เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 108 ซาชูช่างโง่จริง ๆ

บทที่ 108 ซาชูช่างโง่จริง ๆ

บทที่ 108 ซาชูช่างโง่จริง ๆ


บทที่ 108 ซาชูช่างโง่จริง ๆ

“ยายครับ ผมเข้าใจแล้ว”

“ต่อไปถ้าใครกล้ามาล้อผมอีก ผมจะตีเขาจนร้องไห้เลย... !” ซาชูเหมือนได้รับรู้ความจริงบางอย่าง เขาฉีกยิ้มกว้างอย่างตื่นเต้นและหัวเราะอย่างโง่งม

หญิงชราหูหนวกยิ้มอย่างพอใจแล้วพูดขึ้น “นั่นแหละถูกต้องแล้ว แต่คนที่อายุมากกว่าแกยังซ้อมไม่ได้นะ ถ้าข่าวแพร่ออกไปว่าเด็กรุ่นหลังอย่างแกไปตีผู้ใหญ่จะทำให้เสียชื่อเสียง”

“แต่ถ้าใครก็ตามมาทำร้ายแก ไม่ว่าจะเป็นเหยียนเจียเฉิงที่ลานหน้า เจียตงสวี่ที่ลานกลาง หรือหลินเย่ที่ลานหลัง พวกเขาคนไหนจะสู้แกได้ ?”

ซาชูพยักหน้าอย่างภูมิใจ “ยายพูดถูกหมดเลยครับ พวกเขาไม่มีใครชนะผมได้”

“แต่ว่า... ซาชูเอ้ย...”

หญิงชราหูหนวกเห็นท่าทาง 'ฟ้าที่หนึ่ง ปฐพีที่สอง ตัวข้าที่สาม' ของซาชูแล้ว กังวลว่าเขาจะไม่เกรงกลัวฟ้าดินจริง ๆ แล้วไปหาเรื่องชกต่อยกับคนอื่น จึงพูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมเมตตาอีกครั้งว่า

"ตอนที่จะชกคนก็ต้องระวังด้วยนะ ท้ายที่สุดแล้วแกเก่งแค่ไหนก็มีตัวคนเดียว ถ้าบ้านเขามีคนเยอะ แล้วพากันมารุมแก แกจะทำยังไง ? "

ซาชูตบหน้าอกตัวเองอย่างมั่นใจแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเคยเรียนมวยปล้ำมาแล้ว คนในลานบ้านนี้น่ะ ผมคนเดียวสู้ได้สามคนสบาย ๆ !”

หญิงชราหูหนวกได้ยินแบบนั้นก็หรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้น “ซาชูเอ้ย ถึงแกจะสู้ได้สามคน แล้วถ้ามันมาสี่ห้าคนล่ะ จะทำยังไง ?”

“ฟังยายนะ เวลาจะชกต่อยกันน่ะ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปเริ่มก่อน แต่ถ้าจะสู้ ก็ต้องเล่นให้ถึงที่สุด จับสักคนไว้ก่อน แล้วอัดให้เขานอนแน่นิ่งยอมแพ้ไปเลย คนอื่นจะได้กลัว ไม่กล้าเข้ามารุมอีก”

“แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเผลอตีแรงไป ถ้าแกเป็นฝ่ายถูก ไม่ต้องห่วง ยายจะเป็นคนรับหน้าแทนให้เองทุกเรื่อง !”

พอได้ยินคำว่า “ไม่ว่าเรื่องอะไร ยายจะเป็นคนรับหน้าให้เอง” หัวใจของซาชูก็พลันอบอุ่นขึ้นมา น้ำตาแทบจะไหล

ตั้งแต่พ่อของเขา เฮอต้าชิงหนีไป เขาก็ต้องทนลำบากมามาก

เด็กหนุ่มคนเดียวต้องเลี้ยงน้องสาว มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แม้อี้จงไห่จะคอยดูแลอยู่บ้างแต่ก็แค่ช่วยพูดแทนเวลาเขามีปัญหากับคนอื่นเท่านั้น แต่วันนี้ คำพูดที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นจากหญิงชราหูหนวก ทำให้ซาชูซาบซึ้งจนแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่

“ยาย... ขอบคุณนะครับ”

เสียงของซาชูเริ่มสั่นเครือด้วยความตื้นตันใจ

หญิงชราหูหนวกเผยรอยยิ้มอ่อนโยนอีกครั้ง ยกมือขึ้นลูบหลังมือของซาชูเบา ๆ “ซาชูเอ้ย ยายมองแกเหมือนหลานแท้ ๆ คนหนึ่งเลยนะ ถ้ายายไม่ดีกับแก แล้วจะให้ยายไปดีกับใครล่ะ ?”

