- หน้าแรก
- วิถีเต๋าประยุกต์สูตรบ่มเพาะขั้นจักรวาล
- บทที่ 44 โอสถวิเศษ
บทที่ 44 โอสถวิเศษ
บทที่ 44 โอสถวิเศษ
บทที่ 44 โอสถวิเศษ
การฝึกฝนคาถาห้าธาตุก็เฉกเช่นเดียวกับวิชาควบคุมศาสตรา จำต้องอาศัยการฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน ไม่มีทางลัดใดๆ
แม้คาถาพื้นฐานห้าธาตุจะเรียนรู้ง่ายเพียงแค่มองปราดเดียว แต่การจะฝึกจนชำนาญถึงขั้น ‘ร่ายทันที’ และ ‘แม่นยำดั่งจับวาง’ นั้น ต้องอาศัยเวลาเคี่ยวกรำ หากปล่อยลูกไฟออกไปแล้วมันลอยอ้อยอิ่งอย่างกับเต่าคลาน เว้นแต่ศัตรูจะตาบอด มิเช่นนั้นคงไม่มีทางโดนเป้า
ดังนั้นหลังจากที่เริ่มคุ้นชินกับวิชาควบคุมศาสตราแล้ว หยางหลินจึงแบ่งเวลามาฝึกคาถาพื้นฐานห้าธาตุ ในตอนเช้าร่ายรำหมัดหนึ่งชั่วยาม ระหว่างเดินทางไปกลับโรงอาหารก็ฝึกวิชาวายุ วิชาควบคุมวัตถุ และขี่กระบี่เหาะเหิน
เวลาที่เหลือทุ่มเทให้กับคาถาห้าธาตุ โดยเขาตัดวิชากระสุนเพลิงทิ้งไป แล้วข้ามไปฝึก ‘วิชาระเบิดเพลิง’ แทน เพราะมันมีขั้นตอนการบีบอัดพลังเพิ่มเข้ามาอีกแค่ขั้นเดียว หากทำได้ก็เท่ากับใช้กระสุนเพลิงเป็นไปในตัว
ส่วนยามค่ำคืนยังคงเป็นเวลาของเคล็ดวิชาหลัก ดูดซับไอวิญญาณ โคจรลมปราณ ขจัดสิ่งเจือปน ขยายจุดตันเถียนและเส้นลมปราณ รวมถึงแบ่งพลังไปหล่อเลี้ยงกายเนื้อ กล้ามเนื้อ กระดูก และไขสันหลังที่สะสมไอวิญญาณไว้มาก เริ่มเข้าสู่สภาวะคอขวด ผลลัพธ์การพัฒนาร่างกายช้าลงกว่าแต่ก่อนมาก คงเพราะเขาติดอยู่ที่ระดับกลั่นลมปราณชั้นเจ็ดมาสองปีแล้ว หากไม่ทะลวงด่าน ร่างกายคงไม่พัฒนาไปเร็วกว่านี้
หยางหลินนึกถึงโอสถที่ท่านอาจารย์มอบให้ แม้ใจจะไม่คิดพึ่งพายา แต่ก็ควรลองลิ้มรสชาติและสรรพคุณดูบ้าง เผื่อวันหน้าจำเป็นต้องใช้จะได้คุ้นชิน
เขาเปิดขวด ‘โอสถรวมจิต’ (หนิงเสินตัน) ออกมา ในขวดมีเม็ดยาสีม่วงขนาดเท่าเมล็ดถั่วลันเตาสิบสองเม็ด เปล่งแสงจางๆ
เมื่อหย่อนเข้าปาก เม็ดยาก็ละลายทันที พลังงานสายหนึ่งที่คล้ายกับพลังจิตพุ่งผ่านเส้นลมปราณขึ้นสู่สมอง ทะลวงเข้าสู่ทะเลแห่งจิต (ซื่อไห่)
ฉับพลัน ทะเลแห่งจิตก็สว่างไสว สติสัมปชัญญะแจ่มชัดขึ้นอย่างน่าประหลาด ความรู้สึกมั่นใจพุ่งพล่าน รู้สึกราวกับตัวเองไร้เทียมทาน ต่อให้ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานมายืนตรงหน้าก็มั่นใจว่าจะซัดให้หมอบได้...
ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าความรู้สึกพองโตนั้นจะสงบลง จิตสัมผัสของเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดูท่าโอสถรวมจิตนี้จะเป็นของดีสำหรับฝึกจิตวิญญาณ และไม่ใช่ยาระดับหนึ่งธรรมดาๆ แน่
หยางหลินค่อยๆ พิจารณาผลลัพธ์ แม้จิตสัมผัสจะแข็งแกร่งขึ้น แต่การควบคุมกลับดูเชื่องช้าลงเล็กน้อย เหมือนคนกินอิ่มเกินไปจนตื้อๆ นี่คงเป็นอาการ ‘รับยาเกินขนาด’ ต้องใช้เวลาปรับสมดุล ดูท่าอาจารย์คงปรุงยานี้ไว้สำหรับศิษย์ระดับกลั่นลมปราณขั้นสูงสุดหรือระดับสร้างรากฐาน ยาดีกินมั่วซั่วไม่ได้จริงๆ
นอกจากนี้ เขายังสัมผัสได้ถึงสิ่งตกค้างเล็กจิ๋วที่ฝังอยู่ในเลือดเนื้อ ถ้าไม่ได้ฝึกกายเนื้อโดยตรงคงไม่รู้สึก นี่สินะคือ ‘กากยา’ คำกล่าวที่ว่า ‘ยาสามส่วนคือพิษ’ เป็นความจริงแท้แน่นอน
ต่อมาเขาลองหยิบ ‘โอสถรวมปราณ’ (จวี้ชี่ตัน) ระดับหนึ่ง ที่ได้จากหอการออกมา เป็นเม็ดยาสีฟ้าขาวขนาดเท่ากัน
พอกลืนลงไป พลังวิญญาณบริสุทธิ์ก็ระเบิดออกแล้วไหลลงสู่จุดตันเถียน แต่พลังนี้กลับเข้ากันไม่ได้กับพลังดั้งเดิมของเขา มันดูแปลกแยก ต้องเสียเวลาหลอมรวมอยู่นานกว่าจะเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้จะเร็วกว่านั่งสมาธิเฉยๆ แต่ก็ไม่มากนัก
สำหรับหยางหลินที่ต้องการพลังบริสุทธิ์ไปเลี้ยงกายเนื้อ การกินยาที่มีกากยาเจือปนรังแต่จะเป็นภาระ ตกตะกอนเป็นพิษสะสมในร่างกาย
ยาพวกนี้เหมาะสำหรับคนที่มีพรสวรรค์ไม่สูง ดูดซับพลังช้า หรือพลังไม่บริสุทธิ์ พลังจากยาจะเข้าไปช่วยยกระดับความบริสุทธิ์และเร่งการฝึกฝนได้ดี
แต่โอสถรวมปราณนี้มีกากยาเยอะกว่าโอสถรวมจิตมาก ต้องใช้เวลาขับออก แม้ตอนทะลวงด่านร่างกายจะขับของเสียออกมาครั้งใหญ่ แต่ก็ยังมีตกค้าง หากสะสมมากเกินไปอาจกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการเลื่อนระดับในอนาคตได้
แม้จะมี ‘โอสถชำระไขกระดูก’ ช่วยขับพิษ แต่ตัวมันเองก็ทิ้งกากยาไว้เช่นกัน วิธีที่ดีที่สุดคือการทะลวงด่านขับพิษตามธรรมชาติ หรือใช้ ‘วิชาฟื้นฟูสภาพ’ (ธาตุไม้) ค่อยๆ ขับออก
มิน่าเล่า เหล่าอัจฉริยะที่แสวงหาความสมบูรณ์แบบจึงไม่แตะต้องโอสถหากไม่จำเป็น การใช้ยาอาจช่วยให้ระดับเพิ่มไว แต่ขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง
หยางหลินเก็บโอสถรวมจิตไว้ ส่วนยาอื่นๆ เตรียมโละทิ้ง กลับเข้าสู่โหมดการฝึกตนอันเคร่งครัด
ช่วงนี้เขาไม่ได้ไปที่ “ร้านสกุลถัง” แล้ว อาศัยกินข้าวฟรีที่โรงอาหารฝั่งตะวันออก วันละสองมื้อ บางวันฟิตจัดวิ่งไปกินถึงสี่มื้อ ถือโอกาสฝึกวิชาตัวเบาและวิชาพื้นฐานไปในตัว
แน่นอนว่าการกิน ‘อาหารปุถุชน’ ทำให้เขาต้องไปเยี่ยมเยียนห้องน้ำ Open Air บ่อยขึ้น และ ‘กระบี่มีกลิ่น’ เล่มนั้นก็กลิ่นแรงขึ้นตามไปด้วย
และแล้วก็มาถึงวันต้นเดือน วันนี้เป็นวันบรรยายธรรมและให้ความรู้ทั่วไปแก่ศิษย์ใหม่ เขาต้องไปฟังเพื่อประดับความรู้ จะได้ไม่ไปทำเรื่องขายหน้าข้างนอก
