เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 115 บ่อนพนันกำลังจะเชือดแกะอ้วน

บทที่ 115 บ่อนพนันกำลังจะเชือดแกะอ้วน

บทที่ 115 บ่อนพนันกำลังจะเชือดแกะอ้วน


บทที่ 115 บ่อนพนันกำลังจะเชือดแกะอ้วน

เหยียนเจียเฉิงหยิบหนังสือแจ้งการไล่ออกของโรงงานออกมา

เหยียนปู้กุ้ยรับมาด้วยมือที่สั่นเทา พอมองดูแล้ว สองตาก็มืดลง เขาวางหนังสือแจ้งลงบนโต๊ะอย่างหมดแรง

ฝีเท้าโซซัดโซเซ ชี้ไปที่จมูกของเหยียนเจียเฉิงแล้วด่าว่า "แก ! แกไม่ได้บอกว่าเป็นอุบัติเหตุจากการทำงานเหรอ ? เพื่อช่วยเครื่องจักรของโรงงานไม่ใช่เหรอ ? "

"แล้วตอนนี้ทำไมถึงกลายเป็นทะเลาะวิวาทไปได้ ? "

"แล้วก็ ครึ่งเดือนกว่านี้แกไปทำอะไรมาหา? พูดสิ ! ! "

"อ๊าก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ......"

เหยียนเจียเฉิงถูกด่าจนสติแตก ร้องไห้ออกมา

เขาไม่กล้ามองหน้าของคนอื่น ๆ ในบ้านเลย โดยเฉพาะภรรยาของเขา

ความจริงแล้ว ตอนนี้สีหน้าของอวี่สวี่ดูเศร้ามาก ไม่ใช่แค่เพราะเหยียนเจียเฉิงถูกไล่ออก แต่ยังหมดหวังกับชีวิตในอนาคตของตัวเองด้วย

ป้าสามร้องไห้ออกมาอย่างไม่หยุด พาลเหวี่ยงไปมาและพยายามทำทุกอย่างเหมือนคนอยากฆ่าตัวตาย

ที่หน้าบ้าน มีคนกลุ่มหนึ่งยืนดูเหตุการณ์อย่างสนุกสนานและตั้งใจฟัง

ไม่คิดว่าเหยียนเจียเฉิงจะถูกไล่ออกจริง ๆ

“เหยียนเจียเฉิงถูกไล่ออกแล้ว ! !”

“ตอนนี้เหยียนเจียเฉิงไม่มีงานทำ แบบนี้ครอบครัวเหยียนจะอยู่ยังไงกันดี ? ถ้าได้เงินจากเหยียนปู้กุ้ยที่ทำงานกวาดล้างห้องน้ำคนเดียว จะเลี้ยงคนทั้งบ้านได้ยังไง ?”

“ใช่เลย ตอนนี้ของกินของใช้ขาดแคลน ครอบครัวเหยียนมีคนเยอะแยะขนาดนี้ ยังต้องไปซื้อข้าวในราคาสูงอีก”

“ช่างมันเถอะ ปล่อยให้เหยียนปู้กุ้ยคุยโอ้อวดไปเลย ยังมาบอกว่าลูกชายตัวเองบาดเจ็บจากงานอีกเหรอ ? ไร้ยางอายจริง ๆ !”

“สุดท้ายก็โดนคนอื่นทุบตีจนบาดเจ็บนี่แหละ...”

“พวกแกว่าไหม ตอนนี้เมียของเหยียนเจียเฉิงคงเสียใจจนแทบขาดใจเลยใช่มั้ย ?”

“ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่ยอมแต่งงานกับหลินเย่ เลยต้องไปแต่งกับเหยียนเจียเฉิงที่ไม่มีอนาคต”

"ถุย ! ไอ้เด็กเหลือขอหลินเย่นั่นก็ไม่ใช่คนดีอะไรหรอก" กลุ่มป้า ๆ พวกนั้นพูดคุยเรื่องครอบครัวเหยียนด้วยความสะใจและล้อเลียน

โดยเฉพาะเจียจางซื่อ ตอนนี้เล่นใหญ่สุด ๆ เพราะป้าสามดันไปพูดถึงลูกชายของเธอ เธอเลยระบายความแค้นทั้งหมดใส่เหยียนปู้กุ้ย

พอคนอื่นพูดถึงหลินเย่ เธอก็ด่าซะแรง ด่าจนไม่เหลือชิ้นดี แต่เธอกลับไม่รู้เลยว่า คนรอบข้างต่างมองเธอด้วยสายตาดูแคลน ราวกับกำลังพูดว่า ถึงหลินเย่จะไม่ค่อยเข้าพวก แต่ก็ยังดีกว่าลูกชายของเธอตั้งเยอะ !

