- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน : ฉันมีระบบฟาร์มในยุคภัยแล้ง
- บทที่ 59 วันจันทร์
บทที่ 59 วันจันทร์
บทที่ 59 วันจันทร์
บทที่ 59 วันจันทร์
“ป้าหว่าน นี่เงินมัดจำสิบหยวน รับไปก่อนนะ” หลินเย่หยิบธนบัตรใบใหญ่ส่งให้ป้าหว่าน
ป้าหว่านรีบรับไว้ทันที ใบหน้ายิ้มแป้นเหมือนดอกบัวบานและรีบรับปากทันทีว่า “ไม่ต้องห่วงหลินเย่ เรื่องนี้ปล่อยให้ป้าจัดการเอง รับรองถึงที่แน่! พรุ่งนี้ป้าจะไปที่โรงเรียน จะทำให้ทั้งโรงเรียนรู้เรื่องนี้!” ป้าหว่านหัวเราะเบา ๆ พลางกระซิบต่อ
“แน่นอน นี่เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างป้ากับเหยียนปู้กุ้ยเท่านั้น ไม่มีทางโยงไปถึงตัวเธอแน่นอน” เมื่อเห็นป้าหว่านรู้หน้าที่ดี หลินเย่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแค่ยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะขอตัวกลับไป
ป้าหว่านเดินมาส่งถึงหน้าประตู รอจนหลินเย่ขี่จักรยานลับสายตาไปแล้ว ถึงได้ถอนหายใจยาวด้วยความ โล่งอก มือของเธอรีบเช็ดเหงื่อที่ซึมเต็มหน้าผาก ตอนนี้ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าหลังเปียกโชกไปหมด
ที่ยอมช่วยหลินเย่ขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะเงินอย่างเดียว แต่เป็นเพราะตอนคุยกันเมื่อครู่ ป้าหว่านรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างจากตัวหลินเย่ แม้เขาจะยิ้มแย้มพูดจาสุภาพ แต่กลับทำให้ป้าหว่านขนลุกวาบไปทั้งตัว
“เจ้าแก่นั่น...ไปรังควานคนที่ไม่ควรยุ่งเข้าให้แล้วนะ...ครั้งนี้อย่ามาโทษฉันล่ะ...”
ป้าหว่านปิดประตูบ้าน พลางพึมพำออกมาด้วยเสียงเบา
เช้าวันนี้เอง...
เจียตงสวี่รีบมาถึงบ่อนของพี่หลงตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง
“ฮ่าๆๆ ตองสาม! จ่ายมาๆ!”
เจียตงสวี่ตื่นเต้นสุดขีด ทิ้งไพ่ลงบนโต๊ะอย่างเสียงดัง ฝ่ายเจ้ามือหน้าเสียต้องจ่ายเงินให้
ไม่ถึงชั่วโมง เขาก็กวาดเงินมาเกือบเจ็ดสิบหยวนแล้ว!
ระหว่างเล่น หัวใจของเขาเต้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้หยุดพักแม้แต่นาทีเดียว มือไม้นี่สั่นไปหมด ยิ่งตอนตาแรกที่ชนะหน้าแดงจนถึงลำคอ ด้านในห้องเล็ก พี่หลงมองเจียตงสวี่ที่หลงระเริงกับชัยชนะจนลืมตัวและยิ้มออกมาอย่างเยือกเย็น
“พี่หลง ไอ้หมอนี่เริ่มติดเบ็ดแล้วนะ เมื่อกี้เห็นคอมันแดงด้วย แบบนี้อีกไม่นานก็เล่นหนักขึ้นเรื่อย ๆ แน่”
ลูกน้องคนหนึ่งกระซิบถามข้างหู
“ไม่ต้องรีบ ปล่อยให้มันชนะไปก่อน แพ้สักสองตาก็พอ...ยังไงเงินที่มันได้ไป เดี๋ยวก็ต้องเอาคืนมาทั้งหมดนั่นแหละ” พี่หลงแสยะยิ้มเย็นยะเยือก
วันจันทร์เช้า
เหยียนเจียเฉิงแต่งตัวหล่อเหลาสะอาดสะอ้านไปหาอวี่สวี่ตั้งแต่เช้า เมื่อวานไปขอหมั้นอย่างเป็นทางการกับบ้านฝ่ายหญิง พร้อมสินสอดแปดหยวน
วันนี้ต้องไปขอใบรับรองเพื่อไปจดทะเบียนสมรสให้เรียบร้อย ตามที่พ่อเขาสั่งนักสั่งหนา รีบทำเรื่องแต่งงานให้จบ ๆ ไปก่อนจะมีอะไรผิดพลาด โดยเฉพาะถ้าอวี่สวี่ดันไปเจอกับหลินเย่เข้า
“ฮ่า ๆ ๆ หลินเย่ วันนี้บ้านฉันจะไปจดทะเบียนแต่งงานแล้วนะ ตอนงานแต่งอย่าลืมมากินเหล้าด้วยล่ะ!”
