เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 96 หลิวเจียและเหยียนเจียเฉิงต่างถูกพาตัวไป

บทที่ 96 หลิวเจียและเหยียนเจียเฉิงต่างถูกพาตัวไป

บทที่ 96 หลิวเจียและเหยียนเจียเฉิงต่างถูกพาตัวไป


บทที่ 96 หลิวเจียและเหยียนเจียเฉิงต่างถูกพาตัวไป

“ไม่ๆ ๆ ลูกชายฉันอย่างกวงฉีไม่มีทางขโมยของแน่นอน!” ป้าสองรีบลุกขึ้นมาแก้ต่างแทนลูกชายคนโตทันที

“อย่ามากล่าวหากันแบบไม่มีเหตุผลนะ! ผมกำลังจะเรียนจบ อีกไม่นานก็จะได้บรรจุเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จะไปทำเรื่องเลวๆ อย่างขโมยได้ยังไง!” หลิวกวงฉีตะโกนตอบกลับด้วยน้ำเสียงโมโห ราวกับรู้สึกว่าถูกดูหมิ่นอย่างหนัก

เมื่อหลิวกวงเทียนได้ยินแม่พูดเข้าข้างพี่ชายเพียงคนเดียว เขาก็ชะงักไปเล็กน้อยพร้อมกับน้อยใจขึ้นมา           และยังพูดยืนยันด้วยน้ำเสียงอีกครั้ง “ผมไม่ได้ขโมยนะครับ! ไม่ใช่ผมแน่นอน!”

“ผมก็ไม่ได้ขโมยเหมือนกัน...”

แม้แต่หลิวกวงฝู น้องคนเล็กสุดในบ้าน ยังพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว

“หึ หึ! ก็พวกแกนี่แหละที่ขโมยของ! สวรรค์ได้โปรดเปิดตาดูความชั่วของพวกมันด้วยเถอะ! ขอให้ฟ้าผ่าพวกมันให้ตายกันไปหมด!” เจียจางซือมองครอบครัวตระกูลหลิวด้วยแววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ก่อนจะตะโกนโวยวายราวกับคนสิ้นหวัง

“สหายเจียจางซือ ถ้าคุณยังโวยวายแบบนี้อีก เราจะจับคุณในข้อหาเผยแพร่ความเชื่อไร้สาระ!”

ไป๋หลิงทนฟังเสียงโวยวายของเจียจางซือต่อไปไม่ไหว จึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา ทันทีที่เสียงของเธอดังขึ้น เจียจางซือก็เงียบกริบ ก้มหน้าหลบตา ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว

“จากสถานการณ์ตอนนี้ ครอบครัวตระกูลหลิวถือว่าเป็นผู้ต้องสงสัยที่สุด ต้องตามทีมสืบสวนของพวกเรากลับไปสอบสวนเพิ่มเติม” เจิ้งเฉาหยางพูดกับคนในบ้านตระกูลหลิวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“คุณตำรวจครับ ผมเป็นช่างเหล็กระดับ 6 ของโรงงาน ถ้าถูกเรียกตัวไปโรงพัก แบบนี้ผมจะเอาหน้าไปทำงานต่อได้ยังไง...”

หลิวไห่จงพูดด้วยน้ำเสียงขอความเห็นใจพร้อมสีหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เขายังคงมีความฝันอยากเป็นผู้นำอยู่ ถ้าเรื่องนี้ถูกเปิดโปงขึ้นมา อนาคตของเขาคงดับวูบทันที

“นี่ไม่ใช่เรื่องที่มานั่งปรึกษา พวกคุณทั้งบ้านต้องกลับไปที่โรงพักกับพวกเรา!”

น้ำเสียงของเจิ้งเฉาหยางเย็นลงทันที

“พาตัวไป!”

ห่าวผิงชวนพูดขึ้นอย่างไร้ความรู้สึก ก่อนสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใส่กุญแจมือและพาครอบครัวตระกูลหลิวออกไปทันที “คุณตำรวจ ไหนๆ ก็จับหัวขโมยได้แล้ว งั้นเงินของฉันก็ต้องคืนมาด้วยสิ!”

เจียจางซือไม่ได้สนใจเสื้อผ้าที่เปื้อนฝุ่น ก่อนรีบลุกขึ้นมาทวงเงินอย่างไม่อายและจะหันไปมองเงินที่อยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างไม่ละสายตา

“ยังไม่ได้ครับ เรื่องหลิวไห่จงเป็นขโมยหรือไม่นั้น ยังไม่อาจสรุปได้แน่ชัด อีกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเงินของกลางหรือไม่นั้น ก็ต้องนำกลับไปตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง”

เจิ้งเฉาหยางส่ายหน้า ปฏิเสธอย่างชัดเจน

เจียจางซือแสดงท่าทีผิดหวังอย่างชัดเจน หันไปมองครอบครัวตระกูลหลิวที่ดูหมดหวัง ก่อนจะเริ่มพึมพำสาปแช่งอีกครั้ง

ไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็นำตัวครอบครัวตระกูลหลิวทั้งหมด รวมถึงเหยียนเจียเฉิง ฉินหวยหรูและเจียตงสวี่ ออกจากลานซื่อเหอหยวน โดยที่เจียตงสวี่กับฉินหวยหรูถูกแยกตัวออกไปให้สอบปากคำอีกห้อง

ถึงตำรวจจะออกไปแล้ว แต่คนในลานก็ยังไม่ยอมแยกย้าย ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์กันต่อ ทั้งเรื่องบ้านตระกูลหลิวขโมยเงินและเหยียนเจียเฉิงขโมยเสื้อชั้นในของฉินหวยหรู

เรื่องที่ชาวบ้านสนใจมากกว่าการเงินหาย ก็คือเรื่องที่เหยียนเจียเฉิงแอบขโมยเสื้อใน โดยเฉพาะที่สวี่ต้าม่าวเล่าเรื่องเหยียนเจียเฉิงชอบแอบฉินหวยหรูไปแถวซอยแปดมาเล่าให้ฟังอย่างละเอียด

ทำเอาชาซูโมโหจนต้องลุกขึ้นมาออกหน้าแทนฉินหวยหรู จนลานบ้านแทบแตกอีกรอบ!

“คราวนี้ ถ้าพวกแกไม่ตาย ก็ต้องไม่เหลือชิ้นดีแน่…”

หลินเย่เหลือบมองเจียจางซือที่ยังคงสาปแช่งครอบครัวหลิวอยู่ ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา แต่ในจังหวะนั้นเอง เขาก็รู้สึกได้ถึงสายตาของใครบางคนที่กำลังจ้องมองเขาจากด้านหลัง

หลินเย่รีบเก็บสีหน้าที่เครียดไว้ทันที แล้วเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะหันไปพูดกับเฮ่ออวี่สุ่ยว่า “อวี่สุ่ย เดี๋ยวช่วยจัดการปลานั่นให้พี่หน่อยนะ” แต่หางตาก็ยังแอบชำเลืองไปทางต้นตอของสายตานั้น ก็รู้สึกโล่งใจเมื่อเห็นว่าไม่ใช่ตำรวจที่แอบเฝ้าดูอยู่...

แต่กลับเป็นอวี่สวี่!

แม้จะรู้สึกโล่งใจ แต่หลินเย่ก็สัมผัสได้ว่าสายตาของอวี่สวี่นั้นดูผิดปกติไป

“ได้เลยค่ะ!” เฮ่ออวี่สุ่ยตอบกลับทันทีพร้อมกับยิ้มหวานออกมา หลินเย่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก หันหลังกลับแล้ว      มุ่งหน้าเข้าบ้านของตัวเอง ชาวบ้านที่เห็น ต่างพากันมองตามด้วยความอิจฉา “ลืมไปเลย ตอนหลินเย่กลับมา เขาหิ้วปลามาด้วยตั้งสามตัวแน่ะ”

“อวี่สุ่ย ปลานั่นหลินเย่เป็นคนตกมาเหรอ?”

“ใช่เลย! พี่หลินเย่น่ะเก่งสุดๆ ไปเลย ตกปลามาได้ตั้งสี่ตัวแน่ะ แต่ตอนบ่ายพวกเราย่างกินไปหนึ่งตัวแล้ว”

“อิจฉาชะมัด หลินเย่นี่เก่งไปหมด ทั้งล่าสัตว์ ทั้งตกปลา!”

“ฮึ! แต่เขาก็ใจดำนะ พวกบ้านตระกูลเจียของเราลำบากกันขนาดนี้ เงินก็โดนขโมยหมดและยังไม่คิดจะแบ่งปลามาให้เจ้าปังเกิงกินบำรุงสักหน่อยเลย”

“อวี่สุ่ย เดี๋ยวช่วยไปบอกหลินเย่ให้หน่อยสิ ให้เขาแบ่งปลามาให้พี่ฉินหน่อยน้า”

“ฮึ!”

เมื่อเห็นว่าเฮ่ออวี่สุ่ยไม่สนใจตัวเอง แถมยังวิ่งแจ้นไปบ้านหลินเย่อย่างร่าเริง ชาซูก็ได้แต่ยืนอึ้งอย่างหงุดหงิด

ถ้าไม่ติดว่าเขายังไม่ได้เป็นหัวหน้าพ่อครัวของโรงอาหาร ต้องกลับบ้านตรงเวลาทุกวันล่ะก็ เขาไม่มีทางยอมให้อวี่สุ่ยไปกินข้าวที่บ้านหลินเย่เด็ดขาด!

“พี่หลินเย่ หนูมาแล้ว...”

