- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน : ฉันมีระบบฟาร์มในยุคภัยแล้ง
- บทที่ 119 ยิ่งรังเกียจเหยียนเจียเฉิงมากขึ้น
บทที่ 119 ยิ่งรังเกียจเหยียนเจียเฉิงมากขึ้น
บทที่ 119 ยิ่งรังเกียจเหยียนเจียเฉิงมากขึ้น
บทที่ 119 ยิ่งรังเกียจเหยียนเจียเฉิงมากขึ้น
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจเอง”
“ถ้าใครปากพล่อยพูดมากล่ะก็...ฉันจะฉีกปากมันเอง !”
ป้าสามหัวเราะอย่างพอใจ ส่วนเหยียนปู้กุ้ยก็ยิ้มหน้าบาน ไม่คิดเลยว่าอวี่สวี่จะทำเรื่องนี้สำเร็จจริง ๆ
หลินเย่เป็นคนหัวแข็ง ไม่เคยสนิทกับบ้านตระกูลเหยียนเลยด้วยซ้ำ แต่ครั้งนี้กลับยอมช่วยอย่างง่ายดาย
ดูท่าหลินเย่ก็ไม่ได้ใจดำอะไรนัก เห็นบ้านตระกูลเหยียนลำบากขนาดนี้ ก็ยังยื่นมือมาช่วย
ไม่น่าเลยจริง ๆ ตอนนั้นดันไปเข้าข้างหญิงชราหูหนวกกับอี้จงไห่เพราะแค่เรื่องสลับห้องแท้ ๆ... คิดแล้วก็อยากเอาหัวโขกฝา ช่างหลงผิดอะไรขนาดนั้น !
“พี่สะใภ้ แล้วแต่ละเดือนได้ค่าจ้างเท่าไหร่ ?” เหยียนเจียฟางรีบถามขึ้นมาทันที ส่วนเหยียนปู้กุ้ยกับคนอื่น ๆ ก็จับจ้องไปที่อวี่สวี่ด้วย”
“เมื่อได้ยินคำว่า ‘พี่สะใภ้’ อวี่สวี่เหมือนนึกถึงใครบางคนขึ้นมา คน ๆ นั้นคอยกดดันเธอไปพร้อมกับกระซิบ เธอข่มความอายในใจอย่างสุดความสามารถ ฝืนยิ้มออกมาแล้วพูดว่า”เดือนละห้าหยวน แถมยังเลี้ยงข้าวเย็นฉันหนึ่งมื้อด้วย"
เหยียนปู้กุ้ยได้ยินแบบนั้นก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้นขึ้นมา แล้วพูดว่า “จริงเหรอ ! หลินเย่จะให้ห้าหยวน ต่อเดือนเลยเหรอ ?”
นี่มันเรื่องตลกชัด ๆ แค่ซักผ้า ล้างจาน ทำงานบ้านนิดหน่อยก็ได้ห้าหยวนแล้ว ถ้าเป็นงานแบบนี้ในบ้านนี้ มีคนแย่งกันทำเยอะแยะไป หลินเย่อยู่คนเดียว จะมีผ้าให้ซักเยอะแค่ไหนกัน ?
ต้องรู้ว่า ในลานบ้านมีหลายคนที่ทำงานติดกล่องไม้ขีดไฟ ทำงานยุ่งทั้งวัน เดือนหนึ่งก็ได้แค่ห้าหยวน
ซักเสื้อผ้า ทำความสะอาด ในสายตาของผู้หญิงยุคนี้ จะไปนับเป็นงานอะไรกัน ! !
แค่เรื่องเล็ก ๆ ที่ทำแค่ผ่าน ๆ มือเท่านั้น คำนวณแล้วงานแบบนี้ยังไม่ถึงชั่วโมงต่อวันด้วยซ้ำ
หลินเย่ยังเลี้ยงข้าวเย็นอวี่สวี่อีก ทำให้ครอบครัวตระกูลเหยียนประหยัดค่าอาหารไปได้อีกหนึ่งคน คิดเป็นจำนวนมื้อก็ประมาณสามสิบมื้อต่อเดือนเลยทีเดียว
ถ้าอวี่สวี่ยังสามารถเก็บข้าวเหลือหรือน้ำแกงที่เหลือกลับมาได้ด้วย ก็จะยิ่งช่วยประหยัดได้มากขึ้นไปอีก... ! !
