- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน : ฉันมีระบบฟาร์มในยุคภัยแล้ง
- บทที่ 30 ไปกินข้าวกันที่ร้านอาหาร
บทที่ 30 ไปกินข้าวกันที่ร้านอาหาร
บทที่ 30 ไปกินข้าวกันที่ร้านอาหาร
บทที่ 30 ไปกินข้าวกันที่ร้านอาหาร
กลางวันของวันถัดมา หลินเย่เพิ่งตื่นแบบธรรมชาติ ไม่ต้องมีใครปลุก
เขาเป็นเจ้าหน้าที่จัดซื้อ จะไปโรงงานหรือไม่ไปก็ได้ ขอแค่หาของมาให้โรงงานได้ ไม่มีใครว่าอะไร
หลังจากล้างหน้าแปรงฟัน แต่งตัวเรียบร้อย ก็เข็นจักรยานออกจากบ้าน
พอเดินผ่านลานกลางบ้าน เห็นเฮ่ออวี่สุ่ย เพิ่งกลับจากโรงเรียน กำลังนั่งยอง ๆ อยู่ตรงขั้นบันไดคนเดียว
"อวี่สุ่ย กินข้าวหรือยัง ? "
เห็นเด็กหญิงตัวผอมแห้ง หลินเย่ก็อดเอื้อมมือไปลูบหัวเบา ๆ ถามอย่างเอ็นดูไม่ได้
"อะ...พี่หลินเย่~~"
เฮ่ออวี่สุ่ยเงยหน้าขึ้นมา เห็นเป็นหลินเย่ก็รีบตอบเสียงเบา "กิน...กินแล้ว~~"
“จ๊อกกก~~”
แต่ไม่ทันขาดคำ ท้องเจ้ากรรมก็ดันร้องดังออกมาอีก ทำให้ใบหน้าขาวซีดของเด็กหญิงแดงเรื่อ ก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาหลินเย่
"ยังไม่ได้กินจริง ๆ สินะ ? "
หลินเย่ถอนใจ รู้สึกสงสารเด็กสาวตัวเล็ก ๆ คนนี้
"พี่ชายยังไม่กลับบ้าน..."
เฮ่ออวี่สุ่ยก้มหน้างุด มือข้างหนึ่งบิดนิ้วอีกข้างไปมา เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน หลินเย่นึกขึ้นได้ว่า ตอนนี้ เฮ่ออวี่สุ่ยเพิ่งเรียนมัธยม โรงเรียนไม่ได้มีข้าวกลางวันให้กิน
แถมหญิงชราหูหนวกกับอี้จงไห่ก็ยังโดนขังอยู่ที่โรงพัก
เด็กคนนี้คงกินแค่เศษกับข้าวเก่า ๆ ที่เหลือจากเมื่อวานแล้วออกไปเรียนทั้งอย่างนั้นแน่ ๆ จนกว่าจะถึงเย็นพี่ชายเธอถึงจะกลับมา
"ไป พี่พาไปกินร้านข้าวดี ๆ "
เฮ่ออวี่สุ่ยดีใจตาโต แต่รีบพูดเสียงเบา “มะ...ไม่ต้องหรอกค่ะ พี่หลินเย่ แค่ขนมปังข้าวโพดสองก้อนก็พอแล้ว ร้านข้าวแพง...”
เห็นเด็กน้อยรู้คิดรู้ประหยัดแบบนี้ หลินเย่ยิ้มบาง ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
“ไปเถอะ พี่ก็ยังไม่ได้กินเหมือนกัน ไปเป็นเพื่อนพี่หน่อย”
หลังพูดจบก็คว้ามือเธอไว้ลากออกมาเลย
เฮ่ออวี่สุ่ยโดนจูงมือเดินตามไปเงียบ ๆ มองแผ่นหลังสูงใหญ่ของหลินเย่ ตาแดง ๆ น้ำตาคลอด้วยความตื้นตัน หลินเย่พาเฮ่ออวี่สุ่ยนั่งซ้อนจักรยานตรงไปที่ร้านอาหารรัฐใกล้ ๆ
หน้าเคาน์เตอร์มีป้าอายุสี่สิบกว่า กำลังนั่งเบื่อ ๆ ถักเสื้อไหมพรมอยู่
เมื่อเห็นหลินเย่ตัวสูงใหญ่เดินเข้ามาอย่างหล่อ ๆ ก็รีบวางไหมพรม ยิ้มถามอย่างกระตือรือร้น
“น้อง จะมากินข้าวเหรอ ?”
