- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน : ฉันมีระบบฟาร์มในยุคภัยแล้ง
- บทที่ 11 ใส่ร้ายป้ายสี
บทที่ 11 ใส่ร้ายป้ายสี
บทที่ 11 ใส่ร้ายป้ายสี
บทที่ 11 ใส่ร้ายป้ายสี
เจียจางเป็นคนแรกที่พุ่งเข้ามา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว เธอเหวี่ยงไม้ใส่หลินเย่ อย่างรุนแรง แต่หลินเย่เอี้ยวตัวหลบได้ทัน
พร้อมกับคว้าไม้กระบองด้วยมือข้างเดียว จากนั้นก็ “ฟึ่บ !” ฉวยมันมาจากมือของเธอ
“อ๊า ! มือฉัน ! !”
ฝ่ามือของเจียจางถลอกจนเลือดซึมออกมา บางจุดมีเสี้ยนไม้ทิ่มเข้าไปด้วย หลินเย่ที่คว้าไม้ได้แล้ว หันไปจ้องเจียตงสวี่ด้วยสายตาเย็นเยียบ
เจียตงสวี่เห็นดังนั้นก็เริ่มกลัว ใจเสียจนขยับตัวช้าลง แต่หลินเย่ไม่ให้โอกาสแม้แต่จะหนี เขากระหน่ำตีไม้ลงบนข้อมือของเจียตงสวี่อย่างแรง
“อ๊ากกก ! !”
เจียตงสวี่ร้องลั่น ไม้ในมือหลุดลงพื้นทันที หลินเย่ไม่รอช้าฉวยจังหวะที่อีกฝ่ายล้มลงตีซ้ำอีกหลายไม้ พร้อมตะโกนเสียงดัง
“คนบ้านตระกูลเจียมีแต่รุมรังแกคนอื่น คิดจะรุมตีฉันให้ตายงั้นเหรอ ? ! อ๊า ๆ ๆ ๆ ! !”
แม้จะร้องเสียงหลงเหมือนคนกลัว แต่แรงมือที่ตีลงไปไม่มีผ่อนเลยแม้แต่น้อย คนที่ยืนดูรอบ ๆ ถึงกับหน้าเหวอ
หากใครไม่รู้เรื่อง เมื่อเห็นท่าทางของหลินเย่ คงนึกว่าเขาต่างหากที่เป็นฝ่ายลงมือ
“โอ๊ย ฉันผิดไปแล้ว อย่าตีอีกเลย !”
“อย่าตีเลย~~ ฉันผิดไปแล้ว~~~”
เจียตงสวี่โดนตีจนล้มไปนอนกับพื้น กอดหัวตัวเองขดตัวเป็นก้อน
“หลินเย่ ! หยุดก่อน !”
อี้จงไห่รีบวิ่งเข้ามาห้าม แต่หลินเย่เห็นเขาวิ่งเข้ามา กลับแววตาวาวขึ้น แล้วหันไปกระหน่ำตีขาอี้จงไห่อีกห้าหกครั้ง
“โอ๊ยย อย่า...ขาฉัน !”
อี้จงไห่โดนตีจนกระโดดขึ้นเหยง ๆ เหงื่อเย็นไหลเต็มหน้าผาก
“ซี๊ด ด ด...”
ทุกคนในลานเห็นหลินเย่กล้าตีแม้แต่ “ผู้ใหญ่” อย่างอี้จงไห่ ต่างก็อ้าปากค้างกันเป็นแถว
“อี้จงไห่ นายวิ่งเข้ามาทำไมไม่ดูตาม้าตาเรือเลย !”
“ฉันกำลังจะเก็บไม้แล้วเชียว นายดันพรวดเข้ามาแบบนี้...”
หลินเย่ทำท่าทางเสียดายเหมือนรู้สึกผิด แต่ด้านเหยียนปู้กุ้ยกับหลิวไห่จงถึงกับกลั้นหัวเราะไม่ไหว ในใจนั้นคิดว่า “เจ้าเด็กนี่ลงมือโคตรโหด”
เมื่อกี้ตอนเห็นอี้จงไห่เข้ามา หลินเย่ยิ่งตีแรงขึ้นเสียอีก
“นาย... ช่างเถอะ”
อี้จงไห่กัดฟันแน่น มองหลินเย่ด้วยความเจ็บใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาได้แต่พูดตัดบท
หลินเย่จัดการบ้านตระกูลเจียทั้งแม่ลูกและอี้จงไห่จนสาสมแก่ใจแล้ว แล้วก็พยักหน้าอย่างพอใจ
“เอาล่ะ พอแค่นี้ก็ได้”
“จะพอได้ยังไง ! หลินเย่ นายตีฉันกับตงสวี่ ต้องจ่ายค่าชดเชย !” เจียจางประคองลูกชายที่ยังร้องโอดโอย ลุกขึ้นมาตะโกนใส่หน้าหลินเย่ด้วยความแค้น
“พวกตระกูลเจียเป็นฝ่ายเริ่มก่อน พวกแกเอาไม้จะมาตีฉันเองนะ ฉันแค่ป้องกันตัว !”
