- หน้าแรก
- วิถีเต๋าประยุกต์สูตรบ่มเพาะขั้นจักรวาล
- บทที่ 40 จัดแต่งถ้ำฝึกตน
บทที่ 40 จัดแต่งถ้ำฝึกตน
บทที่ 40 จัดแต่งถ้ำฝึกตน
บทที่ 40 จัดแต่งถ้ำฝึกตน
หลังจากร่ำลาศิษย์พี่ทั้งสอง หยางหลินก็หมุนตัวเดินย้อนกลับ ผ่านลานกว้างมุ่งหน้าสู่ตลาดฝั่งตะวันออก วันนี้เขาตั้งใจจะเดินสำรวจสถานที่ต่างๆ ในสำนักให้ทั่ว จึงไม่รีบร้อนกลับที่พัก
ตลาดฝั่งตะวันออกไม่ต่างจากฝั่งตะวันตกมากนัก ผู้คนเดินกันขวักไขว่เป็นกลุ่มเล็กๆ ร้านรวงเปิดขายของประปราย
ทันใดนั้น ที่หัวมุมถนนแห่งหนึ่ง ร้านอาหารเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา ป้ายหน้าร้านทำจากค่ายกลเปล่งแสงขนาดเล็ก ตัวอักษรเรืองแสงเขียนว่า “ร้านสกุลถัง” ดูคล้ายป้ายไฟ LED ในชาติก่อนไม่มีผิด
ร้านตกแต่งสไตล์โบราณเรียบง่าย ภายในเงียบเหงาไร้เงาแขก มีโต๊ะว่างอยู่เจ็ดแปดตัว เด็กชายวัยเจ็ดแปดขวบนั่งอ่านหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจอยู่ที่โต๊ะริมประตู
สี่วันที่ผ่านมา หยางหลินเพิ่งได้กินโจ๊กวิญญาณไปชามเดียวกับเนื้อวิญญาณก้อนเท่ากำปั้น แถมตอนกินยังต้องคอยรักษาภาพพจน์ต่อหน้าสาวงาม กินได้ไม่เต็มคราบ
พอเห็นร้านอาหารตรงหน้า ขาเจ้ากรรมก็ก้าวเข้าไปเองโดยอัตโนมัติ
ผู้ฝึกตนไม่ใช่ปุถุชน คนธรรมดาตรากตรำทำงานเพื่อปัจจัยสี่ ‘กองทัพต้องเดินด้วยท้อง’ ร้านอาหารในโลกมนุษย์หากมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ย่อมขายดิบขายดี เว้นแต่จะเกิดภัยพิบัติ
แต่โลกผู้ฝึกตนนั้นต่างออกไป ผู้ฝึกตนทุ่มเททรัพยากรเกือบทั้งหมดไปกับอาวุธวิเศษ โอสถ และเคล็ดวิชา น้อยคนนักที่จะยอมควักหินวิญญาณมาละลายไปกับอาหารวิญญาณ เพราะมองว่าได้ไม่คุ้มเสีย ธุรกิจร้านอาหารในวงการนี้จึงมักเงียบเหงา
แน่นอนว่าถ้าเป็นร้านหรูหราระดับไฮเอนด์ก็อีกเรื่อง ตกแต่งวิจิตร เชิญสหายร่วมทาง จ้างนางเซียนมาดีดสีตีเป่า ร่ายรำขับกล่อม กินอาหารเลิศรส จิบสุราวิญญาณ เคล้าชาวิญญาณ นั่งสนทนาธรรม... แบบนั้นก็นับว่าเป็นความสุนทรีย์ของชีวิต
แต่ค่าใช้จ่ายย่อมสูงลิบลิ่ว มีแต่ศิษย์อัจฉริยะจากสำนักใหญ่หรือผู้ฝึกตนระดับสูงที่มีทรัพย์หนาเท่านั้นที่จ่ายไหว ส่วนผู้ฝึกตนตัวเล็กๆ ที่ไร้เส้นสาย ไร้เงินทอง ไร้พรสวรรค์... ได้แต่ฝันกลางวันไปเถอะ
ดังนั้น การที่ “ร้านสกุลถัง” จะเงียบเหงาจึงเป็นเรื่องปกติ เด็กน้อยสัมผัสได้ว่ามีคนเดินเข้ามา จึงวางหนังสือลง เงยหน้าขึ้นยิ้มต้อนรับ “ท่านเซียนจะรับอาหารวิญญาณไหมขอรับ? อาหารฝีมือท่านพ่อข้าอร่อยที่สุดในตลาดเขตสายในเลยนะ”
หยางหลินนึกในใจ ‘ก็ตลาดเขตสายในนอกจากโรงอาหารของสำนัก ข้าก็ไม่เห็นร้านอื่นเลยนี่หว่า จะบอกว่าเป็นที่สุดก็คงไม่ผิด’
มองเด็กน้อยแล้วพาลให้นึกถึงน้องชายที่บ้าน หยางหลินยิ้มตอบ “กำลังอยากกินอยู่พอดี ขอดูรายการอาหารหน่อยสิ”
เด็กน้อยวิ่งไปหยิบแผ่นไม้บางๆ ที่เคาน์เตอร์มายื่นให้ แล้ววิ่งหายเข้าไปหลังร้านตะโกนเรียกพ่อ
สักพักชายร่างกำยำก็เดินออกมา แม้ร่างกายจะดูแข็งแรงบึกบึนแต่ท่าทางกลับนอบน้อมถ่อมตน สวมชุดสีน้ำตาลที่น่าจะเป็นเครื่องแบบเชฟในโลกผู้ฝึกตน บนอกเสื้อมีตราสัญลักษณ์ระบุระดับนักปรุงอาหาร
