- หน้าแรก
- วิถีเต๋าประยุกต์สูตรบ่มเพาะขั้นจักรวาล
- บทที่ 47 ชุมนุมเซียนฮุ่ยทง
บทที่ 47 ชุมนุมเซียนฮุ่ยทง
บทที่ 47 ชุมนุมเซียนฮุ่ยทง
บทที่ 47 ชุมนุมเซียนฮุ่ยทง
เพียงชั่วครู่ที่หยางหลินแวะคุยกับคนรู้จัก กลุ่มเพื่อนก็เดินไปได้ไม่ไกลนัก เขาเร่งฝีเท้าตามไปสมทบอย่างรวดเร็ว การรวมกลุ่มของคนยี่สิบคนเดินกร่างกลางตลาดเขตสายนอกย่อมดึงดูดสายตาผู้คน
กลุ่มคนยี่สิบคนนี้ ตบะต่ำสุดยังอยู่ที่ระดับกลั่นลมปราณชั้นเจ็ด หากรวมพลังกันได้ ย่อมถือเป็นขุมกำลังใหญ่ที่ไม่อาจมองข้ามในเขตสายนอก
เนื่องจากศิษย์สายในเพิ่งเคยมาเหยียบเขตสายนอกเป็นครั้งแรก ไม่คุ้นเส้นทาง จึงปล่อยให้ศิษย์สายนอกที่มีประสบการณ์เป็นคนนำทาง
ไม่นานพวกเขาก็มาหยุดอยู่หน้าอาคารหรูหราสูงสามชั้น ป้ายชื่อร้านสลักลวดลายค่ายกลเขียนว่า “ชุมนุมเซียนฮุ่ยทง” ชื่อฟังดูยิ่งใหญ่อลังการสมฐานะ
เมื่อก้าวเข้าไปในร้าน เถ้าแก่ท่าทางภูมิฐานก็รีบออกมาต้อนรับ ดูจากกระแสพลัง... ระดับกลั่นลมปราณชั้นเก้า! คนระดับนี้เหตุใดไม่ตั้งใจบำเพ็ญเพียร กลับมาเป็นเถ้าแก่เฝ้าร้านกันนะ?
แต่คนที่จะมาเป็นเถ้าแก่ร้านระดับนี้ได้ ย่อมต้องเป็นผู้กว้างขวาง หูตาเป็นสับปะรด เขารู้ทันทีว่าวันนี้เป็นวันบรรยายธรรมสำหรับศิษย์ใหม่ และกลุ่มคนตรงหน้านี้ต้องมาสังสรรค์กระชับมิตรกันแน่นอน
โดยไม่ต้องรอให้เลือก เถ้าแก่ผายมือเชิญทุกคนขึ้นไปยังห้องรับรองพิเศษชั้นสามที่กว้างขวางที่สุด
ระหว่างเดินขึ้นบันได เถ้าแก่ก็แนะนำบริการอย่างคล่องแคล่ว “สหายเต๋าทุกท่าน ที่นี่คือสาขาของ ‘หอฮุ่ยทง’ ประจำสำนักปี้อวิ๋น เรารับหน้าที่ส่งสาร จดหมาย หรือพัสดุ หากพวกท่านต้องการติดต่อครอบครัวหรือส่งของให้สหายต่างแดน สามารถใช้บริการของเราได้
นอกจากนี้เรายังรับฝากซื้อของหายาก สืบข่าวสาร หรือขายข้อมูลลับ แน่นอนว่า... ต้องมีค่าใช้จ่ายเป็นหินวิญญาณเล็กน้อย
วันหน้าหากสหายท่านใดมีความต้องการ เชิญเรียกใช้บริการได้ตลอดเวลา ส่วนห้องรับรองนี้คิดค่าบริการเป็นรายหัว คนละหนึ่งหินวิญญาณ มีค่ายกลเก็บเสียงชั้นเลิศ เชิญสนทนาธรรมกันได้ตามสบาย”
พูดจบเถ้าแก่ก็ยืนยิ้มแป้นรออยู่ข้างๆ ความหมายชัดเจน... ‘จ่ายเงินมาก่อนค่อยเข้า’
หยางหลินวิเคราะห์ในใจ นี่คงเป็นจุดประสานงานของขุมกำลังภายนอกที่มาตั้งรกรากในสำนัก เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสารและทรัพยากร หากสำนักใหญ่มีข้อพิพาทกัน องค์กรพวกนี้ก็อาจทำหน้าที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย คล้ายกับสถานทูตผสมบริษัทขนส่งเอกชน
แต่ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่มักมีความลับ ไม่ชอบให้ใครรู้ความเคลื่อนไหว ธุรกิจขนส่งคงเงียบเหงา พวกเขาเลยต้องหารายได้เสริมด้วยการขายข่าวและเปิดโรงน้ำชาบังหน้า การที่สามารถมาเปิดสาขาในสำนักใหญ่แบบนี้ได้ แสดงว่า ‘แบ็ค’ ต้องดีพอตัว