“แบบนี้...จะมีชีวิตอยู่กันต่อไปยังไง...”

ใบหน้าเหยียนปู้กุ้ยซีดเซียวไร้ชีวิต ดวงตาเหม่อลอย ราวกับแก่ลงไปสิบกว่าปีในชั่วพริบตา ครอบครัวเหยียนลำบากอยู่แล้ว บวกกับยุคนี้ที่ข้าวของหายาก อะไรก็ขาดแคลน

คนในบ้านตั้งหลายปากต้องกินข้าว แถมบางทียังต้องซื้อข้าวสารราคาแพงอีก ตอนนี้เหยียนเจียเฉิงโดนไล่ออก จะหวังพึ่งแค่เงินเดือนของเขาคนเดียวเลี้ยงคนทั้งบ้านได้ยังไงกัน ?

พอคิดมาถึงตรงนี้ เหยียนปู้กุ้ยก็เริ่มกระวนกระวายเหมือนหนูติดจั่น เดินวนไปวนมาอยู่ในบ้านอย่างร้อนรน ส่วนคนอื่น ๆ ในบ้านก็นั่งกันเงียบ ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง น้ำตาไหลอาบแก้ม ทั้งที่ในแววตานั้นกลับว่างเปล่าไร้ความรู้สึก

เมื่อผ่านไปพักใหญ่ เหยียนปู้กุ้ยกัดฟันแน่น วิ่งเข้าไปในห้องนอน เขาหยิบเหล้าชั้นดีที่เก็บไว้ตั้งแต่แต่งงานออกมาสองขวดด้วยความเจ็บใจ

จากนั้นก็หยิบเงินสามสิบหยวนจากห่อผ้าเล็ก ๆ ออกมา

ตอนที่กำลังจะเก็บห่อผ้าคืน เขากลับลังเล ก่อนจะกัดฟันแน่นอีกครั้ง แล้วหยิบเพิ่มมาอีกหนึ่งร้อยหยวน

เมื่อหยิบเงินครบ เขาเดินออกมา เห็นเหยียนเจียเฉิงนั่งซึมหน้าหมดอาลัยตายอยากอยู่

เขาก็ยิ่งโมโหจนพูดแทบไม่ออก

“ยังจะนั่งเซ่ออยู่ทำไมอีก ? ลุก ! ไปกับฉัน !” เหยียนเจียเฉิงเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างงุนงง

“พ่อ... จะไปไหนเหรอ ?”

“ไปที่สำนักงานชุมชน ! ไปขอร้องเขาดูหน่อย ถึงจะกลับไปทำงานที่โรงงานเหล็กไม่ได้ อย่างน้อยก็ลองดูว่ามีอะไรที่พอจะให้แกทำได้บ้าง” เหยียนปู้กุ้ยพูดอย่างหงุดหงิด

ตอนแรกที่เหยียนเจียเฉิงเข้าไปทำงานในโรงงานเหล็ก เขาเป็นคนไปขอร้องที่สำนักงานชุมชนด้วยตัวเอง และยังต้องเสียเงินไม่ใช่น้อย เพื่อให้ลูกชายได้ตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราว

ไม่คิดเลยว่าไอ้ลูกคนนี้จะไม่รู้จักรักษาโอกาส ไม่ตั้งใจทำงาน ไม่รีบคว้าโอกาสเพื่อบรรจุเป็นพนักงานประจำ