เหยียนปู้กุ้ยพูดจาโอ้อวด เมื่อเห็นหลินเย่กำลังจะออกไปทำงาน
“ได้สิ...ไว้จะรอนับว่าบ้านตระกูลเหยียนจะมีลูกกี่คน...”
หลินเย่ยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะขึ้นจักรยานปั่นจากไปไม่รอฟังคำตอบ
“เชอะ! มีจักรยานแล้วทำเป็นอวด...ยังไงก็ขึ้นคานไปตลอดชีวิตนั่นแหละ!”
เหยียนปู้กุ้ยไม่ทันจับความหมายในคำพูดของหลินเย่ มองจักรยานด้วยสายตาอิจฉา แล้วถ่มน้ำลายด้วยความหมั่นไส้
หลินเย่เพิ่งเข้าทำงานที่โรงงานได้ไม่นาน จู่ๆ เสียงประกาศจากลำโพงโรงงานก็ดังขึ้น
[ขณะนี้มีประกาศจากฝ่ายบริหาร : เพื่อนร่วมงานหลินเย่ แผนกจัดซื้อ ผู้ปฏิบัติงานระดับ 13 นับตั้งแต่เข้าทำงาน ก็ได้ทำงานอย่างตั้งใจ ขยันขันแข็ง ทำหน้าที่จัดซื้อวัตถุดิบจำนวนมากให้โรงงาน พร้อมทั้งได้รับความชื่นชมจากเพื่อนพนักงาน...
หลังฝ่ายบริหารพิจารณาแล้ว จึงเลื่อนตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าแผนกจัดซื้อ จากพนักงานระดับ 13 เป็นเจ้าหน้าที่บริหารระดับ 18 ดังนั้นจึงประกาศให้รับทราบทั่วถึงกัน ขอให้เพื่อนร่วมงานยึดถือเป็นแบบอย่าง ตั้งใจทำงานสร้างผลงานที่ดีต่อไป!】
“อะไรนะ? หลินเย่จากแผนกจัดซื้อได้เลื่อนเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารแล้วเหรอ?”
“เพิ่งมาทำงานที่นี่ได้ไม่ถึงครึ่งเดือนเลยนะ?”
“พวกนายไม่รู้อะไร! หลินเย่ย้ายมาจากโรงงานเหล็กที่ 3 แล้วเนื้อแกะที่พวกเรากินคราวก่อนก็เป็นของที่เขาจัดซื้อมาด้วยล่ะ!”
“นี่ได้ยินมาว่ารอบนี้ เขาจัดมาหมูป่ามาตั้งสองตัวเลยนะ!”
“จริงดิ? หมูป่าสองตัวเชียวน่ะ?”
“จะหลอกอะไรนายได้อีกล่ะ? อาทิตย์ก่อน ก่อนเลิกงาน มีคนตั้งเยอะเห็นว่าหลินเย่จัดซื้อของเข้ามาเต็มรถบรรทุกทั้งคันเลยล่ะ!”
“จริงด้วย! ไม่ใช่แค่หมูป่าสองตัว ยังมีมันและแป้งอีกตั้งหลายพันจินแน่ะ!”
“ฉันก็เห็นเหมือนกัน ของเต็มคันรถเลย!”
“สุดยอดขนาดนี้ ไม่แปลกที่ได้เลื่อนตำแหน่ง!”
“มีเจ้าหน้าที่จัดซื้อแบบนี้ เราคงได้กินเนื้อกันบ่อย ๆ ล่ะ!”
“ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารระดับ 18 เงินเดือนเท่าไหร่กันนะ?”
“เหมือนจะได้แปดสิบเก้าหยวนนะ แถมมีเงินตำแหน่งรองหัวหน้าอีก รวมแล้วคงเกินเก้าสิบหยวนแน่ๆ!”
“เยอะขนาดนี้เชียว? หลินเย่อายุน้อยแท้ ๆ ก็ขึ้นเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงแล้ว ไม่รู้มีแฟนรึยังนะ?”
“หลินเย่เงินเดือนสูงขนาดนี้...ใครที่คิดจะอิจฉาก็ไม่กล้าอิจฉาแล้วล่ะ”
“ไม่รู้ว่าตอนเที่ยงนี้โรงอาหารจะมีหมูให้กินบ้างมั้ยนะ...”
