- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน : ฉันมีระบบฟาร์มในยุคภัยแล้ง
- บทที่ 3 ย้ายตำแหน่ง
บทที่ 3 ย้ายตำแหน่ง
บทที่ 3 ย้ายตำแหน่ง
บทที่ 3 ย้ายตำแหน่ง
“ฉันจะจัดการเรื่องเอกสารในตอนบ่ายนี้ ย้ายไปทำงานที่โรงงานเหล็ก ที่ 1 !”
หลินเย่ครุ่นคิดอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจย้ายไปโรงงานเหล็กที่ 1 ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก... แค่เพราะที่นั่นเป็นคู่แข่งของโรงงานเหล็กที่ 3
พอเขามีฟาร์ม YY แล้ว เรื่องปากท้องกับเสบียงจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไป
ไม่มีใครเข้าใจสถานการณ์ดีไปกว่าเขา... ตั้งแต่ครึ่งปีหลังเป็นต้นไป ประเทศกำลังจะเข้าสู่ภาวะขาดแคลนวัตถุดิบอย่างหนัก
ที่จริง ช่วงไม่กี่ปีมานี้ก็ยิ่งอยู่ยิ่งลำบาก ไม่อย่างนั้นรัฐบาลคงไม่ต้องออกตั๋วปันส่วนกับระบบจำกัดการแจกจ่ายเสบียงหรอก และตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป... ก็จะเข้าสู่ช่วงภัยพิบัติยาวนานถึงสามปีเต็ม
ตอนนั้นแหละ จะเป็นช่วงที่อาหารและทรัพยากรขาดแคลนหนักที่สุด...
เที่ยงวันนั้น หลินเย่กินอะไรง่าย ๆ รองท้องไปหนึ่งคำ แล้วก็เตรียมตัวออกจากบ้าน แต่ก่อนจะไปเขาก็จัดการเก็บข้าวของมีค่าใส่ไว้ในพื้นที่ของระบบให้หมด
เงินเก็บราว ๆ 2,100 หยวน ซึ่งนอกจากจะเป็นเงินที่เขากับพ่อแม่เก็บหอมรอมริบมาสองปีแล้ว ยังมีเงินสงเคราะห์จากการเสียชีวิตของพ่อแม่ด้วย
ที่เหลือก็มีตั๋วปันส่วน สมุดเบิกข้าวสาร และใบอนุญาตล่าสัตว์
สุดท้ายคือปืนล่าสัตว์หนึ่งกระบอก
สาเหตุที่หลินเย่กล้าเข้าป่าล่าหมูป่าได้ตามลำพัง และดันโชคดีล่ามาได้จริง ๆ ก็เพราะบ้านเขามีปืนนี่แหละ
หลังจากพ่อเสีย หลินเย่ที่ตอนนั้นอายุแค่สิบห้า ก็เริ่มขึ้นเขาไปล่าสัตว์เป็นครั้งคราว เพื่อพอมีเนื้อมาเสริมกับข้าวที่บ้าน แต่ตอนนั้นก็ยังกล้าแค่ล่าไก่ป่าหรือกระต่าย ยังไม่กล้าเข้าไปในป่าลึกจริง ๆ หรอก
ที่เขาเลือกทำหน้าที่จัดซื้อก็เพราะมีใบอนุญาตล่าสัตว์นั่นเอง
(หมายเหตุ: ยุคนั้นการทำใบล่าสัตว์ไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะถ้าไปล่าสัตว์แถวชนบท แทบไม่มีใครมาสนใจว่าเรามีใบหรือเปล่า ขอแค่ใจถึงพอที่จะเข้าป่าเท่านั้น)
“เฮอะ... มีปืนอยู่ที่บ้านแท้ ๆ ยังปล่อยให้พวกสารเลวพวกนั้นรังแกได้อีก... ไม่รู้เลยว่า ‘เมื่อก่อน’ คิดอะไรอยู่ ?”
หลินเย่ลูบปืนในมือพลางบ่นให้ตัวเองในอดีตอย่างอดไม่ได้
ช่างซื่อเกินไปจริง ๆ... คนดีมักถูกรังแกก็แบบนี้แหละ !
หลังจากล็อกบ้านเรียบร้อย เขาเพิ่งเดินมาถึงลานหน้าบ้าน ก็เห็นพวกป้า ๆ อย่างป้าใหญ่ ป้าสอง และเจียจางซือกำลังนั่งเมาท์มอยอะไรกันอยู่
ทันทีที่เห็นหลินเย่ เจียจางซือก็หรี่ตาลงเล็กน้อย พลางพูดเสียงเหน็บแนมทันที
“อุ๊ย นี่ใครกันนะ ? ป่านนี้เพิ่งออกจากบ้านเหรอ ?”
“ฉันว่านะ เป็นพนักงานจัดซื้อนี่มันก็ดี ไม่ต้องตื่นเช้าตรู่ อยากนอนถึงกี่โมงก็ได้ !”
“ไม่เหมือนลูกชายฉัน เจียตงสวี่ อีกไม่นานก็จะได้เป็นช่างระดับสองแล้วนะ ต้องทำงานล่วงเวลาทุกวัน ฝึกฝีมืออย่างไม่หยุด !”