ส่วนคู่มือกฎระเบียบสำนัก... เขาโยนทิ้งไปนานแล้ว เยาวชนดีเด่นอย่างเขาจะไปทำผิดกฎอะไรได้? ในโลกผู้ฝึกตน กฎมีไว้สำหรับคนอ่อนแอ หากแข็งแกร่งเสียอย่าง จะฆ่าคนวางเพลิงใครจะทำไม? ดังนั้นกฎระเบียบพวกนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับ ‘ถอดกางเกงผายลม’ (ทำเรื่องไร้สาระซ้ำซ้อน)
อรุณรุ่ง แสงตะวันเพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า หยางหลินรำมวยด้วยใจลอยๆ คิดถึงแต่หน้าศิษย์พี่สาว พอรำจบก็รีบแต่งตัว กระโดดขึ้นกระบี่ผ่าศิลาเหาะออกไป
ครึ่งเดือนมานี้ฝีมือการบินพัฒนาขึ้นมาก เขาเหาะด้วยความเร็วสูงมุ่งหน้าไปยังหอถ่ายทอดวิชา
แต่พอมาถึงลานหน้าหอ... กลับว่างเปล่าไร้ผู้คน
‘หรือข้าจะมาเช้าเกินไป?’ หันมองทางขึ้นเขาก็ไม่มีใคร
กำลังยืนงงอยู่นั้น ชายชราคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในลาน หยางหลินใช้วิชาเนตรทิพย์ตรวจสอบ... ระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง! รีบเข้าไปคารวะทันที
“คารวะผู้อาวุโส วันนี้ไม่ใช่วันบรรยายธรรมหรือขอรับ? ทำไมเงียบเหงาเช่นนี้”
ชายชรามองหน้าเขาแล้วหัวเราะร่า “เจ้าหนูเอ๊ย! เจ้ามาผิดที่แล้ว เขาบรรยายกันที่เขตสายนอกโน่น!”
“อ้าว... ทำไมไปจัดที่เขตสายนอกล่ะขอรับ?”
“ศิษย์ใหม่ใช่ว่าทุกคนจะมีตบะระดับเจ็ดเหมือนเจ้า ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่คัดเลือกมาจากทั่วสารทิศ เพิ่งเริ่มฝึกตนกันทั้งนั้น พักก็พักที่เขตสายนอก เจ้าจะให้พวกเขาเดินเท้าหลายสิบลี้ขึ้นมาฟังธรรมที่นี่รึไง?”
หยางหลินนึกถึงซุนเฉียนขึ้นมาได้... จริงด้วย!
“คำพูดของผู้อาวุโสช่างลึกซึ้งโดนใจ ข้าเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว ขอบคุณที่ชี้แนะขอรับ!”
“ไม่ต้องมาปากหวาน รีบไปที่ตำหนักถ่ายทอดวิชาเขตสายนอกซะ ไป!”
หยางหลินรีบบึ่งลงจากเขาด้วยความเร็วสูง ผ่านด่านตรวจระหว่างเขตในและเขตนอก เห็นศิษย์ระดับกลั่นลมปราณจำนวนมากกำลังเดินสวนขึ้นมา ส่วนใหญ่ใส่ชุดศิษย์สายนอก คงมาทำภารกิจรับใช้ในเขตสายใน
ศิษย์สายนอกต้องบรรลุระดับสร้างรากฐานจึงจะได้เลื่อนเป็นศิษย์สายในและสร้างถ้ำฝึกตนได้ หรือหากกราบอาจารย์ระดับจินตานได้ ก็อาจได้รับอนุญาตให้ไปอยู่บนยอดเขาหลัก
และเมื่อถึงระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง ก็สามารถขอแรงศิษย์สายนอกไปช่วยงานเบ็ดเตล็ดได้ กฎข้อนี้ของสำนักปี้อวิ๋นถือว่ามีมนุษยธรรม ไม่เหมือนบางสำนักที่ศิษย์สายในจิกหัวใช้ศิษย์สายนอกเป็นทาสได้ตามใจชอบ
เมื่อมาถึงเขตสายนอก เขาก็เจอคนคุ้นหน้า
จางเฟิง... ชายหนุ่มผู้เข้าสังกัดยอดเขาเสียงอวิ๋น ปกติไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่
แต่ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นจากงานชุมนุมเซียนสวรรค์ หยางหลินจึงเข้าไปทักทายด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
“ศิษย์พี่จาง! ไม่เจอกันนานเลยนะขอรับ”