- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน : ฉันมีระบบฟาร์มในยุคภัยแล้ง
- บทที่ 29 ขโมยของบ้านหญิงชราหูหนวกกับตระกูลอี้จนหมดเกลี้ยง
บทที่ 29 ขโมยของบ้านหญิงชราหูหนวกกับตระกูลอี้จนหมดเกลี้ยง
บทที่ 29 ขโมยของบ้านหญิงชราหูหนวกกับตระกูลอี้จนหมดเกลี้ยง
บทที่ 29 ขโมยของบ้านหญิงชราหูหนวกกับตระกูลอี้จนหมดเกลี้ยง
กลางดึก...
แสงจันทร์เสี้ยวสาดส่องลงบนลานในชุมชนซื่อเหอหยวน ราวกับกลบซ่อนความมืดมิดทั้งมวลเอาไว้
ค่ำคืนนี้เงียบสงัด มีเพียงเสียงสายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้เป็นระยะ ๆ
หลินเย่ลืมตาขึ้น ใช้พลังจิตตรวจสอบสภาพภายนอกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบลุกขึ้นแต่งตัว
รู้สึกว่ายังไม่วางใจพอ เขาจึงหยิบถุงมือมาใส่เพิ่มอีกชั้น
เขาเดินอย่างระมัดระวังมาถึงหน้าบ้านหญิงชราหูหนวก ลองใช้มือผลักประตูเบา ๆ มันเปิดออกทันที
หญิงชราถูกตำรวจจับไป ไม่มีเวลาล็อกประตูไว้เลยสักนิด
"แกร๊ก"
หลินเย่แทรกตัวเข้าไปข้างใน แล้วปิดประตูอย่างรวดเร็วพร้อมลงกลอนแน่นหนา
ภายในบ้านมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์สาดผ่านเข้ามาจาง ๆ พอให้เห็นเค้าโครงสิ่งของโดยรอบ
แต่ด้วยพลังจิตของหลินเย่ ต่อให้ไม่ใช้ตามอง เขาก็สามารถสัมผัสทุกสิ่งในห้องได้อย่างชัดเจน
เริ่มจากพื้นกระเบื้อง เขาค่อย ๆ ก้าวเดิน และใช้พลังจิตสอดผ่านตรวจหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน ตรงห้องรับแขกไม่พบอะไร หลินเย่ไม่ท้อ เดินลึกเข้าไปด้านใน
ไม่นานนัก เขาก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง สายตาหันไปที่กล่องไม้ข้างตู้ เขาเดินไปลากกล่องไม้ออก แต่พื้นข้างใต้กลับไม่มีอะไร
หลินเย่ขมวดคิ้ว ใช้พลังจิตตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง
และแน่นอน เขาเห็นร่องเล็ก ๆ ร่องหนึ่ง จึงใช้ปลายนิ้วเกี่ยวเปิดมันออกมา
เมื่อเปิดออก เขาก็เห็นทองแท่งใหญ่เรียงเป็นระเบียบหลายสิบแท่ง ทองแท่งเล็กกว่าร้อยแท่ง
ยังมีแจกันโบราณ ม้วนภาพวาด เครื่องเคลือบที่ดูแล้วน่าจะเป็นของโบราณแท้ ๆ
มีหีบเล็กอีกใบ ข้างในเต็มไปด้วยเครื่องประดับทองเงินนับสิบชิ้น
“นั่งเฒ่าสารเลว... ที่แท้ก็มีสมบัติเยอะขนาดนี้”
หลินเย่สะบัดมือ กวาดเก็บของทั้งหมดเข้าช่องเก็บของในระบบทันที ก่อนจะขยับกล่องไม้กลับไปที่เดิม
เขาตรวจที่หัวเตียงต่อ พบธนบัตรอีกเล็กน้อย แม้จะไม่มากแต่หลินเย่ก็ไม่ปล่อยไว้
กวาดเก็บเรียบ !
