- หน้าแรก
- ทางเซียนของข้า ฝากไว้กับนาง
- บทที่ 44 การบีบคั้นจากระดับสูง ข้อเสนอของเสิ่นลี่
บทที่ 44 การบีบคั้นจากระดับสูง ข้อเสนอของเสิ่นลี่
บทที่ 44 การบีบคั้นจากระดับสูง ข้อเสนอของเสิ่นลี่
บทที่ 44 การบีบคั้นจากระดับสูง ข้อเสนอของเสิ่นลี่
สามวันต่อมา ณ โถงประชุมใหญ่ตระกูลเสิ่น สองฟากฝั่งของโต๊ะไม้ยาวที่ดูขรึมขลังเต็มไปด้วยบุคคลระดับแกนหลักของตระกูล
เสิ่นสงประมุขตระกูลนั่งตระหง่านอยู่ที่ตำแหน่งประธาน หนานกงหว่านยืนอยู่ที่ตำแหน่งหัวแถวฝั่งซ้ายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เบื้องล่างมีเสิ่นสิงและเสิ่นลี่ บุตรชายสายตรงทั้งสองนั่งแยกกันอยู่คนละฝั่ง
ภายในโถงมีกลิ่นธูปไม้จันทน์อบอวล ทว่าบรรยากาศกลับดูไม่ปกติ มันเงียบสงัดจนน่ากลัว
เสิ่นลี่เอนกายอยู่บนเก้าอี้หรู สายตาที่เหลือบมองบรรดาผู้อาวุโสระดับสูงนั้นแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนมีและเหมือนไม่มี จะมีก็เพียงตอนที่เขามองไปยังพี่ใหญ่ของตนเท่านั้นที่แววตาจะฉายแววเคารพนบนอบออกมาเล็กน้อย
ส่วนเสิ่นสิงนั้นนั่งตัวตรงดุจต้นสน หลับตาพักผ่อนราวกับตัดขาดจากโลกภายนอก มีเพียงป้ายหยกเขียว
ที่เอวเท่านั้นที่ส่องประกายเย็นยะเยือกออกมาเป็นระยะ
ในตอนนั้นเอง ร่างหนึ่งก็ก้าวเท้าเข้ามาในโถง
เสิ่นเสียนในชุดยาวที่ดูเรียบหรูแต่อลังการ สวมรองเท้าบูทลายเมฆาก้าวยาวเข้ามาด้วยท่าทีสงบ ไม่ถดถอยและไม่โอ้อวด
"ลูกคารวะท่านพ่อ ท่านแม่ และผู้อาวุโสทุกท่านครับ" เขาประสานมือทำความเคารพด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
ผู้อาวุโสสองแค่นเสียงเย็น นิ้วมือที่ผอมแห้งเคาะลงบนโต๊ะเสียงดังปัง "คุณชายสามช่างวางก้ามใหญ่นัก ให้ผู้อาวุโสทั้งตระกูลต้องมานั่งรอ"
เขาคือผู้กุมอำนาจหอลงทัณฑ์ของตระกูล ยึดถือระเบียบวินัยเป็นที่สุด อีกทั้งยังมีนิสัยหัวแข็งและเอาแน่เอานอนไม่ได้ ขอเพียงใครทำผิดกฎ เขาจะไม่เห็นหัวใครทั้งสิ้น
เสิ่นเสียนเงยหน้าขึ้น มุมปากยกยิ้มอย่างพอดิบพอดี "เรียนผู้อาวุโสสอง การประชุมกำหนดไว้ที่ยามเฉิน
ช่วงสามเค่อ (08.15 น.) ยามนี้เพิ่งถึงสามเค่อพอดี" เขาเหลือบมองนาฬิกาน้ำบนโต๊ะ "เป็นเหล่าผู้อาวุโสต่างหากที่มาถึงก่อนเวลา"
ในเมื่อเขาไม่ได้มาสาย ก็ย่อมไม่นับว่าผิดกฎ ส่วนพวกท่านจะมาก่อนเวลาเองนั้น เกี่ยวอะไรกับเขาล่ะ?
