- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน : ฉันมีระบบฟาร์มในยุคภัยแล้ง
- บทที่ 79 กิน ดื่ม อย่างสนุกสนาน
บทที่ 79 กิน ดื่ม อย่างสนุกสนาน
บทที่ 79 กิน ดื่ม อย่างสนุกสนาน
บทที่ 79 กิน ดื่ม อย่างสนุกสนาน
หลังจากตระกูลเจียกลับถึงบ้านพร้อมกับปังเกิง เจียจางซือก็ไม่หยุดบ่นเลยแม้แต่นาทีเดียว
เธอนั่งอยู่หน้าบ้าน ด่าทอด้วยเสียงดังลั่นไปทั่วลานซื่อเหอหยวนอย่างไม่หยุด
“ไอ้เด็กเลวหลินเย่นั่นมันใจร้ายจริง ๆ !”
“วัน ๆ กินดีอยู่ดี ไม่เคยคิดจะแบ่งปันหรือช่วยเหลือเพื่อนบ้านที่ลำบากเลย ! ยังตั้งใจโยนก้างปลามาทำร้าย ปังเกิงของฉันอีก เขาต้องชดใช้ให้พวกเรา !”
“คราวนี้ต้องให้มันรู้ซะบ้างว่าควรทำตัวยังไง !”
“ต้องจ่ายเงินชดใช้ ! และต่อไปถ้าได้เนื้อหรือปลาอะไรก็ต้องแบ่งให้ทุกคนในลานด้วย !” เสียงด่าทอปลุกปั่นของเจียจางซือทำให้หลายคนในลานได้แต่ส่ายหัวด้วยความหมั่นไส้
คนบ้านตระกูลเจียนี่มันหน้าด้านจริง ๆ !
หลานตัวเองไปคุ้ยขยะกินจนโดนก้างตำคอ ยังกล้ามาหาเรื่องเรียกเงินอีก ?
จะมีเหตุผลอะไรอีกไหมนะ ?
แต่คนในลานส่วนใหญ่ก็ไม่กล้าออกปากห้าม กลัวถูกเจียจางซือเล่นงานกลับ เพราะทุกคนรู้ดีว่าหญิงแก่คนนี้ร้ายกาจแค่ไหน ต่างคนต่างคิดในใจแต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา
มีเพียงเฮ่ออวี่สุ่ยที่กำลังนั่งทำการบ้านอยู่ในบ้าน พอฟังแล้วก็โมโหจนหน้าแดงก่ำ “ยายบ้านตระกูลเจียนี่มันหน้าด้านเกินไปแล้ว ! หลานตัวเองไปคุ้ยขยะของเขากินเองแท้ ๆ ยังจะมาหาเรื่องพี่หลินอีก !”
“ไม่ได้ ! ฉันต้องไปพูดแทนพี่หลินเย่ !”
ว่าแล้วเฮ่ออวี่สุ่ยก็ลุกพรวดจะออกไป แต่ถูกชาซูที่เพิ่งกลับจากโรงครัวขวางเอาไว้ “น้องสาวของพี่ เจียจางซือมันเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว คนในลานซื่อเหอหยวนพวกเขารู้กันหมด !”
“อย่าไปสนใจเลย ปล่อยมันบ่นไปเถอะ ! !”
ชาซูพูดปลอบน้องสาวที่โกรธจัดด้วยรอยยิ้ม “ทำไมเวลาพี่โดนด่า พี่ไม่เห็นน้องโกรธขนาดนี้บ้างล่ะ ?”
“เพราะนี่มันเกี่ยวกับพี่หลินต่างหาก !”