จากนั้นยายก็พูดต่อว่า

“ซาชู ถ้าแกจัดการพวกนั้นไปสักสองสามครั้ง คนในลานก็จะรู้เองว่าแกไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกได้ง่าย ๆ พวกเขาก็จะไม่กล้าดูถูกหรือกล้ามาแกล้งแกอีก”

ซาชูพยักหน้ารับอย่างแรง  “ครับยาย ผมจะจำไว้ให้ขึ้นใจเลย !”

หญิงชราหูหนวกเห็นว่าซาชูเริ่มคล้อยตามแล้ว ก็เริ่มเข้าสู่จุดประสงค์ที่แท้จริงแล้วพูดขึ้น “ซาชูเอ้ย แค่ทำแบบนั้น ยังเรียกว่า ‘ยืนหยัด’ ไม่ได้หรอกนะ”

ซาชูเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “หา ? แค่นี้ก็ยังไม่พอเหรอครับ ?”

หญิงชราหัวเราะพลางบ่นเบา ๆ

“ซาชูเอ้ย แบบนั้นมันทำให้คนกลัวแกก็จริง... แต่ไม่ได้ทำให้ใคร ‘นับถือ’ แกจริง ๆ หรอกนะ ยายเห็นแกโตมาตั้งแต่เล็ก แกเป็นคนจิตใจดีมาแต่ไหนแต่ไร เป็นเด็กดีของยายเสมอเลย”

“เพราะงั้น ต่อไปก็ต้องเคารพผู้ใหญ่ แล้วก็ช่วยเหลือคนอื่นให้มาก ๆ แบบนี้แหละ ถึงจะได้มีชื่อเสียงดี ๆ พอคนเห็นว่าแกไม่ใช่แค่สู้เก่ง แต่ยังเป็นคนดีมีน้ำใจ ใครจะกล้ามาดูถูกหรือแกล้งแกได้อีกล่ะ ?”

“แกก็อายุจะยี่สิบแล้วนะ เดี๋ยวยายจะไปหาแม่สื่อให้ หาเมียดี ๆ สักคนให้ ชีวิตจะได้ลงตัวสักที อย่างหลินเย่ที่อยู่ลานหลังนั่นไง ไม่ใช่เพราะชื่อเสียงไม่ดีหรอกเหรอ ถึงโดนเหยียนปู้กุ้ยปาดหน้าคว้าไปก่อน...”

หญิงชราหูหนวกเริ่มพูดหนัก ๆ แบบ “เมียดี ลูกน่ารัก บ้านอบอุ่น” ใส่เต็มที่ ซาชูหลงกลจนถอนตัวไม่ขึ้น จมอยู่ในความฝันหวานอย่างไม่รู้ตัว

จินตนาการว่าตัวเองได้แต่งงาน มีเมียน่ารัก หน้าตาเคลิ้มยิ้มไม่หุบ หญิงชรามองหน้าท่าทางเหม่อลอยของซาชู ก็แอบหัวเราะอยู่ในใจ ก่อนจะพูดถามขึ้น “หลานรักเอ๊ย แล้วแกชอบหญิงสาวแบบไหนล่ะ ?”

คำเรียกของเธอเปลี่ยนจาก “ซาชูเอ้ย” เป็น “หลานรัก” อย่างแนบเนียน ค่อย ๆ ปลูกฝังให้ซาชูรู้สึกว่าเธอคือคุณยายของเขาจริง ๆ  ซาชูนิ่งไปสักพัก ก่อนที่ภาพของฉินหวยหรูจะลอยขึ้นมาในหัวโดยไม่ทันตั้งตัว

เขาตอบกลับออกมาอย่างเขินอาย “ก็...แบบพี่ฉินนั่นแหละครับ แค่สวยแบบนั้นก็พอแล้ว !”

