- หน้าแรก
- ใครก็ได้ช่วยที ข้าเกิดใหม่เป็นบอสใหญ่ที่ต้องตายตอนจบ
- บทที่ 1469 - บทอวสาน
บทที่ 1469 - บทอวสาน
บทที่ 1469 - บทอวสาน
บทที่ 1469 - บทอวสาน
สิ่งที่ฉู่ซิวพูดมาทั้งหมด เขาเข้าใจได้ทันทีที่เห็นภาพสะท้อนในกระจกด้านมืดแห่งแดนยมโลก
น่าเสียดายที่ดวงจิตแห่งชีวิตมองไม่เห็นกระจกบานนั้น เขาถูกแดนยมโลกกลืนกินไปโดยสมบูรณ์แล้ว
เขาเดินผิดทาง ในกระจกเขามองเห็นเพียงตัวเอง เห็นทะเลเลือดแห่งยมโลกที่เต็มไปด้วยความตาย แต่เขากลับปักใจเชื่อว่า นั่นคือแดนฉางเซิงที่เขาตามหามาตลอด
ทันใดนั้น เทียนหุนก็ระเบิดหัวเราะลั่น "เจ้าและข้าไม่ใช่ตูกูเหวยอั่ว แต่เราทั้งคู่กลับเหมือนตูกูเหวยอั่วมาก แม้แต่นิสัยก็เหมือนกันเปี๊ยบ
ในเมื่อเจ้ารู้ความจริงมาตั้งนานแล้ว แต่เพิ่งมาเปิดเผยตอนนี้ ก็เพราะต้องการยืมมือข้ากำจัดดวงจิตแห่งชีวิตเหมือนกันไม่ใช่หรือ?
ต่างคนต่างก็เล่นละคร เพียงแต่ใครจะเล่นได้จนจบฉากเท่านั้น"
ฉู่ซิวตอบเรียบๆ "คนคนนั้นน่าจะเป็นข้า เพราะเจ้า... เดินผิดทาง"
สีหน้าของเทียนหุนมืดมนลงทันที "เดินผิดทาง? อาศัยอะไรมาตัดสินว่าเส้นทางที่ตูกูเหวยอั่วจัดวางไว้คือสิ่งที่ถูกต้อง?
ฉู่ซิว เจ้าทำข้าผิดหวังมาก แม้ตอนแรกข้าจะหลอกเจ้า แต่มีประโยคหนึ่งที่ข้าไม่ได้โกหก
ตอนนั้นข้าถามเจ้าว่า เจ้าอยากเป็นฉู่ซิว หรืออยากเป็นตูกูเหวยอั่ว คำตอบของเจ้าคือเจ้าเป็นแค่ฉู่ซิว และจะเป็นแค่ฉู่ซิว
แต่ตอนนี้ เจ้ากลับยอมเดินตามทางที่เขาขีดไว้ให้ แล้วเจ้าจะต่างอะไรกับหุ่นเชิดของตูกูเหวยอั่ว?
ตอนที่ตูกูเหวยอั่วตัดพวกเราสามดวงจิตออกมา พูดให้สวยหรูคือตัดขาดเหตุและผลเพื่อหลุดพ้น แต่พูดให้ฟังดูแย่คือ พวกเรามันก็แค่ขยะ! เป็นตัวถ่วง!
เขาทิ้งเราเหมือนรองเท้าเก่าๆ ตัวเองกลับหลุดพ้นไปเสวยสุข
เขาไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว ไม่อยู่ในห้าแดนสวรรค์ด้วยซ้ำ แล้วทำไมเราต้องเดินตามแผนที่เขาทิ้งไว้ไปชั่วชีวิต?
ตอนอยู่ในแดนหลิงเซียว ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว ข้าไม่ใช่ตูกูเหวยอั่ว แต่ข้าคือ มหาจอมมารตูกู !"