หลังจากค้นบ้านหญิงชราอีกสิบนาที จนแน่ใจว่าไม่พลาดอะไรแล้ว เขาจึงถอยออกมา หลินเย่มองไปยังลานกลางบ้าน และไม่เลือกที่จะออกประตูใหญ่ แต่ปีนข้ามกำแพงด้านข้างแทน
เขากระโดดคว้าก้อนอิฐบนกำแพง ใช้แรงแขนของเขาส่งตัวพาข้ามไปอีกฝั่งอย่างง่ายดาย หลินเย่ลอบเลียบกำแพงไปยังลานกลางบ้าน
ทุกที่ที่หลินเย่เดินผ่าน เขาใช้พลังจิตที่แผ่ออกมา ลบล้างรอยเท้าของตัวเองจนหมด และไม่หลงเหลือร่องรอยใด ๆ เอาไว้เลย
บ้านตระกูลอี้ก็ไม่ได้ล็อกประตูเช่นกัน หลินเย่แทรกตัวเข้าไป ราวกับหนูหลุดเข้าไปในโอ่งข้าวสาร
ในตู้เสื้อผ้ามีเงิน เก็บเรียบ ! ในลิ้นชักซ่อนเงินไว้ เก็บเรียบ !
“หืม ?”
หลินเย่พบว่าห้องนอนตระกูลอี้ มีช่องลับขุดอยู่ใต้พื้นอีกแห่ง
เปิดแผ่นกระเบื้องดูไม่กี่แผ่น ก็เห็นของห่อด้วยผ้ากระสอบหยาบ เมื่อแกะดูพบว่ามีทองแท่งเล็กอีกหลายแท่งและเงินสดถึงห้าพันหยวน
“สมแล้วที่อี้จงไห่เป็นพวกไม่น่าไว้ใจ”
หลินเย่กวาดเก็บทั้งหมดอย่างไม่เกรงใจ และใช้พลังจิตตรวจสอบแถวเตียงนอน พบเงินซุกอยู่ในหมอนอีกปึก — เอาหมด !
ข้างฝาผนังมีโปสเตอร์ซ่อนช่องลับอยู่ ดันแผ่นไม้ที่เคลื่อนออกได้ มีเงินม้วนด้วยหนังสือพิมพ์ถึงสามกอง กองละพันหยวนและเงินกระจายอีกจำนวนหนึ่ง
"เหอะ... นี่แหละ เงินสำรอง ‘ที่เปิดเผย’ ของอี้จงไห่"
ส่วนทองแท่งเล็กกับห้าพันหยวนในช่องลับใต้นั้น น่าจะเป็นเงินเก็บไว้ใช้ยามแก่เฒ่า เวลาต้องใช้เงินคงหยิบจากช่องหลังโปสเตอร์เท่านั้น
หลังจากตรวจสอบทุกมุมจนแน่ใจแล้ว หลินเย่ก็ลบทุกเครื่องหมายที่ตนเองเคยเดินผ่านอย่างละเอียด ก่อนจะหายออกจากบ้าน
หลินเย่ยิ้มกริ่ม กลับเส้นทางเดิมอย่างรวดเร็ว พร้อมลบลายเท้าไปตลอดทาง เมื่อกลับถึงบ้าน เขาจัดการตรวจนับของที่กวาดมาอย่างสบายใจ
เงินธนบัตรจากบ้านหญิงชรามีไม่มากนัก แค่สองร้อยสามสิบหยวน กับตั๋วแลกของบางอย่าง แต่ทองแท่งและเครื่องประดับที่ได้มา มูลค่ารวมกันต่ำสุดก็น่าจะเป็นแสน ๆ
ยังไม่รวมของโบราณ ภาพวาด ที่ดูแล้วราคาไม่น้อยแน่นอน พูดได้ว่า คืนนี้หลินเย่ ‘อ้วน’ ขึ้นมากทีเดียว
ส่วนบ้านตระกูลอี้ มีเงินสดมากถึง 8,150 หยวน พร้อมตั๋วแลกของมากมาย
ทองแท่งเล็กอีกหลายแท่ง ราคารวมไม่ต่ำกว่าห้าพันหยวน
"คนจะรวยก็ต้องได้โชคลาภก้อนโต... ม้าไม่กินหญ้ากลางคืน ไม่มีวันอ้วนจริง ๆ ! " หลินเย่ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างอารมณ์ดี
คืนเดียว กวาดบ้านหญิงชรากับตระกูลอี้จนหมดเกลี้ยง สบายสุด ๆ ! !
หลังจากหลินเย่ผ่อนคลายได้ไม่นาน ก็หลับสนิทไปในที่สุด...
พูดถึงอีกทางหนึ่ง...
ทางด้านสถานีตำรวจ...
ไม่ว่าจะสอบสวนอย่างไร อี้จงไห่ก็ยืนกรานเสียงแข็ง ว่าตนเองถูกใส่ร้าย !