หญิงชราหูหนวกดวงตาเปล่งประกายพลางยิ้มออกมาแล้วพูดขึ้น “หลานรักของยายมีงานทำ ร่างกายก็แข็งแรง ยายจะหาเจ้าสาวสวย ๆ ให้แกแน่นอน !”

“ขอบคุณยายมาก ๆ เลยครับ ยายใจดีมาก !”

ซาชูหัวเราะอย่างดีใจแล้วถามต่อ “ยายครับ แล้วผมจะทำยังไงถึงจะมีชื่อเสียงดีได้ล่ะครับ ?”

พอได้ยินคำถามนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงชราก็ยิ่งกว้างขึ้น “เรื่องนี้ง่ายมาก แกฟังยายดี ๆ ไม่ผิดหวังแน่นอน !”

“อย่างที่คำโบราณเขาว่าไว้ ‘ความกตัญญูเป็นคุณธรรมอันดับหนึ่ง’”

“ถ้ามีเวลาว่างก็มาอยู่กับยายบ่อย ๆ คุยกันบ้างนะ ยายจะไปพูดดี ๆ ให้คนอื่นเห็นว่าหลานเป็นเด็กกตัญญู ชื่อเสียงและความกตัญญูของแกก็จะได้แพร่หลายไปไกล”

“แล้วต่อไปถ้าแกทำกับข้าวได้อร่อย เหมือนวันนี้ที่ตักใส่ถ้วยเล็ก ๆ มาให้ยายลิ้มรส ยิ่งดีใหญ่เลย !”

เฮ่ออวี่สุ่ยมักจะท้องหิวอยู่บ่อย ๆ แต่ซาชูในฐานะพ่อครัว ตั้งแต่สำเร็จวิชามา ก็ไม่เคยขาดแคลนของกิน

ดังนั้นจึงไม่รู้สึกว่าการตักให้หญิงชราจะเป็นเรื่องลำบากอะไร เขารีบตบอกรับปากทันที

“ยายวางใจได้เลยครับ ต่อไปถ้ามีของอร่อย ผมจะเป็นคนแรกที่เอามาให้ยายลิ้มลองแน่นอน”

หญิงชราหูหนวกเห็นว่าตัวเองประสบความสำเร็จ จึงแสดงรอยยิ้มบนใบหน้าขึ้นมาอย่างอบอุ่น

“ดี ! ดี ! ดี !”

“ต่อไปเวลามา ต้องให้ทุกคนในบ้านเห็นให้หมดเลยนะ ให้ทุกคนรู้ว่าแกเป็นคนกตัญญู !”

“รู้แล้วยาย ผมจะมาเวลาที่คนเยอะ ๆ แน่นอนครับ” ซาชูพยักหน้าด้วยความตื่นเต้นเต็มที่

หลังจากคุยกันสักพัก ซาชูช่วยพยุงหญิงชราหูหนวกลุกขึ้นนอนบนเตียง แล้วก็ยิ้มโง่ ๆ ถือถ้วยเดินออกไปนอกห้อง

คนในลานบ้านที่เห็นเหตุการณ์นี้ ต่างก็เงียบงัน

คนในลานบ้านเมื่อเห็นภาพนี้ ต่างก็รู้สึกพูดไม่ออก

แต่ละคนต่างก็บ่นในใจว่า มีแต่ชื่อที่ตั้งผิด ไม่มีฉายาที่เรียกผิดจริง ๆ ซาชูสมกับคำว่าโง่จริง ๆ !

คนอื่น ๆ ที่ปกติจะหลีกเลี่ยงหญิงชราหูหนวกและอี้จงไห่ แต่ซาชูกลับรีบวิ่งเข้าไปหาทันที ไม่เห็นหรือไงว่าแม้แต่เจี่ยตงซวี่ศิษย์รักของอี้จงไห่ สองวันนี้ยังไม่ค่อยได้เข้าใกล้อี้จงไห่เลย ? !