สิ้นเสียงคำสุดท้าย ด้านหลังของเทียนหุนปรากฏเปลวไฟมารพุ่งเสียดฟ้า บดบังท้องฟ้าแทนที่ทะเลเลือดแห่งยมโลกก่อนหน้านี้ ที่ผ่านมา เขาซ่อนคมมาตลอด
ฉู่ซิวส่ายหน้าเบาๆ "ข้าไม่ได้เดินตามทางที่ตูกูเหวยอั่วจัดวาง ข้าเดินบนเส้นทางของข้าเองมาตลอด และข้าก็ไม่คิดว่าทางที่ตูกูเหวยอั่ววางไว้จะถูกต้องเสมอไป
เจ้าไม่เดินตามทางของตูกูเหวยอั่วก็ได้ แต่เส้นทางที่เจ้าเดินอยู่ตอนนี้ มันผิด
เจ้าพร่ำบอกว่าไม่อยากเป็นตูกูเหวยอั่ว แต่ความจริงแล้ว คนที่ยึดติดกับเรื่องนี้ที่สุดก็คือเจ้า
ในบรรดาสามดวงจิต เจ้าได้รับอิทธิพลจากตูกูเหวยอั่วมากที่สุด ห้าร้อยปีที่ผ่านมาเจ้าไม่เคยเดินออกจากเงาของเขาได้เลย กลับกัน จิตใจเจ้ากลับบิดเบี้ยว
กลับตัวเสียเถิด เจ้ายังมีโอกาส"
เทียนหุนแสยะยิ้ม "ฝึกวิชาพุทธมากไปจนสมองเพี้ยนไปแล้วรึ? ข้ากำลังจะก้าวสู่จุดสูงสุด จะกลับตัวไปทำไม?
เจ้าคิดว่าห้าร้อยปีนี้ข้าเอาแต่อุดอู้อยู่ในแดนหลิงเซียว เคียดแค้นตูกูเหวยอั่ว และวางแผนชั่วร้ายอยู่ในเงามืดงั้นรึ? สิ่งที่ข้าค้นคว้าสำเร็จ เป็นสิ่งที่เจ้าจินตนาการไม่ถึง!
การกลืนกินสามดวงจิตอาจไม่ทำให้เป็นตูกูเหวยอั่ว แต่สามารถทำให้บรรลุจุดสูงสุดที่แท้จริง จุดสูงสุดที่ห้าแดนสวรรค์จะรองรับได้!"
สิ้นเสียงเทียนหุน เขาประสานอิน พลังจากไอความตายแห่งยมโลกที่กระจัดกระจายอยู่รอบๆ ก็หลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเทียนหุน
นั่นคือพลังแห่งแดนยมโลกที่ดวงจิตแห่งชีวิตเคยครอบครอง!
"ในเมื่อเจ้ากับข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อพวกเจ้าตาย พลังย่อมตกเป็นของข้า
ขนาดฆ่าดวงจิตแห่งชีวิตที่ครองพลังแดนยมโลกยังยากเย็นขนาดนั้น พวกเจ้าในตอนนี้ จะเอาปัญญาที่ไหนมาฆ่าข้า?"