เฮ่ออวี่สุ่ยไม่ได้สนใจคำพูดของชาซู เอาแต่คิดจะรีบไปบอกหลินเย่ว่าเรื่องนี้กำลังจะบานปลาย ชาซูถอนหายใจแล้วเอามือตบไหล่น้องสาว
“เฮ้อ... ถ้าเธอไปบอกหลินเย่ เจียจางซือรู้เข้า จะต้องมาอาละวาดที่บ้านเราแน่”
“พี่ไม่อยากหาเรื่องนะ เข้าใจไหม เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลยซักนิด”
“กลัวล่ะสิ ?” เฮ่ออวี่สุ่ยหรี่ตาเย้ยหยัน
"ฉันจะกลัวยายแก่คนหนึ่งเหรอ ? ? " ชาซูทำเสียงขึงขัง
“แค่ไม่อยากหาเรื่องเฉย ๆ !” แต่เฮ่ออวี่สุ่ยไม่ได้สนใจ รีบวิ่งออกไปทันที
“เธอจะไปไหนอีก !” ชาซูตะโกนตามหลัง
"ไม่ต้องสนใจ ! ! " เธอตะโกนกลับ
"เฮ้ เด็กคนนี้ ยิ่งวันยิ่งไม่ฟังคำ" ชาซูบ่นแล้วเดินกลับบ้าน เตรียมจะงีบสักหน่อย
เขาตอนนี้ได้เป็นพ่อครัวใหญ่แล้ว ในโรงอาหารก็ไม่ต้องทำงานเล็ก ๆ อย่างทำความสะอาด
ดังนั้นหลังจากตักอาหารให้คนงานตอนเที่ยงแล้ว ก็หาข้อแก้ตัวแล้วแอบออกมา
ช่วงบ่ายหลินเย่ไม่มีธุระอะไร จึงตั้งใจจะออกไปซื้อสมุนไพรที่ร้านตงเหรินถังเพิ่มเติม เขาตั้งใจหาสมุนไพรหายากและยาสำเร็จรูปติดตัวไว้เพิ่มอีกหน่อย
ขี่จักรยานไปตลอดทาง สวมชุดจงซานที่ดูดี ดึงดูดสายตาเด็กสาวหลาย ๆ คนบนถนน
ไม่นานหลินเย่ก็มาถึงเขตต้าเชี่ยหลานที่เต็มไปด้วยผู้คน เขาจอดจักรยานและล็อกล้อเรียบร้อยก่อนจะเดินต่อไปอย่างไม่รีบร้อน แถวนั้นเป็นถนนการค้าสำคัญแห่งหนึ่งในเมืองปักกิ่ง ซึ่งมีถนนการค้าใหญ่ 3 สายคือ ถนนหวังฟู่จิ่ง ถนนซีตันเป่ย และถนนเฉียนเหมิน
ส่วนที่เขามาถึงนี้ก็คือ ‘ถนนเฉียนเหมิน’ หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักในชื่อ ‘เจิ้งหยางเหมิน’
ในปักกิ่งนี้ ยังมีบุหรี่ดังที่เหล่าคุณชายชอบสูบกันอย่าง ‘ต้าเฉียนเหมิน’ (ประตูใหญ่ด้านหน้า) ซึ่งชื่อก็มาจากสถานที่แถวนี้นี่แหละ บริเวณเฉียนเหมินแห่งนี้เป็นแหล่งรวมร้านค้าเก่าแก่ขึ้นชื่อมากมาย ไม่ว่าจะเป็นถงเหรินถัง, จางอี้หยวน, รุ่ยฝูเซี่ยง, เน่ย์เหลียนเซิง, ต้ากวานโหลว ฯลฯ
“ขายหนังสือพิมพ์จ้า~ หนังสือพิมพ์มาแล้ว !”
“เราไปดูตรงนู้นกันเถอะ~”
ขณะที่หลินเย่เดินอยู่บนถนนการค้าเจิ้งหยางเหมิน ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเฉพาะตัวของยุคสมัยนี้ บางครั้งก็แวะซื้อขนมขบเคี้ยวพื้นเมืองติดมือมาบ้าง เดินเล่นเพลินตาเพลินใจไปตลอดทาง
หลังเดินเล่นไปเรื่อย ๆ ก็มาถึงร้านถงเหรินถัง ที่เขาตั้งใจมาวันนี้ ก็เพราะต้องการของ 4 อย่างจากร้านนี้
สิ่งแรกก็คือยาขึ้นชื่อประจำร้านอย่าง “อันกงหนิวหวงหวาน” เคยมีเม็ดยาจากยุค 60 ถูกประมูลไปในราคาสูงถึง 110,000 หยวน ก็เพราะสมัยนี้ยังใช้เขาแรดแท้, หนิวหวง (ดีวัวธรรมชาติ) และกลิ่นหอมจากชะมดป่า
ต่อมาเมื่อกฎหมายคุ้มครองสัตว์เริ่มเข้มงวด ก็เปลี่ยนเป็นผงเขาควายแทน
พอเข้าร้าน หลินเย่ก็ถามหายาทันที
“อันกงหนิวหวงหวาน ตอนนี้ราคาเท่าไหร่ ?”