“ถ้าไม่ตอบโต้ ป่านนี้ฉันคงโดนพวกแกทุบตีจนตายไปแล้ว ! !”
ยังไม่ทันให้อี้จงไห่จะพูดอะไร หลินเย่ก็ชิงทำท่าผู้ถูกกระทำ พูดเสียงดังต่อทันที “พูดกันตามจริง ฉันน่ะควรไปแจ้งตำรวจจับพวกแกด้วยซ้ำ ต้องเป็นพวกแกมาชดใช้ให้ฉัน !”
“หา ! !”
เจียจางแทบกรีดร้อง เมื่อได้ยินว่าหลินเย่ไม่เพียงแค่ไม่ชดใช้ ยังจะเรียกค่าเสียหายจากพวกเธออีก
“ทำไมล่ะ ฉันพูดผิดตรงไหน ? หรือในลานนี้มีแต่พวกตระกูลเจียที่มีสิทธิ์ใช้ไม้ตีคนอื่น ?”
หลินเย่ยืนกอดอกพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“พอเถอะ ! ครั้งนี้บ้านตระกูลเจียผิดก็จริง แต่หลินเย่ก็ลงไม้ลงมือไปแล้ว แถมยังฟาดฉันอีกหลายที เรื่องนี้ขอให้จบแค่นี้”
อี้จงไห่ถอนหายใจเหนื่อยหน่าย แล้วหันไปพูดกับเจียตงสวี่
“ตงสวี่ พาแม่กลับบ้านไป เรื่องนี้ให้มันจบ อย่าก่อเรื่องอีก”
เจียตงสวี่อยากจะพูดอะไรต่ออีก แต่พอเห็นสายตาเข้มของอี้จงไห่ ก็ได้แต่พยักหน้าเงียบๆ ชาวบ้านในลานเห็นฉากนี้ ต่างก็รู้สึกสะใจที่เห็นบ้านตระกูลเจียเสียหน้าขนาดนี้ และก็ชื่นชมหลินเย่อย่างอดไม่ได้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่มีใครเอาชนะบ้านตระกูลเจียได้เด็ดขาดแบบนี้ และยังทำให้อี้จงไห่หน้าแตกอีกด้วย ถ้าไม่ใช่หลินเย่ ก็คงไม่มีใครแล้ว
“งั้นฉันก็จะไปซื้อกุญแจล็อกบ้านบ้าง”
“หลินเย่พูดถูก ทุกวันนี้ข้าวของหายาก จะประมาทไม่ได้”
“พ่อแม่ฉันย้ายออกไปแล้ว บ้านเหลือฉันคนเดียว ไม่ล็อกไม่ได้จริง ๆ”
สวี่ต้าหม่าพูดพลางทำท่าจะออกไปซื้อกุญแจจากสหกรณ์
“สวี่ต้าหม่า หยุดเลย !”
อี้จงไห่รีบเรียกเขาไว้
“หลินเย่ ฉันขอสัญญาว่า จะไม่มีเรื่องขโมยในลานบ้านนี้เด็ดขาด”
อี้จงไห่พูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เพราะงั้นนายไม่ต้องล็อกบ้านก็ได้”
“จะให้ฉันไม่ล็อกก็ได้ แต่ถ้าบ้านฉันมีของหาย นายต้องรับผิดชอบจ่ายคืนเต็มจำนวนนะ”
หลินเย่พูดพร้อมกอดอกมองเขานิ่ง ๆ
คนทั้งลานก็หันมามองอี้จงไห่ด้วยสายตาสงสัย
“ฉัน...”
อี้จงไห่ไม่กล้ารับปากเลย
ถ้าเขารับปาก แล้วบ้านอื่นมีของหายเมื่อไหร่ คงมีแต่คนมาเรียกร้องกับเขา
“ถ้ารับปากไม่ได้ ก็อย่ามาขวางทาง ฉันจะไปทำงาน”
หลินเย่มองอี้จงไห่ด้วยสายตารำคาญ แล้วโบกมือไล่เหมือนไล่แมลงวัน
“พอเถอะจงไห่ ใครอยากล็อกบ้านก็ล็อกไป” หญิงชราหูหนวก เดินออกมาจากหลังลาน พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“แต่...ยายครับ...”