“บางคนไม่ถูกเลื่อนตำแหน่งก็เพราะมันมีเหตุผลล่ะนะ... ฮิฮิ~”
พวกป้า ๆ ที่อยู่ด้วยกันก็พากันหัวเราะเยาะเหมือนรอดูละคร
หลินเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เหลือบตามองไปรอบลานบ้านก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ขึ้นมา
“จริงครับ ผมจะไปเทียบกับลูกชายป้าของเจียตงสวี่ได้ยังไงกันล่ะ”
เจียจางซือได้ยินก็รีบยิ้มอย่างภูมิใจ แต่ในวินาทีถัดมา... รอยยิ้มของเธอก็แข็งค้างไป
“ลูกชายป้าทำงานมาแค่สี่ปี ก็สอบได้แค่ช่างระดับหนึ่ง อีกนิดก็จะได้เป็นช่างระดับสองแล้ว”
“ส่วนผม... ตอนนี้เป็นแค่เจ้าหน้าที่ระดับ 15 เงินเดือนก็พอ ๆ กับช่างระดับสามเท่านั้นเอง”
หลินเย่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเหน็บแนมเช่นเดียวกัน
ป้าคนอื่น ๆ อย่างป้าใหญ่ ป้าสอง ป้าหลิวได้ยินก็แทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ต้องรีบหุบปากกลั้นไว้ทันที ขณะมองหน้าซีด ๆ ของเจียจางซือ
เจียตงสวี่เข้าทำงานมาเกือบ 4 ปี ยังได้แค่ช่างระดับหนึ่ง ทั้งที่ความจริงช่างระดับหนึ่งถึงสามถือว่าง่ายมาก กว่าจะเริ่มยากก็คือระดับ 4 ขึ้นไป
คนทั่วไปทำงาน 4 ปี อย่างน้อยก็ต้องได้ช่างระดับสามแล้ว
ยิ่งกว่านั้น เขายังมีอาจารย์ที่เป็นถึงช่างระดับ 7 คอยสอนอยู่ด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาจารย์อย่างอี้จงไห่ไม่ยอมสอน หรือเพราะเจียตงสวี่มันโง่เกินไปกันแน่
สรุปแล้วทำงานมา 4 ปีเต็ม เพิ่งจะสอบผ่านระดับ 1 เมื่อปีที่แล้ว อย่าว่าแต่ในลานบ้านเลย ทั้งโรงงานเหล็กก็รู้จักชื่อเสียงด้าน "ไร้ฝีมือ" ของเขากันหมด
ครูฝึกหลายคนมักจะยกเขาเป็นตัวอย่าง "อย่าเลียนแบบ" ให้ศิษย์ดู หลินเย่พูดแบบนี้ก็เท่ากับ "แฉกลางลานบ้าน" นั่นแหละ !
“แก... แก ! !”
“อย่างน้อยตงสวี่ก็ยังดีกว่าแก ไอ้คนไร้หัวใจ ! ชีวิตนี้แกก็แค่เจ้าหน้าที่กระจอก ๆ อย่าหวังให้โรงงานเลื่อนตำแหน่งให้เลย ฝันไปเถอะ !”
เจียจางซือชี้หน้าด่าอย่างเดือดดาล
“จ้า ๆ ๆ ถูกทุกข้อเลยครับป้า~”
หลินเย่มีธุระสำคัญต้องไปทำตอนบ่าย เขาไม่มีเวลามาเถียงกับป้าปากจัดอย่างเจียจางซือ ยังไงวันหน้ายังมีโอกาสอีกเยอะ... ค่อยจัดการทีหลัง
เจียจางซือได้แต่มองตามแผ่นหลังของหลินเย่ด้วยความอัดอั้น คล้ายกับชกลงไปในก้อนสำลี คนอื่น ๆ ที่อยู่แถวนั้นก็มีสีหน้าแปลก ๆ... เพราะคำพูดสุดท้ายนั่นของหลินเย่ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร
แต่กลับรู้สึกเหมือนโดนเหยียบหน้าซะงั้น...
หลินเย่เดินทางมายังโรงงานเหล็กที่ 3 และมุ่งตรงไปยังแผนกบุคคลอย่างไม่ลังเล
“หลินเย่เหรอ ? นายจะย้ายตำแหน่งไปโรงงานเหล็กที่ 1 จริงเหรอ ! ?”
เสียงอุทานดังลั่นของเสี่ยวจางจากแผนกบุคคล เรียกความสนใจจากทุกคนในห้องทันที
“มีอะไรกันหรือ ?”