“18 หยวนต่อเม็ดครับ”
หลินเย่คิดครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้น
“เอาสิบเม็ด”
จริง ๆ แล้วด้วยเงินที่มีอยู่ของเขา จะซื้อสักร้อยเม็ดก็ไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าซื้อเยอะขนาดนั้นก็คงดูสะดุดตาเกินไป เขาจึงเลือกซื้อแค่พอประมาณ เพื่อไม่ให้ใครสงสัย ถึงจะซื้อสิบเม็ด ก็แค่ 180 หยวนเท่านั้น
สำหรับเขาที่ตอนนี้เงินเดือนหลายร้อยหยวน ยังไงก็สบาย ๆ พนักงานเห็นว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ก็ยิ้มแป้นขึ้นมาทันที
“ครับท่าน ไม่ทราบว่ายังต้องการอะไรอีกไหม ?”
“เอาเหล้ากระดูกเสืออีกสิบขวด !” หลินเย่ชี้ไปยังขวดใหญ่ที่แช่อยู่ในตู้ เอาดาฮั่วลั่วหวานกับลิ่วเว่ยตี้หวงหวาน อย่างละสิบกล่องด้วย ! ” พนักงานคำนวณราคาเร็วมาก
“ทั้งหมด 450 หยวนครับ !”
หลินเย่ไม่ได้อะไรพูดมาก ควักเงินจ่ายทันที รับทั้งยาถุงใหญ่และกล่องเหล้ามาแน่นมือ
พอหิ้วของพะรุงพะรังออกมาสองสามร้อยเมตร เขาก็เลี้ยวเข้าซอยเล็ก ใช้พลังจิตตรวจดูว่ารอบข้างไม่มีใคร
แล้วรีบเก็บของทั้งหมดเข้าช่องเก็บของในระบบทันที
จัดการเรียบร้อย หลินเย่ก็เดินกลับไปที่ถนนใหญ่ ตรงไปยังร้านสมุนไพรอื่น ๆ ซื้อเมล็ดพันธุ์สมุนไพรสำหรับปลูกในแปลงยาของฟาร์มในระบบ
หลังจากปลูกเมล็ดสมุนไพรล็อตสุดท้ายลงในแปลงยาของระบบเสร็จ หลินเย่ก็เริ่มรู้สึกหิว ย่านการค้าแห่งนี้ไม่ขาดแคลนของอร่อยแน่นอน
มีทั้งเนื้อวัวตุ๋นขึ้นชื่อของ “เย่ว์เซิ่งไจ้”, ขนมของ “เจิ้งหมิงไจ้”, ผัดตับของ “เทียนซิงจวี” และผักดองเลื่องชื่อจาก “ลิ่วปี้จวี” ซึ่งล้วนเป็นของดีหายากในยุคนี้ ราคาก็ไม่เบา แถมยังจำกัดจำนวนอีกต่างหาก
แต่สำหรับหลินเย่ที่ตอนนี้เงินไม่ใช่ปัญหา เขาตัดสินใจตรงไปที่ “ตงไหลซุ่น” ร้านหม้อไฟแกะชื่อดัง ที่ขึ้นชื่อเรื่องเนื้อแกะ “บางดุจแผ่นกระดาษ, เรียบสม่ำเสมอ”
เมื่อถึงร้านหลินเย่ก็สั่งเนื้อแกะสองชั่ง (1 กิโล) พร้อมเครื่องจิ้มสูตรเฉพาะของร้านและกระเทียมดองน้ำตาล
เนื้อแกะหนึ่งชั่งถูกแล่ออกมานับร้อยแผ่น บางเฉียบจริงสมคำร่ำลือ
แค่จุ่มลงหม้อทองแดงไม่กี่วินาทีก็สุกแล้ว จิ้มกับน้ำจิ้มสูตรพิเศษที่มีทั้งงาบด ซีอิ๊ว ดอกกุยช่าย กุ้งแห้ง น้ำมันกุ้ง ฯลฯ รสชาติเข้มข้นหอมมันสุดยอด
พออิ่มแล้ว พนักงานก็ยกบะหมี่ถั่วเขียวมาให้ล้างปากอีกหนึ่งชาม ช่วยลดความมันลื่นในปากได้ดี หลังจากหลินเย่กินอิ่มหนำสำราญใจแล้ว ก็เดินไปที่หัวถนนแล้วปั่นจักรยานกลับบ้านอย่างสบายใจ