“ยังมีเลี้ยงข้าวมื้อหนึ่งอีกเหรอ ? งั้นเอากลับมาบ้างได้ไหม ?” เหยียนเจียเฉิงคิดถึงอาหารดี ๆ ที่บ้านหลินเย่ จึงถามด้วยความหวัง
“เรื่องนั้น...เกรงว่าจะไม่ได้ล่ะ !”
“อาหารที่บ้านหลินเย่แพงกว่าห้าหยวนแล้วนะ ถ้าฉันยังเอากลับมาบ้านอีก คนในลานคงคิดว่าเรากินไม่รู้จัก พอแน่” อวี่สวี่พูดด้วยท่าทีแข็งกร้าว เพราะไม่อยากถูกมองว่าเสียเปรียบคนในตระกูลเหยียน
สายตาของเหยียนปู้กุ้ยและเหยียนเจียเฉิงหรี่ลงทันที เต็มไปด้วยความผิดหวังในใจ แต่เมื่อคิดตามก็ต้องยอมรับว่าอย่างที่อวี่สวี่พูดจริง ๆ อาหารที่หลินเย่กินแต่ละมื้อแพงเกือบห้าหยวนเลยทีเดียว
ทั้งบ้านนี้ นอกจากหลินเย่แล้ว ยังมีใครกล้ากินแบบนั้นอีกล่ะ ?
"ได้ งั้นเดือนหนึ่งเสี่ยวสวี่ก็ให้ที่บ้านสามหยวน" เหยียนปู้กุ้ยเผยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเมตตาที่สุด แม้แต่คำเรียกก็ยังเปลี่ยนไป
"อะไรนะ ? ตั้งสามหยวน ! ! พ่อ พ่อจะปล้นกันเหรอ"
เมื่อได้ยินว่าเหยียนปู้กุ้ยจะเอาเงินจากอวี่สวี่ เหยียนเจียเฉิงก็เปลี่ยนอารมณ์แบบหน้ามือเป็นหลังมือ
"ใช่ค่ะพ่อ นี่มันเป็น 'เงินเดือน' ที่หลินเย่ให้หนู เดือนหนึ่งก็ได้แค่ห้าหยวน พ่ออ้าปากก็ขอสามหยวนแล้ว จะมีแบบนี้ที่ไหนกัน......"
อวี่สวี่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว มีเงินเดือนแล้ว เธอก็มีสิทธิ์มีเสียงในบ้านเหยียน เธอโต้กลับทันที
ในตอนนี้ อวี่สวี่เริ่มจะมีความ 'ฉลาดแกมโกง' แบบในนิยายต้นฉบับขึ้นมาบ้างแล้ว
แต่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่หลินเย่ไม่ชอบเธอ เพราะเขามองเธอเป็นแค่เครื่องระบายอารมณ์เท่านั้น ต่างจากเฉินเสวี่ยหรูอย่างเทียบไม่ได้เลย
"เจียเฉิง ตอนนี้แกไม่มีเงินเดือนมาให้ที่บ้าน ถ้าเสี่ยวสวี่ก็ไม่ให้เงิน พวกแกจะไม่กินข้าวกันแล้วเหรอ ? "
เหยียนปู้กุ้ยก็โต้กลับอย่างมีเหตุผล
“ก็ไม่ถึงสามหยวนหรอกค่ะ ต่อไปฉันยังจะกินข้าวเย็นที่บ้านหลินเย่อยู่เหมือนเดิม ให้ได้สูงสุดแค่หนึ่งหยวนนะ” อวี่สวี่พูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
ตอนที่เหยียนเจียเฉิงจะขอแยกบ้าน เหยียนปู้กุ้ยก็เริ่มเห็นว่าอวี่สวี่ไม่ธรรมดา ก็ไม่แปลกใจเลย ที่พอเริ่มมีรายได้เข้ามา เธอก็กลายเป็นคนแข็งกร้าวขึ้นทันที
สิ่งสำคัญคือ เหยียนเจียเฉิงไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับพวกเขาแล้ว
“หนึ่งหยวนมันน้อยไป งั้นเอาอย่างนี้...พวกแกสองคนผัวเมีย ก็สองหยวน” ป้าสามที่หน้าตาไม่ค่อยสบอารมณ์ แต่ก็ไม่อยากทะเลาะ เลยจำใจถอยลงพร้อมพูดแทรกขึ้นมา
เหยียนปู้กุ้ยกับภรรยามีความเข้าใจกันมาหลายปี คนหนึ่งรับบทใจดี ส่วนอีกคนรับบทใจร้าย
เหยียนเจียเฉิงกับอวี่สวี่สบตากัน ก่อนจะตกลงยอมรับในที่สุด
“พ่อ แล้วงานของเหยียนเจียเฉิงล่ะ ? ทางสำนักงานชุมชนเขาว่ายังไง ?”
อวี่สวี่ถามขึ้นมาอีกครั้ง
“เฮ้อ~~”
พูดถึงเรื่องนี้ เหยียนปู้กุ้ยกับเหยียนเจียเฉิงก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “อย่าพูดเลย ไปที่สำนักงานชุมชนก็โดนหัวหน้าหวังด่ากลับมาเปล่า ๆ” เหยียนเจียเฉิงพูดด้วยความหดหู่
“นั่นแหละ เป็นเพราะตัวเขาเอง !”
เหยียนปู้กุ้ยมองเหยียนเจียเฉิงอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะผ่อนเสียงลงและพูดกับอวี่สวี่ขึ้น “ในแฟ้มประวัติของเหยียนเจียเฉิงมีบันทึกเรื่องถูกไล่ออกแล้ว สำนักงานชุมชนก็ช่วยหางานอื่นให้เขาไม่ได้”
อวี่สวี่เห็นท่าทางอ่อนแอของเหยียนเจียเฉิง ยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าเขาดูอ่อนแอและไร้ค่าอย่างมาก เทียบกับหลินเย่แล้วแทบไม่อยู่ในระดับเดียวกันเลย
โดยเฉพาะคนหนึ่งล้มจนลุกไม่ขึ้น กับอีกคน...ทำเธอลุกจากเตียงไม่ไหว
คิดมาถึงตรงนี้ ดวงตาของอวี่ลี่ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า เธอรีบก้มหน้าลงแสร้งทำเป็นเสียใจ เพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นความรู้สึกในใจ
“เจียเฉิง พรุ่งนี้แกลองไปเดินแถวสวนสาธารณะหน่อย เผื่อจะมีงานใช้แรงให้ทำบ้าง ก็รีบคว้าไว้เลยนะ”
“พ่อ ผมไม่มีแรงขนาดนั้นหรอกครับ” เหยียนเจียเฉิงทำหน้าบึ้งอย่างไม่เต็มใจ
“ให้แกลองทำไปก่อน เดี๋ยวอีกหน่อยพ่อจะลองไปขอร้องหลิวไห่จงดูว่าพอจะฝากแกเข้าไปทำงานชั่วคราวที่โรงงานเหล็กได้ไหม”
“อีกอย่าง ถึงจะไปทำงานแบกหาม ก็ยังไม่รู้เลยว่าเขาจะรับแกรึเปล่า แล้วแกจะมานั่งบ่นอะไรตรงนี้ ?”
“ถ้าไม่ได้จริง ๆ แกก็ไปเก็บของเก่าขายก็ยังดี !” เหยียนปู้กุ้ยสั่งอย่างดุดันแบบไม่ไว้หน้า
บ้านก็ลำบากขนาดนี้แล้ว เหยียนเจียเฉิงยังจะมาทำท่าทางเลือกงานอีก ?
“พ่อพูดถูกแล้วล่ะ”
อวี่สวี่ก็พยักหน้าเห็นด้วย แต่ในใจกลับคิดอีกอย่าง ถ้าเหยียนเจียเฉิงไม่ออกไปทำงาน แล้วเธอจะมีโอกาสไปหา หลินเย่ได้ยังไง ?
ยิ่งเป็นงานหนักยิ่งดี กลับบ้านมาจะได้เหนื่อยจนหลับเป็นตาย จะได้ไม่ต้องมายุ่งกับเธอ ! พอได้ยินแม้แต่ภรรยายังพูดแบบนี้ เหยียนเจียเฉิงก็ได้แต่พยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ
ตอนนี้เขาตกงาน ส่วนอวี่สวี่อย่างน้อยก็มีเงินเดือนแล้ว จะให้เขาไปเถียงอะไรได้ ? หลังจากพูดคุยกันเสร็จ บ้านตระกูลเหยียนก็ดับไฟเตรียมตัวพักผ่อน
“อวี่สวี่… ช่วยฉันหน่อยได้ไหม ?” เหยียนเจียเฉิงพยายามจะสวมกอดอวี่สวี่ แต่กลับโดนเธอยื่นมือกันเอาไว้
อวี่สวี่ตอบด้วยเสียงหงุดหงิด “ช่วย ? จะให้ฉันช่วยยังไง ? ฉันไม่ใช่หมอนะ ! นายลุกไม่ขึ้น ฉันจะช่วยยังไงได้ ?”
“ฉันได้ยินมาว่า… แค่ให้เมียช่วยกระตุ้นนิดหน่อย… บางทีมันอาจจะ…ตื่นขึ้นมาก็ได้นะ…”
“ฉันไม่ได้หลับบนเตียงเดียวกับนายรึไง ? ตอนนี้ก็ลุกขึ้นมาให้ฉันดูหน่อยสิ” อวี่สวี่ลุกนั่งกอดอกมองเหยียนเจียเฉิงด้วยสายตาประชดประชัน
แค่ไส้เดือนน้อยที่อ่อนปวกเปียก จะไปเทียบกับมังกรสวรรค์ได้อย่างไร ?
...
เหยียนเจียเฉิงหน้าแดงจนเกือบลามไปถึงใบหู ไม่กล้าตอบโต้อวี่สวี่เสียงดัง
“เข้านอน ! รอจนกว่าของนายจะตื่นได้ก่อนค่อยว่ากัน”
หลังพูดจบ อวี่สวี่ค่อย ๆ ขยับไปนอนอีกฝั่งของเตียง ไม่ยอมให้เหยียนเจียเฉิงเข้าใกล้ เมื่อเห็นแบบนั้น เหยียนเจียเฉิงก็รู้สึกเจ็บใจ หันหน้าหลบไปนอนอีกฝั่งอย่างเงียบ ๆ
อวี่สวี่เห็นเขาไม่พยายามเถียง ก็ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย
ตอนนี้บนร่างกายของเธอ เต็มไปด้วยรอยที่หลินเย่ทิ้งไว้ โดยเฉพาะบริเวณ...จุดสำคัญ ที่แดงจัดและยกตัวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อครู่ตอนนั่งคุยกันที่บ้านตระกูลเหยียน รู้สึกปวดหน่วงไปทั่วตัว คืนนี้ไม่ใช่แค่อวี่สวี่ที่นอนไม่หลับ ยังมีอีกคน ที่ใจสั่นไม่สงบเหมือนกัน
ย้อนกลับไปตอนที่อวี่สวี่กลับมาถึงบ้านตระกูลเหยียน
เจียตงสวี่เดินกลับบ้านด้วยตัวสั่น ไม่ใช่แค่เพราะความหนาวเย็นของคืนวันเท่านั้น แต่ยังมีความเย็นยะเยือกจากข้างในจิตใจส่งผ่านออกมาอีกด้วย...