พวกเขายังไม่รู้ว่า เพียงแค่อาหารมื้อเดียว หญิงชราหูหนวกก็ได้ทำการล้างสมองซาชูเสร็จสิ้นแล้ว

อีกฝั่งหนึ่ง หลินเย่ก็เริ่มยุ่งอยู่กับการทำครัวใหม่ที่เพิ่งตกแต่งเสร็จ กลิ่นเนื้อหอมกับกลิ่นกากหมูทอดลอยอบอวลไปทั่วลานบ้านอย่างรวดเร็ว

แม้แต่คนอยู่ลานหน้าก็ได้กลิ่นหอมลอยมา คนในบ้านตระกูลเหยียนที่กำลังกินผักดองกับหมั่นโถ ก็กลืนน้ำลายกันไปมา

“หอมจังเลย~~”

เหยียนเจียฟางย่นจมูก สูดลมหายใจด้วยความหิวอยากกินมาก “คงเป็นหลินเย่ที่กำลังกินเนื้ออีกแล้วล่ะ~~”

ป้าสามกำลังกินหมั่นโถในมือแล้วยิ้มออกมาด้วยความอิจฉา

อวี่สวี่มองหมั่นโถวที่ได้มา กับผักดองไม่กี่ชิ้น พร้อมกลิ่นกากหมูทอดในอากาศ ใจของเธอก็รู้สึกขมขื่น

“ถ้าไม่ใช่เขาแล้ว ใครล่ะ ?” เหยียนปู้กุ้ยหยิบหมั่นโถเข้าปากก่อนจะพูดด้วยเสียงแผ่วเบา

"พ่อ ตอนหลินเย่กลับมา พ่อไม่ได้ขอเนื้อจากเขาเหรอ ? "

"ผมได้รับบาดเจ็บจากการทำงานนะ.........."

เหยียนเจียเฉิงชี้ไปที่รอยฟกช้ำบนตัวเขา พูดด้วยสีหน้าภาคภูมิใจอย่างจงใจ

เขากล้าพูดได้ที่ไหนว่านี่เกิดจากการทะเลาะวิวาท ดังนั้นจึงกุเรื่องขึ้นมาว่าเป็นอุบัติเหตุจากการทำงาน

"บอกแล้ว ไม่ได้ผล ไอ้เด็กนั่นมันไม่เล่นด้วย มันไม่ยอมให้" เหยียนปู้กุ้ยพูดอย่างด้วยเสียงแผ่วเบา

"เฮ้อ~ หลินเย่คนนี้กินหรูอยู่สบายทุกวัน ตอนนั้นไม่น่าไปร่วมมือกับอีจงไห่เล่นงานเขาเลยจริง ๆ "

เหยียนเจียเฉิงนึกถึงสภาพบ้านตัวเองตอนนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาอย่างเสียใจ

อวี่สวี่ที่อยู่ข้าง ๆ ก้มหน้าเงียบไม่พูดอะไร แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

"ฮึ่ม ! มันก็แค่ไอ้เด็กเนรคุณคนหนึ่ง ไม่มีความเห็นใจเลยสักนิด"

"ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อแกถูกใส่ร้ายจนไม่ได้เป็นครู จะถึงตาให้มันมาผยองแบบนี้ได้ยังไง ? "

ป้าสามเบะปาก ในใจอิจฉา แต่ปากกลับสาปแช่ง

“ไม่ได้เด็ดขาด !”

เหยียนปู้กุ้ยวางตะเกียบลงอย่างแรงพร้อมกับวางแผนแล้วพูดขึ้น “ตอนนี้บ้านเราลำบากขนาดนี้ เหยียนเจียเฉิงก็ยังไม่รู้ว่าจะได้เป็นพนักงานประจำเมื่อไหร่ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ก็อดตายแน่ ๆ เราต้องหาทางให้คนช่วยเหลือครอบครัวของเราให้ได้...”

ลูกชายทั้งสามคนเมื่อได้ยินคำพูดของเหยียนปู้กุ้ย ต่างก็ทำหน้างงงวยมองเขาขึ้นมา

ใครจะมาช่วยเหลือครอบครัวพวกเขากันล่ะ ?

เหยียนปู้กุ้ยยังคงคิดหนักอยู่ในใจ แล้วจ้องไปที่อวี่สวี่ที่เงียบและก้มหน้าลง ทันใดนั้นความคิดบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัวของเขาอย่างรวดเร็ว...

จบบทที่ บทที่ 108 ซาชูช่างโง่จริง ๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว