เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 ขึ้นเขาไปล่าสัตว์

บทที่ 14 ขึ้นเขาไปล่าสัตว์

บทที่ 14 ขึ้นเขาไปล่าสัตว์


บทที่ 14 ขึ้นเขาไปล่าสัตว์

หลินเย่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของฉินอ้ายกั๋ว ตอนนี้ชีวิตในชนบทนั้นลำบากจริง ๆ  ปีหน้าอาจจะมีคนหนีความอดอยากเข้าเมืองกันไม่น้อย

หลังจากนั้นหลินเย่ก็ยิ้มออกมาและพูดขึ้น

“ไม่เป็นไรครับ ผู้ใหญ่บ้าน ! ของอะไรก็ได้ ผมรับหมด เมล็ดพันธุ์ก็รับ รับในราคาปกติด้วยครับ ไม่กดราคาแน่นอน !”

“อย่างงั้นเหรอ ดีเลย งั้นเดี๋ยวฉันจะให้คนไปดูให้”

ฉินอ้ายกั๋วได้ยินคำพูดจริงใจของหลินเย่ ก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเล แต่ก่อนคนจากหน่วยงานอื่นที่มารับซื้อ มักจะกดราคารับซื้อให้ต่ำกว่าราคาตลาดเล็กน้อย

แม้จะไม่มาก แต่สำหรับชาวบ้านที่แทบไม่มีรายได้ทั้งปี ก็ถือว่าสูญเสียไม่น้อย เพราะฉะนั้นแค่หลินเย่ไม่กดราคา ก็ถือว่ามีน้ำใจมากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เขายังรับซื้อแม้กระทั่งเมล็ดพันธุ์ที่ในชนบทมีอยู่มากมาย

“รบกวนผู้ใหญ่บ้านด้วยนะครับ”

หลินเย่พูดอย่างสุภาพ ที่จริงเขารู้ดีว่า ตอนนี้สิ่งที่ขาดแคลนที่สุดก็คือ "อาหาร" ถ้าเขาเอาอาหารมาแลกของล่ะก็ จะได้ของที่อยากได้แน่นอน แต่แบบนั้นมันอันตรายเกินไป !

“จิงหรู แล้วก็พวกเธอด้วย ไปบอกพ่อแม่ของพวกเธอซิว่ามีของจะขายไหม”

“ถ้ามีก็รีบเอามาเลย”

“แล้วก็บอกไปด้วยนะว่า เจ้าหน้าที่รับซื้อจากในเมืองรอบนี้ เขารับซื้อเมล็ดพันธุ์ด้วย” ฉินอ้ายกั๋วหันไปบอกเด็ก ๆ ที่ตามหลินเย่มาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ได้ค่ะ ผู้ใหญ่บ้าน !”

เด็ก ๆ ตอบอย่างว่าง่ายก่อนจะพากันวิ่งกลับบ้าน ฉินจิงหรูเองก็กลับไปบอกพ่อแม่ของตัวเอง ไม่นาน ชาวบ้านจากหมู่บ้านฉินเจียชุนก็พากันหิ้วของพะรุงพะรังมาที่บ้านของฉินอ้ายกั๋ว

หลินเย่เห็นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วหยิบขนมลูกอมถั่วลิสงแจกเด็ก ๆ ที่กลับมาคนละเม็ด ก่อนจะเริ่มลงมือจัดการ

“คุณป้าครับ เมล็ดฝ้ายถุงนี้ ผมให้ห้าเหมา โอเคไหมครับ ?”

“โอเคจ๊ะ ขอบคุณมากนะลูก”

“คุณลุงครับ เมล็ดข้าวโพดถุงนี้ ผมให้ได้แค่สิบเหมานะครับ”

“ไม่เป็นไร ๆ เดี๋ยวผมไปเอาเมล็ดพันธุ์อย่างอื่นมาเพิ่มอีกนะ”

“คุณพี่ครับ เมล็ดข้าวสาลีถุงนี้...”

เมื่อเห็นว่าหลินเย่รับซื้อแม้แต่เมล็ดพันธุ์ แถมให้ราคาดี ชาวบ้านแต่ละคนก็ดีใจกันยกใหญ่ บางคนเห็นว่าราคาเป็นธรรม ก็เลยเอาของป่าที่เก็บไว้ในบ้านออกมาขาย

เพราะหวังจะได้เงินไปซื้อข้าวสาร

ส่วนหลินเย่เองก็ดีใจไม่น้อย เพราะเขาเพิ่งรับกระต่ายมาจากชาวบ้านคนหนึ่ง ได้ทั้งตัวผู้หนึ่งตัว และตัวเมียสองตัว ต่อไปฟาร์มของเขาก็จะมีเนื้อกระต่ายให้กินแล้ว !

“ผู้ใหญ่บ้าน เป็ดกับห่านพวกนี้ขายไหมครับ ? ผมขอซื้ออย่างละคู่ ให้ราคาสูงด้วย”

หลังจากชาวบ้านแยกย้ายกันกลับไปแล้ว หลินเย่ก็จ่ายหนึ่งเหมา (ประมาณสิบสตางค์) เพื่อขอฝากท้องกินมื้อเที่ยงที่บ้านผู้ใหญ่บ้านฉินอ้ายกั๋ว

ตอนนั้นเอง เขาก็สังเกตเห็นว่าหลังรั้วมีเป็ดอยู่เจ็ดตัว กับห่านอีกสี่ตัว

“ขายไม่ได้หรอก เป็ดพวกนี้เป็นของหน่วยงานใหญ่ ห่านก็ของสหกรณ์ เขาฝากมาเลี้ยง ถ้าขาดไปหรือจำนวนไม่ตรง ฉันเดือดร้อนแน่ !”

ฉินอ้ายกั๋วรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที

“งั้น... ผู้ใหญ่บ้านลองช่วยคิดหาทางหน่อยได้ไหม ถ้าไม่ได้จริง ๆ ไข่ที่ผสมแล้วก็ยังดี” หลินเย่พูดพลางหยิบบุหรี่ ‘ต้าฉิ่นเหมิน’ หนึ่งซองใส่มือฉินอ้ายกั๋ว

“แค่ก ๆ... แบบนี้ไม่ได้หรอกหลินเย่ ถ้ามีใครรู้เข้าล่ะก็ ฉันซวยแน่นอน”

แม้ปากจะปฏิเสธ แต่ฉินอ้ายกั๋วก็มองบุหรี่ในมือด้วยความลังเล

“ผมแค่ขอไข่ที่ผสมแล้วเองครับ ใครจะรู้ล่ะ ?”

“อีกอย่าง เป็ดห่านพวกนี้ผู้ใหญ่บ้านก็เลี้ยงเองทั้งอาหารและเวลา กินไข่แค่ไม่กี่ฟองก็ไม่เกินเลยอะไรนะครับ...”

หลินเย่พูดพลางยัดบุหรี่อีกซองใส่มือผู้ใหญ่บ้านพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร

“โอเค ๆ ได้ ๆ ... ขายให้บ้างก็ได้ แต่อย่าเยอะนะ ไข่เป็ดห้าฟอง ไข่ห่านห้าฟอง พอ”  ฉินอ้ายกั๋วใจอ่อน ชี้ไปที่ตะกร้าสองใบหลังรั้ว ใบหนึ่งใส่ไข่เป็ด อีกใบใส่ไข่ห่าน

“งั้นผมเอาอย่างละสิบฟองเลยก็แล้วกัน จะได้ไม่ลำบากท่าน ไข่จะฟักได้หรือไม่ ผมไม่ถือ”

“ได้ งั้นไข่เป็ดฟองละห้าเหมา ไข่ห่านสองเหมา รวมเป็นสามหยวนห้าสิบเฟิน”

“ไม่มีปัญหาครับ นี่ครับเงิน”

หลินเย่ไม่ต่อรอง จ่ายเงินให้ทันที

ฉินอ้ายกั๋วยิ้มกว้าง นับเงินแล้วเก็บใส่กระเป๋าทันที

“ผู้ใหญ่บ้าน ขอซื้อรถเข็นได้ไหมครับ ?”

“ของเยอะขนาดนี้ ถ้าไม่มีรถเข็น ผมแบกกลับไม่ไหวจริง ๆ”

หลินเย่หันไปมองข้าวของที่กองเต็มพื้น ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์พืชสารพัด ถุงของแห้ง หรือแม้กระทั่งกระต่ายสามตัวที่ยังโดดโลดเต้นอยู่

“รถเข็นเหรอ ? ได้เลย บ้านฉันมีพอดี ขายให้ 25 หยวนก็แล้วกัน”

รถเข็นไม่เหมือนจักรยาน ไม่ต้องใช้ใบอนุญาต ทำขึ้นมาเองก็ได้ แค่ซื้อยาง ซื้อวัสดุ แล้วให้ช่างไม้ประกอบก็เสร็จ ราคา 25 หยวน ฉินอ้ายกั๋วไม่ได้คิดกำไรจากหลินเย่เลย

“ตกลงครับ”

หลินเย่จ่ายเงินอย่างไม่อิดออด จากนั้นฉินอ้ายกั๋วก็นำรถเข็นมาช่วยหลินเย่ขนของขึ้นรถให้เสร็จ

“งั้นผู้ใหญ่บ้าน ผมต้องรีบกลับเข้าตัวเมืองแล้ว ไว้เจอกันใหม่”

หลินเย่ยื่นบุหรี่ให้ฉินอ้ายกั๋วด้วยรอยยิ้ม

“ได้ ๆ เดินทางปลอดภัยนะ !”