ยังไม่ทันให้อี้จงไห่พูดจบ คนในลานก็พากันวิ่งออกไปซื้อกุญแจกันหมดแล้ว ช่วงนี้ของกินของใช้หายาก ไหนจะบ้านตระกูลเจียที่มีนิสัยลักเล็กขโมยน้อย ใครก็ไม่วางใจได้
ถ้าเผลอเมื่อไหร่แล้วถูกบ้านตระกูลเจียจ้องเล่นงานเข้าแน่ ๆ
อี้จงไห่มองลานบ้านที่เงียบกริบอย่างหงุดหงิด
เมื่อก่อนเขาเคยพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่า “ซื่อเหอหยวนที่ฉันดูแล ไม่มีใครต้องล็อกประตูเวลาจะออกจากบ้าน” แต่ตอนนี้ ทุกอย่างกลับพังพินาศเพราะหลินเย่
เมื่อนึกถึงแผนการเมื่อคืนที่วางไว้กับหญิงชราหูหนวก แววตาเขายิ่งดุดันขึ้น เขาหันไปสบตากับหญิงชราหูหนวก ทั้งสองพยักหน้าให้กันอย่างเงียบงัน เป็นสัญญาณว่าทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามแผน
ทางด้านหลินเย่ เมื่อล็อกประตูเรียบร้อย ลองโยกไปมาสองสามทีเมื่อพบว่ากุญแจแน่นหนาดี ก็พอใจแล้วออกไปทำงานตามปกติ
แต่สิ่งที่หลินเย่ไม่รู้ก็คือ หลังจากเขาออกจากบ้านไปไม่นาน อี้จงไห่ก็ฉวยจังหวะที่คนในบ้านด้านหลังออกไปซื้อกุญแจ แอบย่องมาที่หน้าบ้านของเขา
เขาล้วงเอาลวดเส้นหนึ่งจากกระเป๋า แล้วเพียงไม่กี่วินาทีก็ไขกุญแจจนเปิดออกได้ ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า อี้จงไห่จะมีฝีมือในการงัดแงะไม่ต่างจากพวกหัวขโมย
ที่สำคัญ เทคนิคของเขาไม่น้อยหน้าไปกว่าเจียจางเลยด้วยซ้ำ
หลังจากเข้ามาในบ้านได้ เขากวาดสายตามองสำรวจภายในเล็กน้อย
“เจ้าหนูนั่น กล้าใส่ล๊อคบ้านด้วยตัวเอง งั้นก็ยิ่งดิ้นไม่หลุดแน่...”
อี้จงไห่เหลือบมองกุญแจในมือ แล้วยิ้มอย่างเย็นยะเยือก
เขาไม่เสียเวลาเปล่า ล้วงเอากล่องไม้ใบเล็กจากกระเป๋า เปิดออกและดูของข้างในอีกครั้ง
“ต๊าย ตาย...ปิ่นปักผมนี่มันงดงามจริง ๆ หญิงชราหูหนวกยังมีของล้ำค่าแบบนี้อีกเหรอ ?”
ดวงตาของอี้จงไห่เต็มไปด้วยความโลภ เขาคิดในใจว่า...
“พอแก่ตัวตายเมื่อไหร่ ของทั้งหมดนี้ก็ต้องตกเป็นของฉัน...ไม่ใช่แค่ปิ่นปักผม แม้แต่บ้านนี้ก็ต้องเป็นของฉัน !”
เขาปิดกล่องไม้ แล้วเดินสำรวจไปรอบๆ ก่อนจะเข้าไปในห้องนอนด้านใน เขาแทรกตัวลงใต้เตียง ยกแผ่นไม้ขึ้น แล้วซุกกล่องใบนั้นเข้าไปใต้พื้นเตียง
ที่ตรงนี้ซ่อนของได้แนบเนียนมาก คนธรรมดาไม่มีทางหาเจอ แต่ถ้าตำรวจมืออาชีพมาค้น ก็ต้องเจอแน่
ถึงตอนนั้น ถ้าปิ่นถูกเจอซ่อนในที่ลับแบบนี้ หลินเย่จะอ้างว่าไม่ได้ขโมย ใครจะเชื่อ ? ?
ยิ่งวันนี้เขาเพิ่งล็อกบ้านไว้แน่นหนา ไม่มีใครเข้าได้ง่าย ๆ
ดังนั้น คำอธิบายเดียวที่ฟังขึ้น ก็คือ... หลินเย่เป็นขโมยที่ลักเอามรดกสืบทอดจากบรรพบุรุษของหญิงชราหูหนวกไป ! !
เมื่อวางแผนสำเร็จ อี้จงไห่ก็รีบออกจากบ้านไป
เขาไม่รู้เลยว่า บนธรณีประตูนั้น มีผงฝุ่นบาง ๆ อยู่ และเขาได้ทิ้งรอยเท้าไว้ครึ่งรอยอย่างชัดเจน
“จงไห่ ! ล็อกประตูเร็วเข้า !”
หญิงชราหูหนวกที่นั่งเฝ้าหลังลานคอยดูต้นทางให้ เห็นเขาออกมาแล้วก็โล่งใจ
แผนนี้สำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว
อีกครึ่งที่เหลือ ก็แค่รอให้หลินเย่กลับมา แล้วค่อยตะโกนว่ามรดกสืบทอดตระกูลหาย จากนั้นก็ส่งคนไปแจ้งตำรวจ แล้วปล่อยให้พวกเขาจับหลินเย่คาหนังคาเขา
ถึงตอนนั้น... หลินเย่ก็จบเห่แน่นอน ! !