เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 ไปกินข้าวกันที่ร้านอาหาร

บทที่ 30 ไปกินข้าวกันที่ร้านอาหาร

บทที่ 30 ไปกินข้าวกันที่ร้านอาหาร


บทที่ 30 ไปกินข้าวกันที่ร้านอาหาร

กลางวันของวันถัดมา หลินเย่เพิ่งตื่นแบบธรรมชาติ ไม่ต้องมีใครปลุก

เขาเป็นเจ้าหน้าที่จัดซื้อ จะไปโรงงานหรือไม่ไปก็ได้ ขอแค่หาของมาให้โรงงานได้ ไม่มีใครว่าอะไร

หลังจากล้างหน้าแปรงฟัน แต่งตัวเรียบร้อย ก็เข็นจักรยานออกจากบ้าน

พอเดินผ่านลานกลางบ้าน เห็นเฮ่ออวี่สุ่ย เพิ่งกลับจากโรงเรียน กำลังนั่งยอง ๆ อยู่ตรงขั้นบันไดคนเดียว

"อวี่สุ่ย กินข้าวหรือยัง ? "

เห็นเด็กหญิงตัวผอมแห้ง หลินเย่ก็อดเอื้อมมือไปลูบหัวเบา ๆ ถามอย่างเอ็นดูไม่ได้

"อะ...พี่หลินเย่~~"

เฮ่ออวี่สุ่ยเงยหน้าขึ้นมา เห็นเป็นหลินเย่ก็รีบตอบเสียงเบา "กิน...กินแล้ว~~"

“จ๊อกกก~~”

แต่ไม่ทันขาดคำ ท้องเจ้ากรรมก็ดันร้องดังออกมาอีก ทำให้ใบหน้าขาวซีดของเด็กหญิงแดงเรื่อ ก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาหลินเย่

"ยังไม่ได้กินจริง ๆ สินะ ? "

หลินเย่ถอนใจ รู้สึกสงสารเด็กสาวตัวเล็ก ๆ คนนี้

"พี่ชายยังไม่กลับบ้าน..."

เฮ่ออวี่สุ่ยก้มหน้างุด มือข้างหนึ่งบิดนิ้วอีกข้างไปมา เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน  หลินเย่นึกขึ้นได้ว่า ตอนนี้      เฮ่ออวี่สุ่ยเพิ่งเรียนมัธยม โรงเรียนไม่ได้มีข้าวกลางวันให้กิน

แถมหญิงชราหูหนวกกับอี้จงไห่ก็ยังโดนขังอยู่ที่โรงพัก

เด็กคนนี้คงกินแค่เศษกับข้าวเก่า ๆ ที่เหลือจากเมื่อวานแล้วออกไปเรียนทั้งอย่างนั้นแน่ ๆ จนกว่าจะถึงเย็นพี่ชายเธอถึงจะกลับมา

"ไป พี่พาไปกินร้านข้าวดี ๆ "

เฮ่ออวี่สุ่ยดีใจตาโต แต่รีบพูดเสียงเบา “มะ...ไม่ต้องหรอกค่ะ พี่หลินเย่ แค่ขนมปังข้าวโพดสองก้อนก็พอแล้ว ร้านข้าวแพง...”

เห็นเด็กน้อยรู้คิดรู้ประหยัดแบบนี้ หลินเย่ยิ้มบาง ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ

“ไปเถอะ พี่ก็ยังไม่ได้กินเหมือนกัน ไปเป็นเพื่อนพี่หน่อย”

หลังพูดจบก็คว้ามือเธอไว้ลากออกมาเลย

เฮ่ออวี่สุ่ยโดนจูงมือเดินตามไปเงียบ ๆ มองแผ่นหลังสูงใหญ่ของหลินเย่ ตาแดง ๆ น้ำตาคลอด้วยความตื้นตัน หลินเย่พาเฮ่ออวี่สุ่ยนั่งซ้อนจักรยานตรงไปที่ร้านอาหารรัฐใกล้ ๆ

หน้าเคาน์เตอร์มีป้าอายุสี่สิบกว่า กำลังนั่งเบื่อ ๆ ถักเสื้อไหมพรมอยู่

เมื่อเห็นหลินเย่ตัวสูงใหญ่เดินเข้ามาอย่างหล่อ ๆ ก็รีบวางไหมพรม ยิ้มถามอย่างกระตือรือร้น

“น้อง จะมากินข้าวเหรอ ?”