ผู้อาวุโสสองแววตาฉายแววรังเกียจวูบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าหนีไม่พูดต่อ
"ในเมื่อมาครบแล้ว" เสิ่นสงกวาดสายตามองทุกคน แผ่อำนาจประมุขออกมาอย่างเต็มเปี่ยมพลางกล่าวเรียบๆ "มาพูดเรื่องนังหนูตระกูลเย่กัน"
การหารือครั้งนี้มีความสำคัญมาก แม้แต่บุตรชายสายตรงทั้งสามคนยังได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม ตามหลักเหตุผลแล้ว เย่ชิงเซียนคือสะใภ้ตระกูลเสิ่น เมื่อนางได้รับมรดกและหากเกิดการวิวัฒนาการ ย่อมเป็นผลดีต่อตระกูล
ทว่า... ในตอนที่อยู่ถ้ำเซียน มีคนไม่น้อยที่เห็นว่ามหายานระดับหลอมความว่างเปล่า ท่านนั้นแสดงความสนใจในตัวนาง ทำให้ตระกูลเสิ่นต้องนำเรื่องของนางกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง
เมื่อกล่าวจบ เสิ่นสงหันไปมองเสิ่นสิงที่กำลังหลับตาอยู่ แววตาที่เคยวางอำนาจกลับฉายแววอ่อนโยนออกมาอย่างหาได้ยาก รวมถึงน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นมาก "สิงเอ๋อร์ ที่มาที่ไปของยอดคนท่านนั้น เจ้าสืบทราบชัดเจนแล้วรึยัง?"
เสิ่นสิงลืมตาขึ้น ตอบเรียบๆ ว่า "ท่านพ่อ ท่านอาจารย์ได้ส่งสารถึงลูกแล้ว แจ้งว่าท่านผู้นั้นมาจากเขตเหนือ ครับ"
เขตเหนือ!
ทันทีที่คำนี้หลุดออกมา ผู้อาวุโสระดับสูงในที่นั้นทุกคนต่างแสดงสีหน้าตื่นตะลึงออกมาพร้อมกัน
นั่นคือดินแดนที่พลังปราณหนาแน่นที่สุดในทวีป มีสมบัติฟ้าดินนับไม่ถ้วน ของชิ้นใดก็ตามที่มาจากที่นั่นเพียงชิ้นเดียวก็เพียงพอจะทำให้เขตที่เหลืออีกสามเขตต้องบ้าคลั่ง
ดินแดนเช่นนั้นสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรนับล้านแล้ว ไม่ต่างอะไรกับสรวงสวรรค์และตัวตนที่มาจากที่นั่น ย่อมต้องมีอิทธิฤทธิ์กว้างขวางและมีฐานะสูงส่งยิ่งนัก
เสิ่นสิงกล่าวต่อ "ท่านเทียนจุนท่านนั้นมาจาก 'สำนักเซียนน้ำแข็ง' ซึ่งเป็นสำนักแม่ของสำนักพฤกษาเทพ
แม้แต่ท่านอาจารย์ของลูกยังต้องให้ความเคารพอย่างสูง ยามนี้ท่านยังพักอยู่ที่สำนักในฐานะแขกผู้มีเกียรติและยังไม่ได้ออกไป"
"แล้วจะรออะไรอีกล่ะ! ยอดคนระดับนี้คือวาสนาของตระกูลเสิ่นเราแท้ๆ หากผูกสัมพันธ์ได้ ฐานะของตระกูลเราย่อมพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้าแน่นอน" ผู้อาวุโสห้าอดใจไม่อยู่กล่าวขึ้นมา
ผู้อาวุโสท่านอื่นต่างพยักหน้าเห็นพ้อง
"ทว่าน่าเสียดาย ดูเหมือนบางคนจะปฏิเสธไปแล้วนะสิ" ยามนั้นเอง เสียงของเสิ่นลี่ดังแทรกขึ้น แฝงไปด้วยน้ำเสียงเสียดาย
ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น เขาเห็นชัดเต็มสองตา หากเย่ชิงเซียนตกลง ยอดคนท่านนั้นย่อมต้องพานางไปทันทีแน่นอน
"ช่างไม่รู้ที่ต่ำที่สูงจริงๆ!" ผู้อาวุโสห้าขมวดคิ้ว ทำสีหน้าเหมือนเสียดายของล้ำค่า "วาสนาที่คนอื่นรอคอยชั่วชีวิตยังหาไม่เจอ นางกลับกล้าปฏิเสธ ช่างโง่เขลาเบาปัญญานัก!"