“ป้า ร้านนี้มีอะไรบ้างครับ ?” หลินเย่ถามอย่างสุภาพ
ในยุคนั้นต้องพูดดีกับพนักงานเสิร์ฟเสมอ...ไม่งั้นอาจโดนเชฟหลังครัวถือมีดไล่ฟันออกจากร้านได้ กฎของร้านยังติดป้ายบอกไว้ว่า “ห้ามทำร้ายลูกค้าโดยไม่มีเหตุผล” แปลว่าถ้ามีเหตุผลก็ฟาดได้เต็มที่
“ดูเมนูบนกระดานเอาเอง” ป้าชี้ไปที่กระดานดำ
หลินเย่เงยหน้าดู มีแต่กับข้าวผักทั้งนั้น เช่น มันฝรั่งผัดเปรี้ยว, ถั่วงอกผัด, กะหล่ำปลีตุ๋นวุ้นเส้น, ซุปแป้งก้อน, ซุปเปรี้ยวเผ็ด, หมั่นโถวแป้งผสม, ซาลาเปาผัก... รวมแค่ 8 อย่าง ไม่มีเนื้อซักชิ้น
“ป้า เอามันฝรั่งผัดเปรี้ยว กะหล่ำตุ๋นวุ้นเส้น ซุปแป้งก้อน แล้วก็หมั่นโถวสิบลูก” ป้าหรี่ตามองหลินเย่กับหญิงสาวแล้วเตือนอย่างหวังดี
“เยอะนะ สองคนจะกินหมดเหรอ ?”
“ผมกินจุ กินหมดแน่ ถ้าไม่หมดก็เอาติดตัวกลับบ้านได้”
“ได้ รวม 1.10 หยวน กับคูปองข้าวอีก 1 จิ่น 2 เหลียง”
หลังจ่ายเงินเสร็จ หลินเย่พาเฮ่ออวี่สุ่ยนั่งรอที่โต๊ะ เฮ่ออวี่สุ่ยนั่งเกร็ง ๆ ระวังสุด ๆ ก็ครั้งแรกในชีวิตที่ได้มากินร้านข้าวนี่นา
สักพัก เสียงจากช่องเสิร์ฟดังขึ้น ‘เชิญรับอาหาร ! ’
หลินเย่เผลอนั่งรอเหมือนยุคปัจจุบัน
“ไงพ่อหนุ่ม จะให้ป้าถือไปเสิร์ฟให้ไหมล่ะ ?” เสียงประชดดังออกมาอีกที
หลินเย่เพิ่งนึกออก นี่มันยุค 60 ต้องไปยกอาหารเอง ไม่งั้นมีสิทธิ์โดนเชฟหลังร้านหิ้วปีกโยนออกนอกร้านได้ฟรี ๆ
เขารีบลุกไปยกอาหารมาวางที่โต๊ะ พอวางเสร็จ เฮ่ออวี่สุ่ยก็รีบไปหยิบจานชามมาพอดี หลินเย่หยิบหมั่นโถวลูกใหญ่ให้เธอกินเลย หญิงสาวโผกอดหมั่นโถว กัดคำโตจนเกือบเท่าหน้าตัวเอง
หลินเย่มองแล้วทั้งขำทั้งสงสาร ค่อย ๆ ลูบหลังเธอเบา ๆ กลัวจะติดคอ ส่วนตัวเขาก็กินอย่างช้า ๆ แต่ตักมาคำใหญ่ เคี้ยวไว ไม่นานก็กินหมั่นโถวไปสามลูก เด็กน้อยยังไม่หมดลูกแรกเลย
ขณะที่กินกันเพลิน ๆ ประตูร้านก็เปิดออก คนงานโรงงานหลายคนสวมเสื้อผ้าเก่าแต่สะอาด เดินเข้ามา ตัวเต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อและฝุ่น เสียงดังลั่นและสั่งอาหารที่ถูกที่สุดใส่ลงในท้อง
หลินเย่ถอนใจ...ยุคนี้คนลำบากกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะช่วงเกิดภัยแล้งแบบนี้ แค่กินให้อิ่มก็ลำบากแล้ว อาหารทั้งโต๊ะหมดเกลี้ยงในพริบตา แม้แต่น้ำแกงในจานเล็ก ๆ ก็ไม่เหลือ เฮ่ออวี่สุ่ยเอาหมั่นโถวเช็ดจนสะอาดเกลี้ยง แต่สุดท้ายหลินเย่ก็กินซะส่วนใหญ่ เฮ่ออวี่สุ่ยกินได้นิดหน่อยเท่านั้น