“ป้า ร้านนี้มีอะไรบ้างครับ ?” หลินเย่ถามอย่างสุภาพ

ในยุคนั้นต้องพูดดีกับพนักงานเสิร์ฟเสมอ...ไม่งั้นอาจโดนเชฟหลังครัวถือมีดไล่ฟันออกจากร้านได้ กฎของร้านยังติดป้ายบอกไว้ว่า “ห้ามทำร้ายลูกค้าโดยไม่มีเหตุผล” แปลว่าถ้ามีเหตุผลก็ฟาดได้เต็มที่

“ดูเมนูบนกระดานเอาเอง” ป้าชี้ไปที่กระดานดำ

หลินเย่เงยหน้าดู มีแต่กับข้าวผักทั้งนั้น เช่น มันฝรั่งผัดเปรี้ยว, ถั่วงอกผัด, กะหล่ำปลีตุ๋นวุ้นเส้น, ซุปแป้งก้อน, ซุปเปรี้ยวเผ็ด, หมั่นโถวแป้งผสม, ซาลาเปาผัก... รวมแค่ 8 อย่าง ไม่มีเนื้อซักชิ้น

“ป้า เอามันฝรั่งผัดเปรี้ยว กะหล่ำตุ๋นวุ้นเส้น ซุปแป้งก้อน แล้วก็หมั่นโถวสิบลูก” ป้าหรี่ตามองหลินเย่กับหญิงสาวแล้วเตือนอย่างหวังดี

“เยอะนะ สองคนจะกินหมดเหรอ ?”

“ผมกินจุ กินหมดแน่ ถ้าไม่หมดก็เอาติดตัวกลับบ้านได้”

“ได้ รวม 1.10 หยวน กับคูปองข้าวอีก 1 จิ่น 2 เหลียง”

หลังจ่ายเงินเสร็จ หลินเย่พาเฮ่ออวี่สุ่ยนั่งรอที่โต๊ะ เฮ่ออวี่สุ่ยนั่งเกร็ง ๆ ระวังสุด ๆ ก็ครั้งแรกในชีวิตที่ได้มากินร้านข้าวนี่นา

สักพัก เสียงจากช่องเสิร์ฟดังขึ้น ‘เชิญรับอาหาร ! ’

หลินเย่เผลอนั่งรอเหมือนยุคปัจจุบัน

“ไงพ่อหนุ่ม จะให้ป้าถือไปเสิร์ฟให้ไหมล่ะ ?” เสียงประชดดังออกมาอีกที

หลินเย่เพิ่งนึกออก นี่มันยุค 60 ต้องไปยกอาหารเอง ไม่งั้นมีสิทธิ์โดนเชฟหลังร้านหิ้วปีกโยนออกนอกร้านได้ฟรี ๆ

เขารีบลุกไปยกอาหารมาวางที่โต๊ะ พอวางเสร็จ เฮ่ออวี่สุ่ยก็รีบไปหยิบจานชามมาพอดี หลินเย่หยิบหมั่นโถวลูกใหญ่ให้เธอกินเลย หญิงสาวโผกอดหมั่นโถว กัดคำโตจนเกือบเท่าหน้าตัวเอง

หลินเย่มองแล้วทั้งขำทั้งสงสาร ค่อย ๆ ลูบหลังเธอเบา ๆ กลัวจะติดคอ ส่วนตัวเขาก็กินอย่างช้า ๆ แต่ตักมาคำใหญ่ เคี้ยวไว ไม่นานก็กินหมั่นโถวไปสามลูก เด็กน้อยยังไม่หมดลูกแรกเลย

ขณะที่กินกันเพลิน ๆ ประตูร้านก็เปิดออก  คนงานโรงงานหลายคนสวมเสื้อผ้าเก่าแต่สะอาด เดินเข้ามา ตัวเต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อและฝุ่น เสียงดังลั่นและสั่งอาหารที่ถูกที่สุดใส่ลงในท้อง

หลินเย่ถอนใจ...ยุคนี้คนลำบากกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะช่วงเกิดภัยแล้งแบบนี้ แค่กินให้อิ่มก็ลำบากแล้ว อาหารทั้งโต๊ะหมดเกลี้ยงในพริบตา แม้แต่น้ำแกงในจานเล็ก ๆ ก็ไม่เหลือ เฮ่ออวี่สุ่ยเอาหมั่นโถวเช็ดจนสะอาดเกลี้ยง แต่สุดท้ายหลินเย่ก็กินซะส่วนใหญ่ เฮ่ออวี่สุ่ยกินได้นิดหน่อยเท่านั้น