เสิ่นเสียนซึ่งนั่งอยู่ที่ตำแหน่งท้ายสุดแววตาพลันเย็นยะเยือก
"ผู้อาวุโสห้า คนเราย่อมมีปณิธานต่างกัน ของบางอย่างฝืนบังคับกันไม่ได้หรอกครับ" เขาเอ่ยเรียบๆ
"พวกรุ่นลูกรุ่นหลานจะไปรู้อะไร?" ผู้อาวุโสห้าปรายตาดูแคลนมองเขา แวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปหาเสิ่นสง
"ท่านประมุข เรื่องนี้ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ ได้ยินมาว่าท่านเทียนจุนท่านนั้นได้ทิ้งป้ายหยกเอาไว้ใบหนึ่ง"
"ถูกต้อง ควรให้นังหนูเย่เดินทางไปกราบเป็นศิษย์ที่สำนักเซียนโดยตรงเสียเลย" ผู้อาวุโสสองกล่าวเสริม
"ใช่ๆๆ..." คนอื่นเริ่มพากันสนับสนุน
ในสายตาของพวกเขา คุณค่าของเย่ชิงเซียนมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือการเป็นสื่อกลางที่จะเชื่อมตระกูลเสิ่นเข้ากับยอดคนจากแดนเหนือท่านนั้น
เสิ่นสงไม่ได้ตอบรับ เขาเพียงมองไปที่เสิ่นสิง
"ท่านอาจารย์ส่งสารมาบอกว่า ท่านเทียนจุนเคยเอ่ยถึงนังหนูตระกูลเย่คนนั้นอยู่บ้าง หากไปกราบเป็นศิษย์ ก็น่าจะไม่เป็นปัญหาครับ" เสิ่นสิงกล่าว
"งั้นก็รีบเตรียมการ! นังหนูนั่นจะออกจากด่านฝึกตนเมื่อไหร่?" ผู้อาวุโสห้าถามอย่างกระตือรือร้น ในสายตาของเขา ยามนี้แทบอยากจะประคองเย่ชิงเซียนไปถวายพานถึงที่เสียเดี๋ยวนี้
"ผู้อาวุโสห้า เรื่องนี้ควรต้องถามความสมัครใจของชิงเซียนก่อนหรือไม่เจ้าคะ?" หนานกงหว่านผู้เป็นนายหญิงขมวดคิ้วกล่าว
ยังไม่ทันที่หนานกงหว่านจะพูดจบ ผู้อาวุโสสองก็แค่นหัวเราะ
"นายหญิงพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูก!" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าทว่าแฝงความเด็ดขาด
"ในเมื่อนังหนูนั่นแต่งงานเข้าตระกูลเสิ่นแล้ว ก็ย่อมเป็นคนของตระกูลเสิ่น วาสนาของนางย่อมเป็นวาสนาของตระกูลด้วย! จะปล่อยให้นางทำตามอำเภอใจได้อย่างไร?"
"ถูกต้อง!" ผู้อาวุโสห้ารีบเสริม ดวงตาฝ้าฟางฉายประกายละโมบ "วาสนานี้เกี่ยวพันถึงความรุ่งเรืองของตระกูล จะเห็นเป็นเรื่องเล่นๆ ได้ยังไง? นางเป็นเพียงรุ่นเยาว์ จะไปเข้าใจส่วนรวมได้ยังไงกัน?"
บรรยากาศในโถงพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที บรรดาผู้อาวุโสต่างพยักหน้าเห็นพ้อง ในสายตาของพวกเขา
เย่ชิงเซียนเป็นเพียงเด็กเมื่อวานซืนที่ยังไม่โต ความต้องการของนางย่อมไม่มีค่าพอให้รับฟัง
หนานกงหว่านเริ่มขุ่นเคือง ยามนั้นเสิ่นสงพลันเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านผู้อาวุโสใหญ่ ท่านมีความเห็นอย่างไร?"
