- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน : ฉันมีระบบฟาร์มในยุคภัยแล้ง
- บทที่ 27 หญิงชราหูหนวกกับอี้จงไห่ซวยแล้ว
บทที่ 27 หญิงชราหูหนวกกับอี้จงไห่ซวยแล้ว
บทที่ 27 หญิงชราหูหนวกกับอี้จงไห่ซวยแล้ว
บทที่ 27 หญิงชราหูหนวกกับอี้จงไห่ซวยแล้ว
“ก็ใช่น่ะสิ หญิงชราอยู่บ้านทั้งวัน ใครจะเข้าออกบ้าน เธอจะไม่รู้ได้ยังไง ?”
“ฉันว่าบางคนแหละที่ทำผิดแล้วแกล้งโวยวายใส่คนอื่น ! แถมยังไปซ่อนกล่องไว้หลังเตาไฟ ถ้าไม่ได้คุณตำรวจช่วยค้นหา ป่านนี้ก็คงหาไม่เจอ !”
“ซ่อนมิดชิดขนาดนั้น หลินเย่จะมีเวลาย่องเข้าไปซ่อนได้ยังไง ?”
“ลุงอี้นี่มันจนตรอกแล้ว ถึงกับโยนขี้ใส่หัวคนอื่นเลยนะ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอี้จงไห่จะเป็นคนแบบนี้จริง ๆ”
ชาวซื่อเหอหยวนที่เห็นตำรวจกำลังหยิบกล่องไม้ออกมาจากหลังเตาไฟกับตา ต่างก็พากันมองอี้จงไห่อย่างดูแคลนเต็มประดา หลายคนถึงกับเลิกเรียกเขาว่า ‘ลุงอี้’ แล้วหันไปเรียกชื่อเต็มตามแบบหลินเย่แทน
ตำรวจจึงเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สหายครับ ถ้าไม่มีหลักฐาน กรุณาอย่ากล่าวหาลอย ๆ”
“ไม่ใช่ผมนะ ! ผมไม่ได้ขโมยปิ่นปักผมจริง ๆ !”
อี้จงไห่รู้สึกเหมือนโลกพังทลาย ตะโกนออกมาเสียงดัง “จริง ๆ แล้วตอนนั้นผมออกไปเดินเล่นกับหญิงชรา ผมไม่มีโอกาสจะขโมยเลยสักนิด !”
เสียงหลินเย่ดังขึ้นช้า ๆ แต่เฉียบคม “คุณไม่มีโอกาส แต่เมียคุณมี”
“มิน่าเล่า ทำไมสองวันนี้ถึงทำตัวสนิทกับหญิงชราหูหนวกนัก ที่แท้ก็หวังจะตีสนิทเพื่อหาจังหวะลงมือนี่เองแถมยังแกล้งโวยวาย ป้ายความผิดใส่ฉันอีก”
คำพูดของหลินเย่ทำให้หลายคนในหมู่บ้านถึงกับตาโต ราวกับเพิ่งนึกอะไรบางอย่างออกมา
ที่ผ่านมา อี้จงไห่มักจะให้เมียตัวเองดูแลหญิงชราหูหนวกเป็นหลัก แต่สองวันมานี้กลับไปที่บ้านหญิงชราบ่อยยิ่งกว่าภรรยาตัวเองเสียอีก
วันนี้ยังอุตส่าห์ออกไปเดินเล่นกับหญิงชราด้วยตัวเอง... ทีแรกก็นึกว่าดี ที่แท้ก็แค่วางแผนให้ภรรยาได้โอกาสลงมือขโมยของ !
พวกเขาไม่รู้เลยว่าที่อี้จงไห่เข้าออกบ้านหญิงชราหูหนวกบ่อย ๆ เป็นเพราะกำลังร่วมมือกันวางแผนใส่ร้ายหลินเย่ต่างหาก
"เพี๊ยะ ! "
เสียงไม้เท้าตีเข้ากลางหัวอี้จงไห่อย่างแม่นยำ ทำเอาเขาทรุดลงไปก้นจ้ำเบ้า “คุณยาย ผมไม่ได้ขโมยปิ่นของยายนะ !”
“เดี๋ยวก่อน ! ผมนึกอะไรออกแล้ว...”