เฮ่ออวี่สุ่ยกระโดดโลดเต้นเข้ามาในบ้านหลังใหม่ของหลินเย่เหมือนนกน้อยแสนสดใส

“พี่หลิน บ้านพี่สวยจังเลยนะ” เธอมองไปรอบๆ ด้วยดวงตาเปล่งประกาย ผนังทั้งหมดถูกทาสีใหม่ พื้นที่ที่เคยเป็นหลุมเป็นบ่อก็ถูกปรับให้เรียบเนียนและการจัดวางของตกแต่งภายในบ้านดูสะอาดและน่าอยู่มาก

“ก็พอใช้ได้ล่ะนะ ที่จริงก็แค่ซ่อมพวกจุดที่ไหลรั่วให้มันอยู่ได้ในหน้าหนาวและก็ทาสีใหม่เฉยๆ”

หลินเย่พูดด้วยน้ำเสียงถ่อมตัวขึ้น “บ้านไม่ได้ตกแต่งหรูหราหรืออะไรมากแค่ซ่อมแซมส่วนที่พัง ต่อท่อน้ำใหม่ และทาสีผนังเท่านั้นเอง” (ห้องอาบน้ำและห้องน้ำที่แยกออกไปยังอยู่ระหว่างการปรับปรุง ยังไม่เสร็จดี)

“พี่หลิน เย็นนี้ต้องออกไปข้างนอกอีกเหรอ?” เมื่อเห็นว่าหลินเย่กำลังหยิบสมุดและหนังสือใส่กระเป๋าผ้า เฮ่ออวี่สุ่ยก็พูดถามด้วยความสงสัย

“อืม เย็นนี้ต้องไปเรียน”

หลินเย่หยิบปากกาหลายด้ามจากลิ้นชักขึ้นมา แล้วใส่ลงในกระเป๋าเพิ่ม

“หือ? พี่หลินไม่ใช่เรียนจบไปแล้วเหรอ?” อวี่สุ่ยเบิกตากว้างด้วยความงง

“นี่...เป็นโควตาที่โรงงานให้มา เป็นชั้นเรียนอบรมภาคค่ำสำหรับคนในสายงานบริหาร” หลินเย่พูดพลางยิ้มออกมาพร้อมกับลูบหัวอวี่สุ่ยเบาๆ

“อื้อออ~”

อวี่สุ่ยหลับตาลงอย่างผ่อนคลายและไม่ได้ถามอะไรต่อ

หลังจากไม่นาน หลินเย่ก็ลงมือทำกับข้าวเอง ผัดผักกาดขาวหนึ่งจาน, ปลาต้มหนึ่งตัวและถั่วลิสงคั่วอีกจาน

สำหรับหลินเย่แล้ว อาหารแบบนี้ถือว่าเป็นมื้อค่ำธรรมดา แต่สำหรับคนในลานซื่อเหอหยวน นี่เรียกได้ว่าเป็นอาหารระดับงานเทศกาลเลยทีเดียว

หลังจากกินข้าวเสร็จ อวี่สุ่ยก็ช่วยล้างจาน เช็ดโต๊ะจนสะอาดหมดจด ก่อนจะกลับเธอยังเก็บขยะไปทิ้งให้อีกต่างหาก เด็กสาวอายุแค่สิบสาม แต่ดูเหมือนจะเก่งครบเครื่องทั้งในบ้านและนอกบ้านจริงๆ

หลังจากนั้น หลินเย่ก็สะพายกระเป๋าผ้าเดินออกมาคว้าจักรยานคู่ใจแล้วปั่นออกไปเรียน เขาได้โควตาเข้าคลาส ‘อบรมเจ้าหน้าที่ระดับบริหาร’ จากผู้อำนวยการจ้าวแห่งฝ่ายสนับสนุน

เขาปั่นจักรยานอยู่ครึ่งชั่วโมง จนกระทั่งมาถึงมหาวิทยาลัยครูแห่งปักกิ่ง หลินเย่นำใบสมัครกับหนังสือรับรองไปยื่นให้เจ้าหน้าที่และก็สมัครเรียนได้เรียบร้อย ตามคำแนะนำของอาจารย์ เขาเดินเข้าไปในห้องเรียนใหญ่ ซึ่งตอนนี้มีนักเรียนมานั่งอยู่แล้วราวห้าสิบถึงหกสิบคน

หลินเย่หาที่ว่างแถวหนึ่งพร้อมกับนั่งลงอย่างเงียบๆ แล้วหยิบกระดาษกับปากกาออกมาเตรียมเรียน

“สหาย!”

ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ดูอายุมากกว่าหลินเย่นิดหน่อย ทักขึ้นอย่างเป็นมิตร “คุณมาจากหน่วยงานไหนเหรอ?”

หลินเย่ยิ้มอย่างสุภาพ “ผมมาจากโรงงานเหล็กที่ 1  แล้วคุณล่ะ?” ชายหนุ่มคนนั้นยิ้มกว้างแล้วยื่นมือมาหาหลินเย่ “ผมอยู่ที่กรมส่งเสริมการค้าเรียกผมว่า ‘คุนคุน’ ก็ได้!”  หลินเย่ได้ยินชื่อแล้วก็หลุดหัวเราะออกมา “ผมชื่อหลินเย่”  หลังพูดจบหลินเย่ก็ยื่นมือของตัวเองไปจับมืออีกฝ่ายทันที

จบบทที่ บทที่ 96 หลิวเจียและเหยียนเจียเฉิงต่างถูกพาตัวไป

คัดลอกลิงก์แล้ว