แถมสุดท้ายยังโดนไล่ออกอีก

คิดแล้วเหยียนปู้กุ้ยก็ยิ่งโมโห เตะลูกชายที่นั่งหมดอาลัยตายอยากไปหนึ่งทีอย่างแรง

ตอนนี้เหยียนเจียเฉิงไม่มีงานทำแล้ว ก็ไม่กล้าหัวแข็งเหมือนเมื่อก่อน เขาปัดรอยเท้าบนเสื้อผ้าออกเงียบ ๆ ก่อนจะเดินตามพ่อออกไป

แต่ก่อนจะออกจากบ้าน เหยียนปู้กุ้ยก็หันมาบอกอวี่สวี่ว่า “ลูกสะใภ้ เรื่องที่พูดไว้กับเธอก่อนหน้านี้ ดูท่าจะต้องรีบจัดการแล้วล่ะ เดี๋ยวเธอไปบ้านหลินเย่หน่อยนะ แกล้งทำเป็นน่าสงสารหน่อย ดูสิว่าเขาจะมีงานให้ทำบ้างมั้ย...”

เดิมทีครอบครัวตระกูลเหยียนวางแผนไว้ว่าจะรออีกสักพัก รอให้ลมหนาวพัดมา อากาศเย็นลงก่อน

ค่อยให้อวี่สวี่ไปช่วยหลินเย่ทำความสะอาดบ้าน เพื่อหารายได้เสริมเลี้ยงครอบครัว

เพราะช่วงหน้าหนาว น้ำค่อนข้างเย็นจนเจ็บมือ ถ้ามีคนช่วยทำงานบ้านบ้าง เชื่อว่าหลินเย่ ซึ่งเป็นผู้ชายอยู่คนเดียว คงไม่ปฏิเสธ แต่ตอนนี้ ครอบครัวเหยียนรอไม่ไหวอีกแล้ว

เมื่ออวี่สวี่ได้ยินดังนั้น หัวใจของเธอก็พลันเต้นแรง

“.....”

แต่เธอก็ยังคงทำหน้าเหม่อลอย ก้มหน้าพูดเสียงเบาแค่คำเดียว

“อืม...”

เหยียนปู้กุ้ยเองก็รู้ดีว่ามันน่าอับอายแค่ไหน แต่เมื่อสถานการณ์บ้านของเราถึงจุดนี้แล้ว เขาก็ไม่มีเวลามาแคร์ศักดิ์ศรีอีกต่อไป เขามองอวี่สวี่ด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย จากนั้นก็พาเหยียนเจียเฉิงไปที่สำนักงานชุมชน

และในขณะที่ครอบครัวเหยียนกำลังพยายามหาทางออก เสียงซุบซิบในซื่อเหอหยวนก็ยังคงดังไม่หยุด พวกชาวบ้านต่างพูดคุยกันไม่รู้จบเรื่องที่เหยียนเจียเฉิงถูกไล่ออก

อีกด้านหนึ่ง

ที่บ่อนพนัน เจียตงสวี่กำลังเล่นพนันอย่างดุเดือด

“เจ็ดแต้ม !”

“ฉัน... เก้าแต้ม ! !”

“บ้าชะมัด! เปลี่ยนเกมเถอะ เกมนี้มันซวยเกินไปแล้ว”

“กลัวนายหรือไงล่ะ อยากเล่นอะไรก็ว่ามา”

“เล่น ‘จินฮวา’ (ไพ่สามใบ) !”

“เอาสิ มาเลย...”

ช่วงแรก เจียตงสวี่ยังเล่นได้ดี ชนะติด ๆ กัน ได้เงินมาไม่น้อย แต่ไม่นาน ไพ่เจ้ากรรมในเกมจินฮวาก็ทำให้เขาเสียเงินที่ชนะมาทั้งหมดคืนไป แทนที่เขาจะหยุด เจียตงสวี่กลับตาลุกเป็นไฟ วางเดิมพันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในหัวของเขามีแต่เสียงเดียวดังอยู่ตลอดเวลา  “ฉันต้องชนะ ฉันต้องเอาคืนให้ได้ !”