หัวหน้าแผนกบุคคล จ้าวเหม่ยจวน เดินออกมาจากห้องทำงาน เห็นหลินเย่ถูกพนักงานรุมล้อม ก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย
“หัวหน้าครับ... ชายคนนี้คือหลินเย่จากแผนกจัดซื้อครับ เขายื่นใบขอย้ายไปโรงงานเหล็กที่ 1 นี่ครับ ใบคำร้องของเขา”
เสี่ยวจางรีบชี้แจง พร้อมยื่นเอกสารให้หัวหน้าดู
จ้าวเหม่ยจวนรับเอกสารมา เปิดอ่านอย่างละเอียด และพอเห็นลายเซ็นกับตราประทับของทั้งกระทรวงโลหะและเลขาธิการพรรค ดวงตาของเธอก็หรี่ลงเล็กน้อย
เธอเงยหน้ามองชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง โดดเด่นกว่าใครในห้อง
“หลิน...เย่ ? คุณคือคนนั้นใช่ไหม ที่เพิ่งล่าหมูป่าได้เมื่อไม่กี่วันก่อน ?”
จ้าวเหม่ยจวนจำเขาได้
“ใช่ครับหัวหน้า ตอนที่ผมเข้าทำงานที่นี่ ก็ได้คุณช่วยดำเนินเรื่องให้”
หลินเย่พยักหน้า ตอบด้วยรอยยิ้มสุภาพ
“แล้วทำไมถึงจะย้ายล่ะ ? คุณเพิ่งหาเนื้อหมูทั้งตัวมาให้โรงงาน ถือว่าทำคุณงามความดีอย่างมาก กำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่เลยนะ”
“จะไปตอนนี้... ไม่เสียดายบ้างเหรอ ?”
จ้าวเหม่ยจวนมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ หลินเย่หัวเราะออกมาเล็กน้อย ก่อนตอบตรง ๆ แบบไม่อ้อมค้อม
“หัวหน้าพูดติดตลกแล้วครับ ผู้อำนวยการหลี่กับหัวหน้าแผนกของผมบอกว่าผมไม่ค่อยสามัคคีกับเพื่อนบ้าน เลยตัดสินใจมอบโอกาสเลื่อนขั้นให้คนอื่นแทน”
“โรงงานเหล็กที่ 3 นี่... ระบบซับซ้อนเกินไป ผมคงไม่เหมาะ”
“ย้ายไปที่อื่นน่าจะดีกว่า”
คำพูดนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบกริบ
ทุกคนเข้าใจทันทีโดยไม่ต้องอธิบายให้มากความ ผลงานของหลินเย่ถูกยึดไป แล้วข้อหาที่ใช้ก็บิดเบี้ยวเสียจนดูออกว่า “จัดฉาก”
คนที่ได้เลื่อนตำแหน่งแทนก็คงไม่พ้นพวกใกล้ชิดกับหัวหน้าหรือผู้บริหารฝ่ายจัดซื้อ
หลายคนในแผนกบุคคลมองหลินเย่ด้วยสายตาเห็นใจ... แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก เพราะรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงผู้อำนวยการหลี่ที่ไม่มีใครกล้ายุ่ง
“ก็ได้... ขอให้คุณทำงานอย่างราบรื่นที่โรงงานเหล็กที่หนึ่งนะ”
จ้าวเหม่ยจวนถอนหายใจเบา ๆ ก่อนลงชื่อในเอกสาร
“เรื่องเอกสารประวัติส่วนตัว ฝากหัวหน้าช่วยย้ายไปที่โรงงานเหล็กที่ 1 ด้วยนะครับ”
หลินเย่รับเอกสารกลับมา พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
“ไม่ต้องห่วงเลย !”
เมื่อจัดการเรื่องเอกสารเรียบร้อย หลินเย่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ยกมือไหว้ลาจากอย่างสุภาพ เอกสารคำสั่งย้ายตำแหน่งที่ได้รับมาจากระบบทำให้การย้ายงานของเขาราบรื่นเป็นไปด้วยดีทุกขั้นตอน
ที่เขาต้องมาด้วยตัวเอง ก็เพียงเพราะต้องจัดการเรื่องเอกสารประวัติให้เรียบร้อยเท่านั้น
หลังจากติดต่ออีกสองสามแผนก เสร็จสิ้นเรื่องลายเซ็นทั้งหมด หลินเย่ก็เก็บข้าวของของตัวเองแล้วออกจากโรงงาน
เขาหันกลับไปมองประตูเก่าคร่ำของโรงงานเหล็กที่ 3 เป็นครั้งสุดท้าย...
หลินเย่หัวเราะเบา ๆ ก่อนแบกสัมภาระเดินตรงไปยังตลาดฝั่งถนนทิศตะวันออก
เป้าหมายวันนี้คือหาซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวสาร หากเจอผักหรือผลไม้ยิ่งดี
เขาจะปลูกมันไว้ในพื้นที่เกษตรของฟาร์ม YY จากนั้นก็จะไปหาซื้อหมูตัวเล็ก ๆ ไก่ เป็ด ห่าน หรือสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ จากชนบท
ตราบใดที่สามารถสร้างระบบปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ในฟาร์ม YY ให้สมบูรณ์ได้ สามปีแห่งภัยพิบัติที่กำลังจะมาถึง ก็ไม่มีอะไรให้น่าเป็นห่วงอีกต่อไป
คิดถึงตรงนี้...
หลินเย่ก็ฮัมเพลงเบา ๆ พลางเดินอย่างสบายใจ และมุ่งหน้าไปยังถนนทิศตะวันออกอย่างกระฉับกระเฉง