รอบกายเทียนหุน ครึ่งหนึ่งเป็นไอรมารมืดมิดปิดฟ้า อีกครึ่งหนึ่งเป็นทะเลเลือดแห่งยมโลกที่เดือดพล่าน พลังของเขาในวินาทีนี้ น่ากลัวยิ่งกว่าดวงจิตแห่งชีวิตเสียอีก
หากฉู่ซิวตาย พลังต้นกำเนิดหยินหยางของเขาก็จะถูกเทียนหุนดูดซับไปอย่างไร้การต่อต้าน ถึงตอนนั้น เทียนหุนจะกลายเป็นผู้ไร้เทียมทานที่แท้จริง แบบที่จำนวนคนเท่าไหร่ก็เอาชนะไม่ได้
ส่วนทางฝั่งฉู่ซิว ทุกคนพลังหมดเกลี้ยง รวมทั้งหนิงเสวียนจีด้วย
แต่ฉู่ซิวกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขาเพียงส่ายหน้าเบาๆ "เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าพลังของข้ามีแค่พลังต้นกำเนิดหยินหยาง? พลังที่แท้จริงของข้า ต่อให้ยกให้เจ้า เจ้าก็ควบคุมไม่ได้"
ฉู่ซิววาดมือผ่านอากาศเบาๆ รอยแยกมิติเปิดออก
สิ่งที่ปรากฏภายในไม่ใช่ความมืดมิด แต่เป็นภาพของโลกเบื้องล่างทั้งใบ
ตงฉี ซีฉู่ เป่ยเยี่ยน สรรพชีวิตและผู้คนนับล้านบนแผ่นดินโลกเบื้องล่างล้วนปรากฏอยู่ในนั้น
ฉู่ซิวพลิกฝ่ามือ รอยแยกมิตินั้นคลี่ออกราวกับภาพวาด ขุนเขาและแม่น้ำ ทั้งมวลโถมเข้าใส่เทียนหุน!
"พลังแห่งแดนมนุษย์เบื้องล่าง ! เจ้าครอบครองพลังของแดนมนุษย์เบื้องล่างตั้งแต่เมื่อไหร่?
เจ้าบอกว่าดวงจิตแห่งชีวิตหลอมรวมกับแดนยมโลกคือทางที่ผิด แล้วเจ้าในตอนนี้ ไม่ได้ทำเหมือนกับดวงจิตแห่งชีวิตหรือไง!"
เทียนหุนตะโกนอย่างไม่อยากเชื่อ ไอรมารและทะเลเลือดปะทะกับภาพขุนเขาแม่น้ำ ห้วงมิติราวกับถูกฉีกออกเป็นสองโลก
ฉู่ซิวตอบเรียบๆ "ใครบอกเจ้าว่าข้าครอบครองพลังของแดนมนุษย์เบื้องล่าง?
พูดให้ถูกคือ นี่คือพลังของสรรพชีวิต ของผู้คนในแดนมนุษย์เบื้องล่างต่างหาก
โชคชะตาของพวกเขารวมอยู่ที่ข้า ข้าจึงปกป้องขุนเขาและสายน้ำนี้แทนพวกเขา
ดวงจิตแห่งชีวิตเดินผิดทางไปครึ่งหนึ่ง เพราะแดนยมโลกคือด้านมืดของโลก คือโลกที่ไร้ชีวิต
โลกที่มีชีวิตต่างหาก คือโลกที่แท้จริง แดนยมโลกที่ตายซากมีแต่จะกลืนกินเขา
เจ้าคิดว่าข้าควบคุมหยินหยาง แต่ความจริงแล้ว... ข้าควบคุมความเป็นและความตาย"
ตอนที่ฉู่ซิวใช้พลังโชคชะตาก้าวสู่สวรรค์ชั้นเก้า เขาได้เห็นสรรพชีวิตในโลกเบื้องล่าง สัมผัสถึงความมหัศจรรย์ของแก่นแท้โลก นั่นคือพลังแห่ง 'ความเป็น'
แต่สิ่งที่ยกระดับฉู่ซิวอย่างแท้จริง คือกระจกด้านมืดที่เขาเห็นในแดนยมโลก นั่นคือกระบวนการจากเป็นสู่ตาย
ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีเพียงฉู่ซิวคนเดียวที่ได้เห็นพลังทั้งสองด้านของโลกใบนี้ ความเป็นและความตาย
ก่อนหน้านี้เพราะดวงจิตแห่งชีวิตครอบครองแดนยมโลกและหลอมรวมกับมัน ฉู่ซิวจึงแย่งชิงพลังไม่ได้
แต่ตอนนี้เมื่อดวงจิตแห่งชีวิตตาย ในเมื่อเทียนหุนควบคุมพลังนั้นได้ ฉู่ซิวก็ย่อมควบคุมได้เช่นกัน
แม้เขาจะไปไม่ถึงระดับหลุดพ้นเหมือนตูกูเหวยอั่ว แต่การควบคุมความเป็นและความตายในตอนนี้ ทำให้เขาบรรลุจุดสูงสุดของพลังที่ห้าแดนสวรรค์จะรองรับได้ ตามคำกล่าวของเทียนหุน!