ฉินอ้ายกั๋วหยิบลูกพลัมหลายลูกยัดใส่มือหลินเย่ “เอาไว้กินระหว่างทาง แก้กระหายน้ำ”

“ขอบคุณครับผู้ใหญ่บ้าน !”

หลินเย่พยักหน้าขอบคุณ แล้วก็ลากรถเข็นมุ่งหน้าออกจากหมู่บ้าน เมื่อพ้นชายหมู่บ้าน หลินเย่ก็สังเกตซ้ายขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้

จากนั้นจึงนำรถเข็นและของทั้งหมดเก็บเข้าไปในฟาร์มมิติ YY ของเขา ภายในฟาร์ม เขาใช้พลังจิตควบคุมให้เมล็ดพันธุ์ต่าง ๆ ลงดินทันที

ส่วนกระต่ายสามตัวยังถูกปล่อยลงในคอกสัตว์ และในบ่อปลาก็มีปลาตัวเล็ก ๆ ที่ได้จากชาวบ้านว่ายอยู่แล้ว ทุกอย่างจัดการเสร็จ หลินเย่ยังไม่รีบกลับเมือง

เขาตัดสินใจจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ดูสักรอบ

คราวนี้ตั้งใจไว้แล้วว่าจะขึ้นเขาลึก เขาเก็บรถเข็นไว้ แล้วหยิบปืนล่าสัตว์ออกมา พกมีดฟันไม้ไว้ที่เอว

เส้นทางบนภูเขานั้นลำบากมาก หลินเย่ใช้มีดถางทางนำหน้า เพื่อกันสัตว์หรือแมลงอันตรายที่อาจโผล่มา

แล้วทำไมล่ะ ถึงแม้เสบียงจะขาดแคลน แต่คนที่กล้าขึ้นเขาล่าสัตว์ก็ยังน้อย ?

เหตุผลสำคัญก็คือ ที่ภูเขานี้มีทั้งงูพิษและแมลงมีพิษจำนวนมาก

บางทีอันตรายยิ่งกว่าสัตว์ร้ายเสียอีก !

บางคนอาจสงสัยว่า หลินเย่มีเสบียงมากมายขนาดนี้ ทำไมยังต้องเสี่ยงชีวิตขึ้นเขา ?

ก็เพราะว่า หลังจากผ่านกระบวนการ “เปลี่ยนไขกระดูก ชำระเส้นเอ็น” ร่างกายเขาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

ไม่ใช่แค่แข็งแรงขึ้น แต่ยังสามารถสัมผัสและใช้งาน "พลังจิต" ได้อีกด้วย !

ตอนนี้เขากำลังใช้พลังจิตคล้ายสัมผัสที่หกเพื่อมองทุกสิ่งในพุ่มหญ้า ถ้าเจอแมลงพิษ เขาก็จะใช้มีดฟันไล่มันทันที เส้นทางผ่านไปอย่างราบรื่น เขาเดินเท้าลึกเข้าไปในเขากว่าสองชั่วโมง

ต้นไม้รอบข้างเริ่มสูงใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แสดงว่าเขาเข้าสู่ป่าลึกแล้ว

ไม่มีทางเลือก เพราะรอบนอกไม่ค่อยมีสัตว์ป่าเหลือ ไม่รู้ว่าโชคเขาไม่ดี หรือมีคนล่าไปหมดแล้ว พอเงยหน้าดูพระอาทิตย์ กะเวลาได้ว่าน่าจะบ่ายสองกว่า

หลินเย่ไม่คิดเสียดายเวลาและเดินหน้าต่อ ระหว่างทางต้องคอยฟันกิ่งไม้และเถาวัลย์หนามตลอด เผลอเมื่อไหร่ก็โดนตำทันที

ยิ่งลึกเข้าไป อุณหภูมิก็ยิ่งลดลง

ต้นไม้หนาแน่นจนแสงแดดส่องแทบไม่ถึง แต่ก็ยังไม่มีวี่แววของสัตว์ป่าเลย เขาเริ่มถอนหายใจ คิดว่าคงจะมาเสียเที่ยวแล้ว

ทว่า...

“ครืด... ครืด...”

เสียงคำรามต่ำ ๆ ของสัตว์ป่าดังมาจากเบื้องหน้า

หลินเย่ไม่กล้าประมาท ใช้มือกับเท้าเกาะต้นไม้ปีนขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อขึ้นถึงยอดไม้ ได้มุมมองสูง เขาก็เห็นชัดเจนเป็นฝูงหมูป่ากำลังกินพืชอยู่ !

มีหมูใหญ่สองตัว และลูกหมูอีกสามตัว

จบบทที่ บทที่ 14 ขึ้นเขาไปล่าสัตว์

คัดลอกลิงก์แล้ว