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ในห้องแยกของบ่อนพนัน พี่หลงกอดสาวน้อยเอวบางคนหนึ่งชื่อเสี่ยวชุนฮวา เสียงเก้าอี้ดังเอี๊ยดอ๊าดไม่หยุด เสียงดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ

ผ่านไปพักใหญ่ พี่หลงก็ถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง

เสี่ยวชุนฮวาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา ค่อย ๆ ซับเหงื่อให้เขาด้วยท่าทีอ่อนโยน ส่วนเจียตงสวี่ที่อยู่ข้าง ๆ ยังคงจมอยู่กับความสิ้นหวัง

สิ่งรอบตัวเขา… เหมือนเขาไม่มีตัวตนอีกต่อไปแล้ว

ตอนนี้ เจียตงสวี่ยังพึมพำกับตัวเองอย่างไม่หยุด

“ทำไมเป็นแบบนี้... ทำไมต้องเป็นแบบนี้... ทำไมเขาถึงได้ ‘ไพ่เสือดาว’ ด้วยนะ!” (ไพ่เสือดาว คือ ไพ่สามใบแต้มเหมือนกัน ถือว่าใหญ่สุดในเกมจินฮวา)

“ตงสวี่ เป็นอะไรไปเหรอ ?” เสียงดังขึ้นมาข้างหู

“เล่นพนันก็ไม่ได้หมายความว่าต้องแพ้ตลอดนี่นา มีแพ้ก็ต้องมีชนะ วันหลังเอาคืนก็ยังได้” พี่หลงพ่นควันบุหรี่ออกมา ทิ้งตัวเอนพิงเก้าอี้ ปล่อยให้เสี่ยวชุนฮวาก้มหน้าทำความสะอาดตัวเขาอย่างเอาใจ

“ใช่ครับพี่หลง ! พรุ่งนี้ผมต้องกลับมาชนะได้แน่ !”

เจียตงสวี่เหมือนได้รับพลังใจพร้อมกับดวงตาเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่น มองไปที่พี่ชายคนสนิทของเขา

สายตาของเขามองผ่านไปยังเสี่ยวชุนฮวา ที่กำลังย่อตัวถูพื้นอยู่ไม่ไกล บั้นท้ายกลมกลึงขยับไปมาอย่างช้า ๆ

แววตาของเขาเริ่มเปล่งประกายด้วยความรุ่มร้อนขึ้นมา

“โอเค เรื่องพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” พี่หลงพูดอย่างใจเย็นพร้อมกับเสียงเริ่มจริงจัง

“แต่ตงสวี่ นาย...ถึงเวลาต้องเคลียร์หนี้แล้วนะ วันนี้ 530 หยวน แล้วก็ก่อนหน้านั้นอีก 1,200 หยวน รวมแล้วก็ 1,730 หยวน”

“เศษ 30 ไม่คิดก็ได้ ฉันเคยบอกแล้วนี่ ว่านายเป็นพวกเดียวกับฉัน ฉันจะไม่คิดเล็กคิดน้อยกับน้องชายอย่างนายหรอก”

พี่หลงพูดพร้อมรอยยิ้ม เหมือนไม่สนใจเลยว่าเจียตงสวี่กำลังแอบมองเสี่ยวชุนฮวาอย่างเล้าโลม

"นี่..........พี่หลงครับ รอให้พรุ่งนี้ผมชนะแล้วค่อยคืนได้ไหมครับ ? พรุ่งนี้ผมต้องชนะแน่ ถึงตอนนั้นค่อยคืนให้พี่ทีเดียว"

ทันทีที่เจียตงสวี่พูดจบ แววตาอันร้อนแรงของเขาก็ดับลงทันที

เมื่อเห็นพี่หลงล้วงเอาใบสัญญากู้ยืมหนาเตอะออกมา ค่อย ๆ ไล่เปิดดูแต่ละแผ่นต่อหน้าเขาอย่างใจเย็น

เจียตงสวี่เพิ่งได้รู้... ว่าตัวเองเป็นหนี้มากขนาดนี้เข้าแล้ว

เขารู้สึกคับแค้นในใจ แต่ก็ทำได้แค่พูดกับพี่ชายคนสนิทของตัวเองด้วยน้ำเสียงขมขื่นว่า....

จบบทที่ บทที่ 115 บ่อนพนันกำลังจะเชือดแกะอ้วน

คัดลอกลิงก์แล้ว