สิ้นเสียงฉู่ซิว ทะเลเลือดแห่งยมโลกที่อยู่ข้างหลังเทียนหุนกลับตาลปัตร พุ่งเข้าโอบล้อมเทียนหุนร่วมกับขุนเขาแม่น้ำของโลกเบื้องล่าง
พลังแห่งความเป็นและความตายหมุนวน ตราบใดที่เป็นสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ ย่อมไม่อาจหลุดพ้น นี่คือพลังไร้เทียมทานที่แท้จริง พลังที่แม้แต่จอมยุทธ์ทั้งโลกมารวมกันก็ทำลายไม่ได้
แน่นอนว่าถ้าทุกคนตายหมด โชคชะตาและพลังชีวิตสูญสิ้น ฉู่ซิวก็จะสูญเสียพลังนี้ไป
"ไม่!"
ท่ามกลางการบีบอัดของพลังความเป็นและความตาย เทียนหุนกรีดร้องด้วยความไม่ยินยอม
วางแผนมาห้าร้อยปี เขาไม่ยอมเป็นแค่ตัวแทนของตูกูเหวยอั่ว อยากจะเหนือกว่าอีกฝ่าย แต่สุดท้ายกลับพบว่า แผนการทั้งหมด มันผิดมาตั้งแต่ต้น!
ภายใต้การหมุนวนของพลังความเป็นและความตาย ร่างของเทียนหุนสลายไปในฟ้าดิน เหลือเพียงไอรมารสายหนึ่งล่องลอยอยู่
ฉู่ซิวดีดนิ้วเบาๆ ไอรมารนั้นก็สลายหายไปในโลกกว้าง
บางทีอีกหลายสิบหลายร้อยปีข้างหน้า อาจมีใครบังเอิญได้รับไอรมารสายนี้ และก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งจอมมาร
แต่นั่นไม่สำคัญอีกต่อไป หลังจากตูกูเหวยอั่วหลุดพ้น เขาได้คืนพลังที่ได้จากห้าแดนสวรรค์กลับคืนไป การปล่อยให้ไอรมารสายนี้กลับคืนสู่โลก จึงเป็นที่ที่เหมาะสมที่สุด
ทุกคนในที่นั้นยังคงตั้งตัวไม่ทัน แต่สุดท้าย ทุกคนต่างยิ้มออกมาอย่างขมขื่น รวมทั้งหนิงเสวียนจีด้วย
ต่อสู้กันมาห้าร้อยปี สิ่งที่เรียกว่ามหาภัยพิบัติ หรือยุคแห่งการแก่งแย่ง แท้จริงแล้วก็แค่ความวุ่นวายที่ตูกูเหวยอั่วทิ้งไว้ แม้แต่หนิงเสวียนจีก็ต้องยอมรับว่า แม้จะสู้กันมาครึ่งชีวิต แต่เขาเทียบตูกูเหวยอั่วไม่ได้จริงๆ