เขาหันไปถามชายชราผมขาวและหนวดยาวที่นั่งอยู่ที่ตำแหน่งหัวแถวฝั่งขวา
คนผู้นี้มีฐานะสำคัญยิ่งในตระกูลและมีบารมีสูงส่ง อำนาจในการตัดสินใจแทบไม่ด้อยไปกว่าตัวเขาผู้เป็นประมุขเลย เขาต้องการฟังความเห็นของคนผู้นี้
ผู้อาวุโสค่อยๆ ลืมตาที่ปิดสนิทขึ้นช้าๆ เสียงเซ็งแซ่ในโถงพลันเงียบกริบราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นอุดปากเอาไว้
"การที่เทียนจุนจากแดนเหนือเสด็จมา นับเป็นวาสนาที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี" เสียงของผู้อาวุโสใหญ่ทุ้มลึกดุจน้ำในบ่อโบราณ ทุกถ้อยคำล้วนมีน้ำหนักมหาศาล
จากนั้นเขาก็มองมาที่เสิ่นเสียน "เจ้าคือสามีของนังหนูนั่น เจ้าควรจะเป็นฝ่ายไปเกลี้ยกล่อมนางจะดีกว่า"
คำพูดนี้ถือเป็นการประกาศท่าทีที่ชัดเจนแล้ว
เสิ่นเสียนสบสายตาที่ดูเหมือนจะมองทะลุถึงก้นบึ้งของหัวใจคู่นั้น แผ่นหลังใต้ชุดยาวเหยียดตรง "เรียนท่านผู้อาวุโสใหญ่ ชิงเซียนเป็นคนมีเหตุผล หากชี้แจงถึงผลดีผลเสีย นางอาจจะยอมพิจารณาเพื่อตระกูล แต่หากเป็นการบีบคั้นบังคับ..."
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ปลายนิ้วในแขนเสื้อลากผ่านฝ่ามือเบาๆ "เกรงว่าผลที่ตามมาจะตรงกันข้าม"
"เหลวไหล!" ผู้อาวุโสห้าทนไม่ไหว กระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดังกริ๊ง
"แค่รุ่นเยาว์คนเดียว ถึงกับต้องให้คนทั้งตระกูลไปอ้อนวอนเชียวรึ? ท่านประมุข!" เขาหันไปหาเสิ่นสงอย่างร้อนรน "เรื่องนี้ต้องเด็ดขาด หากลังเลจะเสียการใหญ่นะครับ!"
ใบหน้าที่น่าเกรงขามของเสิ่นสงดูไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร เขาเอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า "เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงผลประโยชน์ของตระกูล จะผิดพลาดไม่ได้"
"ทันทีที่นังหนูนั่นออกจากด่าน ให้พานางมุ่งหน้าไปยังสำนักพฤกษาเทพ เพื่อเข้าพบท่านเทียนจุนทันที"
"ท่านประมุขปรีชายิ่งนัก!" ผู้อาวุโสห้ารีบประจบสอพลอ ใบหน้าชราเต็มไปด้วยรอยยิ้ม "นี่คือโอกาสทองที่สวรรค์ประทานมา ห้ามพลาดเด็ดขาด!"
หนานกงหว่านขมวดคิ้วแน่น แต่สุดท้ายนางก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ นางรู้ดีว่าต่อหน้าตาแก่จอมเจ้าเล่ห์ที่เห็นแก่ผลประโยชน์เหล่านี้ ความต้องการของเย่ชิงเซียนไม่มีค่าอะไรเลย
เสิ่นเสียนกำหมัดในแขนเสื้อแน่น แววตาฉายแสงเย็นวูบ พวกคนเหล่านี้ อ้างคำว่าคุณธรรมตระกูลแต่กลับไม่เคยเห็นเย่ชิงเซียนเป็นมนุษย์เลย ในสายตาพวกเขา นางก็แค่ 'เบี้ย' ที่จะเอาไว้ใช้เจรจาต่อรองเท่านั้น
เขากำลังจะระเบิดอารมณ์ออกมา ทว่าในตอนนั้นเอง เสิ่นลี่พลันเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านพ่อ ถึงแม้ท่านเทียนจุนจะไม่ถือสา แต่เย่ชิงเซียนก็เคยปฏิเสธท่านไปครั้งหนึ่งแล้ว เกรงว่าจะทำให้ท่านเคืองเบื้องลึกในใจ ลูกมีข้อเสนออย่างหนึ่งครับ..."