‘แต่ราคานี่มันหน้าเลือดชัดๆ’ คนละหนึ่งหินวิญญาณ! ศิษย์สายนอกได้เบี้ยเลี้ยงเดือนละสามก้อน ศิษย์สายในได้สิบก้อน จ่ายค่าเข้าทีเดียวแทบหมดตัว แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว จะถอยก็เสียหน้า จำใจต้องควักกระเป๋า
เจี่ยงจี้ชวน ผู้เฒ่าวัย 58 ปี ผู้ช่ำชองโลกีย์ มองสถานการณ์ออกทันที เขาไม่อยากให้จางเฟิงต้องลำบากใจเลี้ยงทุกคน จึงหยิบหินวิญญาณออกมาหนึ่งก้อนแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ทุกคนล้วนเพิ่งเข้าสำนัก ทรัพย์จางกันถ้วนหน้า จะให้ศิษย์พี่จางออกให้ทั้งหมดคงดูไม่ดี เอาเป็นว่างานนี้ ‘ต่างคนต่างจ่าย’ ก็แล้วกันนะ”
ทุกคนต่างเห็นดีเห็นงาม รีบควักหินวิญญาณจ่ายส่วนของตน
จางเฟิงประสานมือคารวะ “ขอบคุณศิษย์น้องทุกท่านที่เข้าใจ”
เถ้าแก่รับเงินด้วยรอยยิ้มการค้า โค้งคำนับแล้วถอยฉากไปสั่งงานเหล่าเสี่ยวเอ้อ
เมื่อเข้ามาในห้องรับรอง บรรยากาศภายในตกแต่งอย่างงดงามมีระดับ ทว่า... กลับว่างเปล่า ไม่มีโต๊ะเก้าอี้หรือเบาะนั่งสักตัว ทุกคนยืนงงกันเป็นไก่ตาแตก
ทันใดนั้น เสี่ยวเอ้อสี่คนก็เดินเข้ามา คนนำหน้ากล่าวอย่างนอบน้อม “เชิญผู้อาวุโสทุกท่านชมวิวที่ริมหน้าต่างก่อนขอรับ ชั้นสามนี้ทิวทัศน์งดงามยิ่ง” เป็นการบอกใบ้ให้หลบทางตรงกลาง ทุกคนจึงขยับไปริมหน้าต่างตามคำแนะนำ
เสี่ยวเอ้อคนแรกตบถุงสมบัติที่เอว พริบตาเดียวโต๊ะไม้เตี้ยทรงยาวขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นกลางห้อง ขนาดพอเหมาะสำหรับยี่สิบคน พร้อมเบาะรองนั่งยี่สิบใบวางเรียงรายเป็นระเบียบ ปูทับด้วยผ้าปูโต๊ะลายนกกระเรียนเมฆาดูหรูหรา
เสี่ยวเอ้อคนที่สองตบถุงสมบัติ จานผลไม้สด ผลไม้เชื่อม และขนมโก๋หลากสีสัน ก็ถูกจัดวางลงบนโต๊ะอย่างสวยงาม
เสี่ยวเอ้อคนที่สามจุดกำยานหอมกรุ่นที่มุมห้อง แล้วตบถุงสมบัติ ชุดน้ำชาครบเซตก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเบาะนั่งของทุกคน
เสี่ยวเอ้อคนที่สี่ตบถุงสมบัติ ใบชาและกลีบดอกไม้ร่วงหล่นลงในถ้วยชาของทุกคนอย่างแม่นยำ จากนั้นเขายกกาต้มน้ำที่เป็นสมบัติวิเศษรินน้ำร้อนอย่างชำนาญ พร้อมวางกาน้ำชาสำรองไว้อีกสี่กา
“เชิญผู้อาวุโสนั่งได้ขอรับ กาน้ำชานี้มีค่ายกลรักษาอุณหภูมิ ท่านสามารถเติมน้ำเองได้ ค่ายกลเก็บเสียงเปิดทำงานเรียบร้อย ข้าน้อยจะรอรับใช้อยู่ด้านนอก หากต้องการสิ่งใดให้สั่นกระดิ่งที่หน้าประตู” กล่าวจบก็ถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
ความมืออาชีพและอุปกรณ์ครบครันทำเอาทุกคนเปิดหูเปิดตา จางเฟิงเชื้อเชิญทุกคนนั่ง