ในชั่วพริบตา เรื่องเลื่อนตำแหน่งของหลินเย่กลายเป็นหัวข้อพูดคุยไปทั่วโรงงานเหล็กที่ 1
ส่วนใหญ่ก็แสดงความยินดี สนับสนุนเขาทั้งนั้น
ทางด้านโรงเรียนประถมหงซิง
“ครูเหยียน ผอ.ให้มาเรียกไปพบที่ห้องทำงานครับ” เหยียนปู้กุ้ยขมวดคิ้วอย่างงุนงง ทำไมเช้า ๆ ผอ.ถึงเรียกตัวนะ?
“ได้ ๆ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
เขาไม่คิดอะไรมาก เดินตรงไปที่ห้อง ผอ. แต่พอผลักประตูเข้าไป ก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศแปลก ๆ ทันที
ผอ.นั่งหน้าบึ้งจ้องเขาเขม็ง แถมยังมีหัวหน้าฝ่ายปกครองกับฝ่ายวิชาการนั่งอยู่ด้วย
“ผอ.เรียกผมเหรอครับ?”
เหยียนนปู้กุ้ยยิ้มแหย ๆ ทักทาย
“ครูเหยียน...ยังกล้าหัวเราะอีกเหรอ?”
ผอ.ทุบโต๊ะแล้วลุกขึ้นเสียงดังลั่น
“โรงเรียนของเราคือโรงเรียนประถมอันดับหนึ่งของเมืองนะ! ไม่คิดเลยว่าในทีมครูจะมีคนอย่างนายซ่อนอยู่!”
“จิตใจต่ำทราม ชอบนินทาว่าร้ายคนอื่น คนแบบนี้จะสอนเด็กให้คิดดีได้ยังไง?”
เหยียนปู้กุ้ยสีหน้าเปลี่ยนไปทันที เหงื่อแตกพลั่ก ใจสั่นไม่รู้ว่าตัวเองไปทำอะไรผิด
“ผอ...พูดเรื่องอะไรครับ? ผมไม่เข้าใจ...”
หัวหน้าฝ่ายปกครองรีบพูดขึ้นว่า “ผอ. ใจเย็นก่อนนะครับ เรื่องนี้ยังต้องสอบสวน เดี๋ยวจะใส่ร้ายครูเหยียนเกินไป” แต่สายตาที่เขามองมา กลับเต็มไปด้วยความรังเกียจ
ทั้งโรงเรียนก็รู้เรื่องนิสัยของเหยียนปู้กุ้ยมานานแล้ว แค่ไม่คิดว่าจะถึงขั้นนี้ ปกติก็แค่ขี้เหนียว งก ๆ จุกจิก
ใครจะคิด...
“ดูนี่ซะ!”
ผอ.หยิบจดหมายร้องเรียนบนโต๊ะ ฟาดลงตรงหน้าเขา เหยียนปู้กุ้ยหยิบขึ้นมาอ่าน สีหน้าดูซีดเผือดขึ้นทันที
ในนั้นเขียนถึงพฤติกรรมส่วนตัวของเขาอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นชอบเอาเปรียบเพื่อนบ้านในซื่อเหอหยวน ชอบนินทาว่าร้ายคนอื่น ใส่ร้ายคนอื่น ขอสินบนจากผู้ปกครองเด็ก...
ที่สำคัญ ทุกเรื่องมีระบุวันเวลาชัดเจน
ดูยังไงก็ไม่ใช่เรื่องแต่ง
ในจดหมายยังพูดถึงเรื่องสมรู้ร่วมคิดกับคนในชุมชน ต้องการยึดบ้านคนอื่น จนถูกถอดจากตำแหน่งผู้ดูแลชุมชนเมื่อไม่กี่วันก่อนด้วย
เรื่องนี้แค่ไปถามที่สำนักงานเขตก็รู้ว่าจริงหรือไม่ เพราะเหตุนี้เอง ผอ.ถึงโกรธขนาดนี้! เหยียนปู้กุ้ยที่เคยพูดจาเก่งกาจ ตอนนี้ตัวสั่น พูดไม่ออก หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ
หัวหน้าฝ่ายวิชาการลุกขึ้นพูดเสียงเข้ม
“ในจดหมายยังบอกว่า นายกลับบ้านในเวลางาน เอาอุปกรณ์ของโรงเรียนกลับบ้านด้วย จริงรึเปล่า?”
เหยียนปู้กุ้ยรีบเถียง
“ท่านครับ ไม่ใช่มีแค่ผมคนเดียวที่ทำแบบนี้นะ!”
แต่พอเห็นสายตาทั้งสามคนจ้องเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ เขาก็รีบหุบปาก ไม่กล้าพูดต่อ
หัวหน้าฝ่ายวิชาการฮึ่มเบา ๆ ก่อนพูดขึ้น
“ทำผิดก็ต้องยอมรับผิด แก้ไขตัวเอง อย่าคิดแก้ตัว หรือพูดพล่อย ๆ อีก!”