เมื่อฉู่ซิวหันไปมองเต๋าจุน เต๋าจุนกลับโยนค่ายกลทิ้งให้เมิ่งซิงเหอ แล้วคำนับฉู่ซิวอย่างสงบ "ประมุขฉู่บัดนี้ก้าวสู่จุดสูงสุดแล้ว ท่านผู้นั้นพ่ายแพ้ ข้าก็พ่ายแพ้
แต่เรื่องนี้มีเพียงข้าคนเดียวที่รู้เห็น ตำหนักซานชิงบริสุทธิ์ ข้ายินดีสลายวรยุทธ์ดับสูญ หวังเพียงประมุขฉู่จะละเว้นตำหนักซานชิง"
เมื่อได้เห็นพลังระดับนี้ เต๋าจุนไม่เหลือความคิดที่จะต่อต้านอีกแล้ว
ในตอนนั้นเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับยอดคนที่เกือบพลิกฟ้าแดนต้าหลัว จนหลงเข้าไปในแดนหลิงเซียว และก้าวเข้าสู่เส้นทางที่หวนกลับไม่ได้
แน่นอนว่าเขาเลือกทางนี้เอง และเชื่อมั่นมาตลอดว่าเทียนหุนจะพาเขาไปสู่จุดสูงสุดที่แท้จริง
แต่น่าเสียดาย ที่สุดท้ายก็พ่ายแพ้
แพ้ก็คือแพ้ เต๋าจุนปลงตกแล้ว ยอมแพ้อย่างมีศักดิ์ศรี อย่างน้อยก็ยังรักษาตำหนักซานชิงไว้ได้
แต่ฉู่ซิวกลับกล่าวเรียบๆ "วันนี้คนตายมากพอแล้ว พลังระดับสวรรค์ชั้นเก้าขั้นสูงสุดของเจ้า หากให้สลายไปตอนนี้คงน่าเสียดาย
ทางเข้าระหว่างแดนต้าหลัวและโลกเบื้องล่างจำเป็นต้องมีคนเฝ้า เจ้าจงไปเฝ้าที่นั่นจนกว่าจะสิ้นอายุขัย ห้ามก้าวออกจากตำหนักแม้แต่ก้าวเดียวตลอดชีวิต"
เมื่อมาถึงจุดนี้ ความแค้นส่วนตัว ฉู่ซิววางลงได้มากแล้ว หรือพูดให้ถูกคือ มันไม่จำเป็นอีกต่อไป
เต๋าจุนก้มศีรษะ คำนับฉู่ซิวลึกสุดตัว "ขอบพระคุณประมุขฉู่"
ทันใดนั้น จงเสินซิ่วก็เอ่ยขึ้น "ในเมื่อเจ้าถึงจุดสูงสุดแล้ว เจ้าควรไปดูที่นั่นสักหน่อย"
"ที่ไหน?"
จงเสินซิ่วกล่าวช้าๆ "แดนอิสระ หรือที่พวกเจ้าเรียกว่า แดนฉางเซิง"
ทุกคนตะลึง แดนฉางเซิงมีอยู่จริง?
จงเสินซิ่วมองทุกคน แล้วส่ายหน้าเบาๆ "แดนฉางเซิงไม่เหมือนที่พวกเจ้าจินตนาการ และพวกเจ้าก็เข้าไปไม่ได้ มีแต่ฉู่ซิวที่เข้าได้"
พูดจบ จงเสินซิ่วหันไปหาหนิงเสวียนจี "เจ้าก็เข้าได้"
"แล้วแดนฉางเซิงอยู่ที่ไหน?"