ตามธรรมเนียม ศิษย์สายในทั้งห้าคนย่อมต้องนั่งที่หัวโต๊ะ จางเฟิงนั่งตรงกลาง หวงซานเหนียงและหนานกงเสี่ยนนั่งทางขวา
หยางหลินจำใจต้องนั่งทางซ้ายคู่กับเจ้าหวังเชาด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ คนอื่นๆ ทยอยนั่งถัดไป โดยกลุ่มศิษย์หญิงเลือกไปนั่งต่อจากฝั่งหนานกงเสี่ยว
จางเฟิงยกถ้วยชาขึ้นกล่าวเปิดงาน “พี่น้องทุกท่าน เราต่างผ่านบททดสอบในงานชุมนุมเซียนสวรรค์มาด้วยกัน นับว่าเป็นวาสนา ไม่ว่าจะอยู่สายในหรือสายนอก หนทางบำเพ็ญเพียรสายนี้ยาวไกล ขอให้พวกเราช่วยเหลือเกื้อกูล คอยระวังหลังให้กันและกันสืบไป”
ทุกคนขานรับ ยกถ้วยชาขึ้นจิบ
น้ำชาร้อนกรุ่น แต่สำหรับผู้ฝึกตนความร้อนแค่นี้ไม่ระคายผิว ไอสีขาวลอยกรุ่น ใบชาสีเขียวมรกตและกลีบดอกไม้สีชมพูลอยคว้างอยู่ในถ้วย ดูงดงามดั่งบทกวี
หยางหลินสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ แล้วจิบเบาๆ รสชาติชุ่มคอ ให้ความรู้สึกสงบผ่อนคลาย และแฝงไว้ด้วยพลังวิญญาณจางๆ... นี่คือชาวิญญาณ! หนึ่งหินวิญญาณที่จ่ายไปถือว่าคุ้มค่า
ความจริงแล้ว การชุมนุมของผู้ฝึกตนไม่ได้มีแค่การมานั่งจิบชาคุยเล่น แต่มันคือการสร้างพันธมิตร เส้นทางเซียนนั้นเต็มไปด้วยขวากหนาม มีมิตรมากย่อมดีกว่ามีศัตรู
คนกลุ่มนี้คือ ‘พันธมิตรตามธรรมชาติ’ มาจากแคว้นเดียวกัน รุ่นเดียวกัน แถมปีนี้รับมาเยอะถึงยี่สิบคน ผิดกับปีก่อนๆ ที่รับแค่ห้าหกคน การรวมตัวครั้งนี้จะสร้างกลุ่มก้อนที่เหนียวแน่นขึ้น ซึ่งความสามัคคีนี้ต้องอาศัยการดูแลรักษาในระยะยาว
ศิษย์สายในแม้จะดูสูงส่ง แต่ในเขตสายในพวกเขาก็เป็นเพียงผู้น้อย ทว่าเมื่อออกมาเขตสายนอก พวกเขากลายเป็นผู้มีอิทธิพล ศิษย์สายนอกต้องการการสนับสนุนจากศิษย์สายใน ส่วนศิษย์สายในบางครั้งก็ต้องการทรัพยากรหรือแรงงานจากศิษย์สายนอก ต่างฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัย เกาะกลุ่มกันเพื่อความอยู่รอด
นอกจากนี้ การสังสรรค์ยังเป็นช่องทางแลกเปลี่ยนข่าวสาร ผู้ฝึกตนมักเก็บตัวในถ้ำฝึกตนทีละเป็นเดือน บางครั้งปิดด่านเป็นปี ออกมาทีก็ตกข่าว การมานั่งคุยกันทำให้รู้ความเป็นไปของโลกภายนอก ใครเป็นอัจฉริยะหน้าใหม่? มีสมบัติวิเศษที่ไหนปรากฏ? หรือมีแดนลับที่ไหนเปิดออก?
และสุดท้าย... สำหรับสหายที่สนิทใจกันจริงๆ นี่คือโอกาสในการแลกเปลี่ยนสมบัติวิเศษหรือวัตถุดิบล้ำค่า เพราะของติดตัวผู้ฝึกตนคือความลับ จะให้คนไม่สนิทรู้ก็เสี่ยงต่อการถูกดักปล้นฆ่า มีแต่คนกันเองเท่านั้นที่พอจะไว้ใจให้ดูของดีได้
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ แม้เวลาของผู้ฝึกตนจะมีค่าดั่งทอง และค่าเข้าจะแพงหูฉี่ แต่ทุกคนก็เต็มใจที่จะมานั่งรวมตัวกันที่นี่