เขาอ้างว่าที่ผ่านมาตนเป็นคนดูแลหญิงชราหูหนวกมาตลอดหลายปี ทั้งป้อนข้าวป้อนน้ำ คอยช่วยเหลือทุกอย่างในชีวิตประจำวัน
คราวนี้หญิงชราแค่ฝากของมีค่าบางอย่างไว้ให้เขาช่วยเก็บเท่านั้น
ใครจะคิดล่ะ... ว่าหญิงชราเพราะแก่ชราจนหลงลืม ดันเผลอเอาปิ่นหยกใส่ลงไปในห่อที่ฝากไว้ด้วยตัวเองแถมยังลืมไปเลยด้วยซ้ำ !
ถึงเกิดเรื่องเข้าใจผิดแบบนี้ขึ้น ! !
ด้านหญิงชราหูหนวกก็ให้การตรงกัน บอกว่าเพราะอายุมาก ความจำไม่ดี เลยเอาของผิดไปฝากไว้กับอี้จงไห่จริง ๆ
ส่วนเกาชุ่ยฮวาก็ร้องห่มร้องไห้ บอกว่าตัวเองอาจดูผิดจริง ๆ ไม่ได้จงใจให้การเท็จ เป็นเพราะตอนนั้นฟ้ามืด มองเห็นไม่ชัด จึงเข้าใจผิด
เธอยินดีจะขอโทษหลินเย่ พร้อมจ่ายค่าชดเชยให้ !
แต่จะให้รับว่าจงใจใส่ร้ายหลินเย่ ไม่มีทาง ! เธอปฏิเสธสุดชีวิต !
สามคนนี้เหมือนตกลงกันมาแล้วตั้งแต่ก่อนถึงโรงพัก ไม่มีใครยอมสารภาพเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้ตำรวจเองก็จนปัญญา เพราะแม้แต่ ‘ผู้เสียหาย’ ยังบอกว่าเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด ไม่มีใครสารภาพ ไม่มีหลักฐานจะไปจับผิดพวกเขาได้เต็มปาก
จะให้ตั้งข้อหาฝืน ๆ ก็ไม่ถูกนัก...
พอตำรวจถามถึงเรื่องสถานะ ‘ครอบครัววีรชน’ หญิงชราก็ทำเป็นหูหนวกใส่ ถามอะไรก็ไม่ตอบ แถมทำหน้าซื่อ ๆ แก่ ๆ เหมือนไม่รู้อะไรทั้งนั้น
ส่วนอี้จงไห่ก็แกล้งตีหน้ามึน บอกแค่ว่าได้ยินคนอื่นเขาพูดกันแบบนี้ แต่ถามว่าใครเป็นคนพูด ? กลับตอบว่า “นานเกินไปแล้ว จำไม่ได้”
เกาชุ่ยฮวาเองก็ว่าเหมือนกัน ไม่รู้จริง ๆ ว่าหญิงชราเป็นวีรชนหรือไม่ รู้แค่ว่าคนอื่นพูดกันแบบนี้ เธอก็เลยเชื่อ สองผัวเมียยังอ้างด้วยว่า คิดว่าหญิงชราเป็นครอบครัววีรชน จึงช่วยดูแลมาตลอดหลายปีเพื่อทำความดี !
“คุณตำรวจ เราก็แค่หวังดีนะคะ ไม่รู้จริง ๆ ว่าหญิงชราเป็นครอบครัววีรชนหรือเปล่า”
“ก็คนแถวนี้เขาพูดกัน เราก็เชื่อตามนั้น”
“แค่เพราะเราดูแลหญิงชรา จะมากล่าวหาว่าเราผิด มันไม่ถูกนะครับ ไม่ยุติธรรมเลย !” อี้จงไห่ถึงกับร้องโวยวาย บอกว่าตัวเองถูกใส่ร้ายอย่างใหญ่หลวง
ตำรวจจนใจ จำต้องขังทั้งสามคนไว้ในห้องขังชั่วคราว เพื่อสืบสวนสอบถามต่อไป
เพราะถึงอี้จงไห่จะปฏิเสธแค่ไหน ถึงหญิงชราจะช่วยพูดแทน... แต่ปิ่นหยกมันก็ถูกค้นเจอในบ้านเขาเอง ข้อหาลักทรัพย์ยังไงก็ปัดไม่พ้น
ส่วนหญิงชรา ‘ผู้เสียหาย’ คนนี้...
เพราะต้องสงสัยว่าปลอมแปลงสถานะครอบครัววีรชน จึงถูกควบคุมตัวไว้เช่นกัน