อี้จงไห่จับหัวด้านหลังที่โดนตีอยู่แน่น ความคิดก็ขยับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะจ้องมองหญิงชราหูหนวกด้วยสายตาที่เร่งด่วนและแฝงไปด้วยความเย็นชา
“ไม่ได้เป็นความผิดของยายหรอก ที่ให้ผมถือกระเป๋าใบนี้ แล้วบอกให้ผมเก็บของข้างในให้ดี แต่ไม่ได้บอกว่ามีสมบัติของยายอยู่ด้วย”
“หรือว่า…ยายลืมไปเอง ว่าของมีค่าถูกใส่ลงไปในกระเป๋านั้นโดยไม่ตั้งใจ ?”
สายตาของอี้จงไห่บอกอย่างชัดเจนว่า เขาไม่ได้สนใจแค่เรื่องปิ่นปักผมที่อยู่ในบ้านเขาอีกต่อไป
แต่ตอนนี้คือเขากำลังคิดหาวิธีปิดเรื่องนี้ไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้
ถ้าตำรวจกำหนดว่าเขาเป็นคนขโมยจริงก็จบเแน่ จะคิดเรื่องเกษียณหรือชีวิตคู่ก็หมดสิทธิ์ไปเลย เพราะทั้งสองคนอาจต้องเข้าไปอยู่ในคุกแทน !
หญิงชราหูหนวกสังเกตเห็นสายตาอี้จงไห่ถึงกับตกใจจนตัวสั่น อี้จงไห่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับหญิงชรามากมาย
ถ้าเขาถูกจับเข้าคุกจริง ก็ไม่แน่ว่าอาจจะเปิดปากบอกทุกอย่าง รวมถึงแผนชั่วร้ายที่พวกเขาร่วมกันใส่ร้ายหลินเย่ด้วย และที่สำคัญ อี้จงไห่คือหน้าตาที่ช่วยให้หญิงชราหูหนวกใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในวัยชรา
คิดถึงตรงนี้ หญิงชราจึงแสร้งทำเป็นตกใจและพูดขึ้น “ใช่ ใช่ ! ฉันนี่แหละแก่จนลืมเอง ของมันก็วางผิดที่แล้วส่งให้แกเก็บไว้ ฉันเองก็ลืมไปแล้ว”
“แก่แล้วหลง ๆ ลืม ๆ ไม่ไหวจริง ๆ ! !”
หลังพูดจบก็หันไปมองตำรวจด้วยสีหน้าขอโทษ
“คุณตำรวจ ขอโทษด้วยนะ ยายจำอะไรไม่ค่อยได้ ของวางไว้ไหนก็ลืมหมด ทำให้พวกคุณต้องเหนื่อยทั้งคืน ขอโทษจริง ๆ ค่ะ ! !”
ตำรวจสองนายที่ได้ยินคำพูดนั้น ต่างก็ทำหน้าไม่พอใจ เหลือบมองการแสดงของหญิงชราหูหนวกและอี้จงไห่อย่างเย็นชา พวกเขาไม่คิดว่าคู่นี้จะมองตำรวจเป็นคนโง่ คำแก้ตัวที่ชัดเจนแบบนี้ ใครจะไม่เห็นว่าหญิงชราหูหนวกกำลังช่วยอี้จงไห่ปกปิดความผิด
“อ่า อี้จงไห่ แทนที่จะไปขโมยของคนอื่น กลับไปขโมยปิ่นปักผมของหญิงชราเหรอ ? รู้ไหมว่าหญิงชราเป็นลูกหลานวีรชน ?”
หลินเย่พูดเสียงดังจากข้าง ๆ
คำพูดนั้นทำให้อี้จงไห่และหญิงชราหูหนวกสะดุ้งโหยงไปทั้งตัว รู้สึกหนาวเย็นตั้งแต่ฝ่าเท้าจนถึงกระหม่อม
ทั้งคู่เริ่มเกิดความรู้สึกไม่ดีขึ้นในใจ
“ลูกหลานวีรชน ? ! !”
ตำรวจสองนายได้ยินเช่นกัน ก็หันไปมองหญิงชราหูหนวกด้วยสายตาประหลาดใจ
“ยายเป็นลูกหลานวีรชนจริงหรือครับ ?”
น้ำเสียงตำรวจเปลี่ยนเป็นสุภาพขึ้นมาก พร้อมถามด้วยความเคารพ
หญิงชราหูหนวกพยายามกลั้นใจ สวมบทคนหูหนวก “อะไรนะ ! ! คุณตำรวจ ช่วยพูดดัง ๆ หน่อย ฉันได้ยินไม่ชัด !” ตำรวจสองนายเห็นท่าทางนี้ของหญิงชราก็ขมวดคิ้วและหันไปถามหลินเย่
“หลินเย่ คุณบอกว่าหญิงชราเป็นลูกหลานวีรชน มีหลักฐานอะไรหรือเปล่า ?” หญิงชราหูหนวกและอี้จงไห่ต่างใจหาย แต่ก็ไม่สามารถหยุดเหตุการณ์ได้
“หลักฐานเหรอ ?”