“พี่หลินเย่ ขอบคุณค่ะ” เฮ่ออวี่สุ่ยเงยหน้าพูดด้วยเสียงใสและดวงตาเป็นประกาย
“ไม่ต้องขอบคุณนะ บอกแล้วไง ถ้าหิวก็มาหาพี่ที่หลังบ้าน ห้ามปล่อยให้ตัวเองหิวอีกล่ะ”
หลินเย่ลูบหัวเธอเบา ๆ
“อื้ม~~”
เด็กหญิงหลับตาพยักหน้าตามแรง ๆ พอเดินออกจากร้าน เฮ่ออวี่สุ่ยก็บอกว่าจะกลับไปโรงเรียนต่อ
หลินเย่จะไปส่ง แต่เธอไม่ยอม บอกว่าไปเองได้ ไม่อยากรบกวน
หลินเย่เลยโบกมือลา มองดูเธอเดินจากไป
...
หลินเย่เห็นว่าวันนี้ไม่มีธุระอะไรเป็นพิเศษ ก็เลยตั้งใจจะไปตกปลาผ่อนคลายสมองหน่อย
ข้อดีมีสองอย่าง อย่างแรกคือสามารถนำปลาที่เลี้ยงไว้ในบ่อจนตัวอ้วนสมบูรณ์ออกมาได้
อย่างที่สอง คือสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ตัวเอง
“หลินเย่คนนี้ ไม่ได้เก่งแค่ขึ้นเขาล่าสัตว์นะ ยังเป็นเซียนตกปลาด้วย !”
ใคร ๆ ก็ต้องรู้ว่าเขาไม่เพียงมีเส้นทางจัดซื้อของดี ๆ เท่านั้น แต่ตัวเขาเองก็เก่งแทบทุกอย่าง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลินเย่ก็ไปซื้อเบ็ดตกปลาจากร้านค้าสหกรณ์แล้วมุ่งหน้าไปที่สวนเป่ยไห่ทันที
สวนเป่ยไห่ในตอนนี้ ยังไม่ค่อยหรูหราเหมือนในอนาคต เมื่อเดินไปสิบก้าวก็มีวิวสวย เดินไปร้อยก้าวก็เป็นศาลา จะว่าโทรมก็ไม่ถึงกับขนาดนั้น...แต่ยุคนี้คนยังอดมื้อกินมื้อกันอยู่ ใครจะมีแรงมาเดินเที่ยวสวนกันเล่า?
สวนเป่ยไห่ในตอนนี้ ใช้ประโยชน์สูงสุดแค่ "ตกปลา" เท่านั้นเอง
เวลานี้ รอบ ๆ ทะเลสาบในสวนก็มีคนมายืนตกปลาอยู่ไม่น้อยแล้ว หลินเย่เลือกมุมเงียบ ๆ ที่มีคนน้อย กำลังจะเหวี่ยงเบ็ดลงน้ำก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า
“ลืมซื้อเหยื่อตกปลา...”
ถ้าใครมาเห็นเข้า ว่าเขาไม่ได้ใส่เหยื่อ แต่ปลากลับมาติดเบ็ดเองละก็ งานนี้คงสนุกแน่ !
จนปัญญา หลินเย่เลยต้องหากิ่งไม้เล็ก ๆ มาเริ่มขุดไส้เดือนเอาเอง โชคดีที่ยุคนี้คนยังไม่ลำบากจนต้องขุดไส้เดือนมากิน
หลังจากขุดไปไม่นาน ก็ได้ไส้เดือนมาอยู่หลายตัว
เหวี่ยงเบ็ดออกไปนั่งนิ่งอย่างใจเย็น...แต่ความจริงแล้ว พลังจิตของเขากำลังไหลตามเส้นเอ็นตกปลาไปควบคุมปลาจากในฟาร์มที่เลี้ยงไว้ ให้ว่ายเข้ามาติดเบ็ดอย่างง่ายดาย