น้ำเสียงของฉู่ซิวมีเพียงความสงสัย ไม่มีแววปรารถนา
เมื่อมาถึงจุดนี้ เขาเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น สิ่งที่เรียกว่าความเป็นอมตะ นั้นไม่มีจริง
จงเสินซิ่วเบิกดวงตาที่สาม ฉีกกระชากมิติ เปิดประตูที่เต็มไปด้วยไอความโกลาหล
"ที่นี่ คือแดนฉางเซิง"
พูดจบ จงเสินซิ่วก็ก้าวเข้าไปเป็นคนแรก ฉู่ซิวและหนิงเสวียนจีไม่ลังเลที่จะตามเข้าไป
ด้วยพลังของฉู่ซิวในตอนนี้ ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว
แต่เมื่อได้เห็นแดนฉางเซิงกับตา ฉู่ซิวก็ยังอดตื่นตะลึงไม่ได้
ในจินตนาการ แดนฉางเซิงควรเป็นแดนสวรรค์วิจิตรตระการตา ใครๆ ก็คิดแบบนั้น
แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าฉู่ซิวคือโลกที่ตายซาก
ไร้ซึ่งพลังชีวิต ไม่มีแม้แต่น้ำสักหยด เต็มไปด้วยโขดหินสีเทาซีด นานๆ ทีจะเห็นซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้าง
ในแดนฉางเซิงไม่มีแม้แต่ธาตุหยินหยางห้าธาตุ ลมจึงไม่พัด เงียบสงัดจนน่าใจหาย
และฉู่ซิวก็พบว่า ภูเขาที่จงเสินซิ่วใช้ทับช่องทางแดนยมโลก น่าจะลากมาจากที่นี่
"ที่นี่ คือแดนฉางเซิง?"
จงเสินซิ่วพยักหน้า "แดนฉางเซิงคือจุดเริ่มต้นของห้าแดนสวรรค์ คือที่ที่มีเซียนผู้อมตะอยู่จริง อายุขัยนับสิบล้านปี ระดับเซียนยุทธ์ ในแดนฉางเซิง เป็นเพียงจุดเริ่มต้น"
หนิงเสวียนจีตาโต "แล้วทำไม แดนฉางเซิงถึงมีสภาพเช่นนี้?"
"เพราะความไม่รู้จักพอ"
จงเสินซิ่วตอบเรียบๆ "เหล่าเซียนแย่งชิงโชคชะตาของขุนเขาแม่น้ำอย่างไม่มีขีดจำกัด จนสุดท้ายโชคชะตาของโลกสูญสิ้น
ความเป็นอมตะของพวกเขา แลกมาด้วยความล่มสลายของแดนฉางเซิง
ผลสุดท้ายก็เป็นอย่างที่เห็น โลกเสื่อมสลาย เซียนทุกคนมีบ่วงกรรมผูกพันกับโลกใบนี้ ไม่มีใครทำได้เหมือนตูกูเหวยอั่วที่ตัดขาดความเชื่อมโยงได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นพวกเขาทุกคนจึงสูญสลายไปพร้อมกับแดนฉางเซิง
พลังที่รั่วไหลออกมาตอนแดนฉางเซิงล่มสลายก่อกำเนิดเป็นอีกสี่โลก แต่ละโลกไม่สมบูรณ์ จึงเกิดมหาภัยพิบัติยุคบรรพกาล และเกิดแดนยมโลกไว้รองรับไอความตาย"
"แล้วท่านคือ?"
ฉู่ซิวถามจงเสินซิ่วด้วยความสงสัย ในเมื่อเซียนตายหมดแล้ว เขาเป็นใคร?
"ข้าไม่ใช่คน"
จงเสินซิ่วชี้ที่ตัวเอง "ข้าคือสิ่งมีชีวิตที่จักรพรรดิเซียน องค์สุดท้ายสร้างขึ้นด้วยพลังเฮือกสุดท้ายของแดนฉางเซิง เพื่อเฝ้าระวังความเป็นไปของอีกสี่โลก ไม่ให้ซ้ำรอยแดนฉางเซิง
แต่ตอนนี้กฎแห่งกรรมถูกรบกวนจนยุ่งเหยิง เจ้าคือผู้ที่มีความสามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของสามโลกในตอนนี้ หนิงเสวียนจีมีครึ่งหนึ่ง
ดังนั้นข้าจึงพาเจ้ามาที่นี่ อนาคตของสามโลกจะเป็นอย่างไร ข้ามองไม่เห็นแล้ว ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้า"
ฉู่ซิวหันไปมองหนิงเสวียนจี หนิงเสวียนจีโบกมือ "อย่ามองข้า ข้าไม่คิดจะยุ่งเรื่องโลกนี้อีกแล้ว
ทางที่ข้าเลือกจะถูกหรือผิดข้าไม่รู้ แต่ขอเดินให้สุดทางก่อน
แล้วเจ้าล่ะ จะทำยังไง? จะหลุดพ้นไปโลกอื่นเหมือนตูกูเหวยอั่ว หรือจะอยู่ที่นี่ต่อ?"
