ ดูเหมือนจะได้ใช้งานเร็วกว่าที่คิดเสียแล้ว

ไม่นานนัก เสียงกระดิ่งใสดังมาจากที่ไกลๆ ขบวนผู้คนเดินมาตามระเบียงอย่างช้าๆ นำโดยเว่ยหมิงหยวน ประมุขตระกูลเว่ยและผู้อาวุโสอีกหลายท่าน ทว่าท่ามกลางฝูงชนนั้น สาวน้อยในชุดกระโปรงเมฆาสีขาวนวลกลับดูโดดเด่นสะดุดตาที่สุด

“ท่านประมุขเว่ย” หนานกงหว่านยิ้มรับ “ฮูหยินเสิ่น” เว่ยหมิงหยวนประสานมือคำรับ เขาเบี่ยงตัวแนะนำ

“นี่คือเจาหลี ลูกสาวข้าเอง”

เว่ยเจาหลีย่อตัวคำนับอย่างงดงาม กระดิ่งเงินที่ข้อมือส่งเสียงไพเราะ “เจาหลีคารวะฮูหยินเสิ่นค่ะ” น้ำเสียงของนางใสกระจ่างดุจเสียงน้ำลำธาร

หนานกงหว่านพิศมองสาวน้อยตรงหน้าอย่างละเอียด เห็นคิ้วและดวงตาที่งดงามราวกับภาพวาด ผิวพรรณละเอียดดุจหยกขาว ดวงตากลมโตใสกระจ่าง สายคาดเอวหยกเขียวพริ้วไหวตามลม กิริยาท่าทางสมเป็นกุลสตรีจากตระกูลใหญ่

“เด็กดี รีบนั่งเถอะจ้ะ” หนานกงหว่านจูงมือนางอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะหันไปหาเสิ่นเสียน “เสียนเอ๋อร์

ยังไม่รีบทำความรู้จักคุณหนูเว่ยอีกรึ?”

เสิ่นเสียนที่ยืนอยู่ข้างหลังท่านแม่ ประสานมือคำนับด้วยสีหน้าสงบนิ่ง น้ำเสียงนุ่มนวลประดุจสายลม “คุณหนูเว่ย”

เว่ยเจาหลีเงยหน้ามอง เห็นชายหนุ่มในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้ม ลายเมฆาที่ปักอยู่บนแขนเสื้อวูบไหวตามการเคลื่อนไหว เขายืนอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทางเกียจคร้านเล็กน้อย ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยสง่าราศีที่บอกไม่ถูก

หัวใจของนางพลันกระตุกวูบ กระดิ่งเงินที่ข้อมือสั่นไหวเบาๆ โดยไม่ตั้งใจ เสียงนั้นทำให้เจ้าตัวตกใจจนต้องรีบก้มหน้าหลบสายตาที่เริ่มลนลาน

เมื่อนางเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก็สบเข้ากับดวงตาที่ดูเหมือนจะยิ้มทว่าไม่ยิ้มของเสิ่นเสียน

ดวงตาคู่นั้นราวกับซ่อนดาราจักรไว้ข้างใน แฝงไว้ด้วยความนิ่งลึกที่ชวนให้คนอยากค้นหา

“คุณชายเสิ่น” นางได้ยินเสียงตัวเองเบาลงกว่าปกติ นิ้วมือเผลอบีบม้วนไม้ไผ่ในแขนเสื้อแน่น

ตำราโบราณกล่าวว่า “เพียงสบตาประดุจเนิ่นนานหมื่นปี” เมื่อก่อนนางคิดว่าเป็นเพียงคำเปรียบเปรยของกวี ทว่ายามนี้กลับเริ่มเข้าใจซึ้งถึงรสชาติของมันเสียแล้ว

หลังจากทุกคนนั่งลง สาวใช้ก็ยกชาวิญญาณมาเสิร์ฟ หนานกงหว่านและเว่ยหมิงหยวนคุยกันเพียงไม่กี่คำ ก็หาข้ออ้างพาคนอื่นๆ เลี่ยงออกไป เหลือเพียงคนหนุ่มสาวสองคนอยู่ในศาลา

ลมพัดผ่านผิวน้ำ นำพาความเย็นสบายมาให้ เว่ยเจาหลีจิบชาเล็กน้อยก่อนจะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ

“ได้ยินว่าคุณชายเสิ่นได้รับพรจากบรรพบุรุษรุ่นแรก นับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งนะเจ้าค่ะ...”

***เนื่องจากผู้แปลป่วย ไม่ได้ลง 2-3 วัน เดี๋ยวจะกลับมาอัพทบให้ตามปกตินะครับ***

จบบทที่ บทที่ 81 คู่บำเพ็ญคนใหม่ บุตรีสายตรงตระกูลเว่ย

คัดลอกลิงก์แล้ว