“พี่หลินเย่ ขอบคุณค่ะ” เฮ่ออวี่สุ่ยเงยหน้าพูดด้วยเสียงใสและดวงตาเป็นประกาย

“ไม่ต้องขอบคุณนะ บอกแล้วไง ถ้าหิวก็มาหาพี่ที่หลังบ้าน ห้ามปล่อยให้ตัวเองหิวอีกล่ะ”

หลินเย่ลูบหัวเธอเบา ๆ

“อื้ม~~”

เด็กหญิงหลับตาพยักหน้าตามแรง ๆ พอเดินออกจากร้าน เฮ่ออวี่สุ่ยก็บอกว่าจะกลับไปโรงเรียนต่อ

หลินเย่จะไปส่ง แต่เธอไม่ยอม บอกว่าไปเองได้ ไม่อยากรบกวน

หลินเย่เลยโบกมือลา มองดูเธอเดินจากไป

...

หลินเย่เห็นว่าวันนี้ไม่มีธุระอะไรเป็นพิเศษ ก็เลยตั้งใจจะไปตกปลาผ่อนคลายสมองหน่อย

ข้อดีมีสองอย่าง  อย่างแรกคือสามารถนำปลาที่เลี้ยงไว้ในบ่อจนตัวอ้วนสมบูรณ์ออกมาได้

อย่างที่สอง คือสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ตัวเอง

“หลินเย่คนนี้ ไม่ได้เก่งแค่ขึ้นเขาล่าสัตว์นะ ยังเป็นเซียนตกปลาด้วย !”

ใคร ๆ ก็ต้องรู้ว่าเขาไม่เพียงมีเส้นทางจัดซื้อของดี ๆ เท่านั้น แต่ตัวเขาเองก็เก่งแทบทุกอย่าง

เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลินเย่ก็ไปซื้อเบ็ดตกปลาจากร้านค้าสหกรณ์แล้วมุ่งหน้าไปที่สวนเป่ยไห่ทันที

สวนเป่ยไห่ในตอนนี้ ยังไม่ค่อยหรูหราเหมือนในอนาคต เมื่อเดินไปสิบก้าวก็มีวิวสวย เดินไปร้อยก้าวก็เป็นศาลา จะว่าโทรมก็ไม่ถึงกับขนาดนั้น...แต่ยุคนี้คนยังอดมื้อกินมื้อกันอยู่ ใครจะมีแรงมาเดินเที่ยวสวนกันเล่า?

สวนเป่ยไห่ในตอนนี้ ใช้ประโยชน์สูงสุดแค่ "ตกปลา" เท่านั้นเอง

เวลานี้ รอบ ๆ ทะเลสาบในสวนก็มีคนมายืนตกปลาอยู่ไม่น้อยแล้ว หลินเย่เลือกมุมเงียบ ๆ ที่มีคนน้อย กำลังจะเหวี่ยงเบ็ดลงน้ำก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า

“ลืมซื้อเหยื่อตกปลา...”

ถ้าใครมาเห็นเข้า ว่าเขาไม่ได้ใส่เหยื่อ แต่ปลากลับมาติดเบ็ดเองละก็  งานนี้คงสนุกแน่ !

จนปัญญา หลินเย่เลยต้องหากิ่งไม้เล็ก ๆ มาเริ่มขุดไส้เดือนเอาเอง โชคดีที่ยุคนี้คนยังไม่ลำบากจนต้องขุดไส้เดือนมากิน

หลังจากขุดไปไม่นาน ก็ได้ไส้เดือนมาอยู่หลายตัว

เหวี่ยงเบ็ดออกไปนั่งนิ่งอย่างใจเย็น...แต่ความจริงแล้ว พลังจิตของเขากำลังไหลตามเส้นเอ็นตกปลาไปควบคุมปลาจากในฟาร์มที่เลี้ยงไว้ ให้ว่ายเข้ามาติดเบ็ดอย่างง่ายดาย

จบบทที่ บทที่ 30 ไปกินข้าวกันที่ร้านอาหาร

คัดลอกลิงก์แล้ว