ไปโลกอื่น?
ฉู่ซิวส่ายหน้าเบาๆ โลกในชาติก่อนอาจมีอยู่จริง แต่สำหรับเขา มันเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่ง
"พลังของข้ามาจากโลกนี้ ข้าจะไปไหนได้?
ตอนนี้ทั้งสองโลกยุ่งเหยิงไปหมด ต้องสะสางให้เรียบร้อยก่อน ค่อยคิดเรื่องอื่น"
"โอ้? เจ้าคิดจะทำอะไร?" หนิงเสวียนจีถาม
ฉู่ซิวชี้ลงไปที่เท้า "ตัวอย่างของแดนฉางเซิงก็มีให้เห็น หากไม่รู้จักพอ ลูกหลานของพวกเราคงสิ้นชาติสิ้นตระกูลแน่
ดังนั้นข้าจะผนึกแดนต้าหลัวอีกครั้ง สร้างสมดุลให้สองโลก
สำนักเดียวกันสามารถมีผู้สืบทอดในทั้งสองโลก แต่จอมยุทธ์โลกเบื้องล่างฝึกได้สูงสุดแค่ระดับแก่นทองคำ เมื่อทะลวงผ่านระดับหลอมวิญญาณด้วยเพลิงแท้จริง จำเป็นต้องขึ้นไปฝึกต่อที่แดนต้าหลัว
เต๋าจุนที่เฝ้าประตูอยู่จะได้ไม่ว่างงาน ให้เขาคอยดูแลเรื่องการเลื่อนระดับขึ้นแดนต้าหลัว และป้องกันคนจากแดนต้าหลัวลงมาโลกเบื้องล่าง"
หนิงเสวียนจีพยักหน้า "เลื่อนระดับ? ความคิดเข้าท่า
จริงสิ ข้าเป็นนักบวชไม่ต้องห่วงเรื่องลูกหลาน เจ้าเองก็ดูเหมือนจะไม่มีทายาท จะกลัวสิ้นชาติสิ้นตระกูลไปทำไม?"
ฉู่ซิวยิ้ม "เผื่ออนาคตจะมีไง"
พูดจบ ฉู่ซิวหันไปถามจงเสินซิ่ว "แล้วท่านล่ะ? ต่อไปจะทำอะไร?"
จงเสินซิ่วตอบ "กฎแห่งกรรมไม่ต้องการคนเฝ้าระวังแล้ว ข้าว่าจะลองไปเป็น 'คน' จริงๆ ดูสักครั้ง
การมีเรื่องราวของกฎแห่งกรรมอัดแน่นอยู่ในหัวมันทรมานมาก ข้าห้ามมีอารมณ์ความรู้สึก ต้องรักษาสมดุลตลอดเวลา คิดอะไรเยอะแยะไปหมด เลยหลงทางบ่อยๆ
ตอนนี้ได้วางภาระพวกนี้ลง รู้สึกดีพิลึก"
หันกลับไปมองแดนฉางเซิงที่ตายซากอีกครั้ง ฉู่ซิวก็ก้าวเท้าเข้าไปในประตูมิติ
"ไปกันเถอะ ยุคแห่งการแก่งแย่งจบลงตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่ม แต่ต่อจากนี้ จะเป็นยุคสมัยใหม่"
[จบบริบูรณ์]
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านจริงๆครับ ที่ตามอ่านกันมาจนถึงตอนจบ ขอบคุณมากครับ