หลินเย่แสร้งทำเป็นสงสัย
“หญิงชราหูหนวกนี่แหละลูกหลานวีรชน อี้จงไห่บอกเราว่าหญิงชราเคยส่งรองเท้าฟางให้กับองค์กร เป็นลูกหลานวีรชน เป็นผู้อาวุโสของบ้านเรา พวกเราต้องเคารพนับถือ”
“ถ้าไม่เชื่อ คุณตำรวจลองถามคนอื่น ๆ ดูก็ได้ อี้จงไห่ก็เป็นคนบอกเรามาแบบนี้แหละ”
ตำรวจสองนายหันไปมองชาวบ้านในลานบ้าน
“ใช่ค่ะ หญิงชราเป็นลูกหลานวีรชนจริง ๆ”
“ใช่ค่ะ ลุงอี้บอกว่าหญิงชราเป็นลูกหลานวีรชน ต้องให้ความเคารพอย่างดี”
“จริงค่ะ เมื่อสองวันก่อนลุงอี้กับหลินเย่ทะเลาะกัน ยังก็พูดยืนยันว่าหญิงชราเป็นลูกหลานวีรชน”
“ทุกคนพูดว่าหญิงชราเป็นลูกหลานวีรชนค่ะ”
“ใช่ค่ะ ถูกต้อง !”
ชาวบ้านต่างยืนยันตามที่หลินเย่พูด
นี่ไม่ใช่เรื่องโกหก เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา อี้จงไห่ก็เป็นคนปลูกฝังความเชื่อนี้ให้กับทุกคน ไม่มีใครปิดบัง ทุกคนเลยพูดออกมาตรง ๆ
“ผม… ผมไม่ได้ตั้งใจนะ ผมก็แค่พูดตามที่ได้ยินมา คิดว่าน่าจะจริง...”
อี้จงไห่พูดอย่างรีบร้อนและใจไม่ดี เขาคิดว่าแค่กระจายข่าวลือไป ไม่มีหลักฐานก็ไม่มีใครจะรู้เรื่อง แต่เขาลืมไปว่าคนเรามักจะพูดตามคนอื่นโดยไม่รู้ตัว
ตอนนี้หลินเย่พูดว่าเป็นเขา ทุกคนก็เลยนึกไปถึงเขาโดยอัตโนมัติ ยิ่งกว่านั้น คนที่พูดบ่อยสุดในลานบ้านเรื่องนี้ก็คืออี้จงไห่เอง ซึ่งก็ไม่แปลกที่เขาจะถูกจับผิด
ตำรวจสองนายได้ฟังจากชาวบ้านแล้วเห็นหญิงชราหูหนวกและอี้จงไห่มีท่าทางขี้ขลาด ก็พอจะเดาเรื่องราวได้คร่าว ๆ ในใจคิดว่า เรื่องราวในซื่อเหอหยวนนี้ดูไม่ธรรมดาเลยนะเนี่ย มีอะไรซับซ้อนมากทีเดียว
“อี้จงไห่ เรื่องที่คุณขโมยสมบัติของหญิงชราไป โปรดตามเรากลับไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม” ตำรวจนายหนึ่งเดินเข้ามาพูดกับอี้จงไห่อย่างเย็นชา
“ไม่ใช่ครับคุณตำรวจ ผมไม่ได้ขโมย คุณไม่เห็นหญิงชราพูดเหรอ ? มันเป็นความเข้าใจผิด”
อี้จงไห่รีบอธิบาย
“จะเป็นความเข้าใจผิดจริงหรือเปล่า เราจะตรวจสอบให้ชัดเจนเอง” ตำรวจมองอี้จงไห่อย่างนิ่งเฉยและจริงจัง
“ตอนนี้ เชิญคุณไปกับเราด้วย แล้วก็เกาชุ่ยฮวาเรื่องที่คุณให้การเท็จ คุณก็ต้องตามเรากลับไปด้วย”
“คุณยาย ในฐานะผู้เสียหาย ต้องมาทำบันทึกกับเราและต้องตรวจสอบตัวตนว่าคุณเป็นลูกหลานวีรชนจริงหรือไม่”
ตำรวจสองนายหันไปบอกหญิงชราหูหนวกและเกาชุ่ยฮวาอย่างเป็นทางการ