เขาดูซื่อๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส “ศิษย์พี่เชิญเลือกตามสบายขอรับ ข้าววิญญาณที่ร้านเราปลูกเอง ส่วนเนื้อสัตว์ก็เลี้ยงเองในสวนสัตว์วิญญาณ มีไก่หางหงส์ นกกระเรียนเนื้อวิญญาณ แล้วก็กวางเนื้อวิญญาณ”
หยางหลินกวาดตามองราคา ใกล้เคียงกับโรงอาหารของสำนัก ข้าววิญญาณมีแต่เมนูโจ๊กวิญญาณ คงเพราะวิธีปรุงแบบอื่นอาจทำให้พลังวิญญาณสูญเสียไป
ด้านล่างสุดมีเมนู “น้ำข้าววิญญาณผลใจน้ำแข็ง” ระบุว่าไม่มีเนื้อสัตว์ หยางหลินเคยได้ยินชื่อ ‘ผลใจน้ำแข็ง’ มาก่อน มันเป็นสมุนไพรชั้นสูงสำหรับระดับจินตานขึ้นไป แพงระยับ ถึงมีขายเขาก็ไม่มีปัญญาซื้อ ตัดทิ้งไปได้เลย
หยางหลินยิ้มสั่ง “รบกวนศิษย์น้อง เอาโจ๊กวิญญาณราคา 2 หินวิญญาณ กับเนื้อกวางวิญญาณราคา 2 หินวิญญาณมาลองชิมหน่อย”
“ศิษย์พี่เกรงใจเกินไปแล้ว เชิญนั่งจิบชารอก่อนนะขอรับ อาหารวิญญาณต้องปรุงสดๆ อาจใช้เวลาสักหน่อย”
หยางหลินนั่งจิบชาขาวรออย่างใจเย็น ผ่านไปราวสองก้านธูป เถ้าแก่ก็ยกอาหารออกมาเสิร์ฟ มีฝาปิดมิดชิด แถมยังมีน้ำสะอาดมาให้บ้วนปากก่อนทาน บริการดีกว่าโรงอาหารสำนักเยอะ
หยางหลินไม่รอช้า เปิดฝาแล้วจัดการทันที เพราะใช้เวลาตุ๋นนานกว่า โจ๊กวิญญาณร้านนี้จึงรสชาติกลมกล่อมและสดชื่นกว่าของสำนัก พลังวิญญาณบริสุทธิ์ไร้สิ่งเจือปน ส่วนเนื้อกวางวิญญาณก็นุ่มละมุนลิ้น สดใหม่ ไร้กลิ่นคาว พลังวิญญาณอัดแน่น
หยางหลินพอใจมาก สั่งเบิ้ลอีกชุดทันที จ่ายเงินแล้วเดินออกจากร้านด้วยความอิ่มเอม
อาหารวิญญาณแม้พลังจะบริสุทธิ์ แต่ปริมาณพลังที่ได้ก็น้อยนิด มิน่าเล่าคนถึงไม่ค่อยนิยม
กินอิ่มแล้วไร้ห่วง หยางหลินเหาะกระโจนกลับเรือนริมธารใส อาศัยช่วงที่ฟ้ายังไม่มืด จัดการหว่านเมล็ดดอกสายน้ำผึ้งและปักชำเถาวัลย์เส้นเหล็กตามคำแนะนำของหนานกงเสี่ยว รดน้ำจนชุ่มฉ่ำ
จากนั้นก็เริ่มขนข้าวของที่ซื้อมาออกจากถุงสมบัติ จัดวางเข้าที่เข้าทาง
พิณตัวนั้นคือหัวใจสำคัญ มันเป็นเครื่องบ่งบอกรสนิยมและความลึกล้ำทางอารมณ์ของเจ้าบ้าน ต้องวางให้ดี หยางหลินลองวางบนชั้นสองของเรือนไผ่ ย้ายมุมไปมาสี่ห้ารอบกว่าจะพอใจ ต้องวางในจุดที่คนเห็นง่าย แต่ดูไม่จงใจโชว์ และต้องวางในมุมที่คนดูไม่ออกว่าเขาดีดไม่เป็น
ค่ายกลป้องกันก็เป็นแบบพื้นฐานสุดๆ เขาอ่านคู่มือแล้ววางจานค่ายกลลงในตำแหน่ง ปักธงค่ายกลตามทิศทาง
ค่ายกลพื้นฐานแบบนี้มีฟังก์ชันเดียว ไม่ต้องใช้หินวิญญาณเลี้ยง อาศัยพลังวิญญาณธรรมชาติโดยรอบก็ทำงานได้ ค่ายกลลวงตากันสัตว์ป่าพอติดตั้งเสร็จ มองจากภายนอก ถ้ำฝึกตนของเขาก็กลมกลืนไปกับป่าไม้รอบด้าน ดูไม่ออกเลยว่ามีคนอยู่
แต่แน่นอนว่าหลอกได้แค่ตาเปล่าและสัตว์ป่า เจอจิตสัมผัสของผู้ฝึกตนเข้าไปก็จบเห่ หลักการทำงานคือปล่อยคลื่นรบกวนจิตใจสัตว์ป่าให้รู้สึกว่าข้างในมีอันตราย ไม่กล้าบุกเข้ามา
กว่าจะเสร็จธุระ ฟ้าก็มืดสนิท หยางหลินวางหินวิญญาณลงในตะเกียงวิญญาณดวงใหม่ แสงนวลตาฉายโชนออกมาขับไล่ความมืด เขาวางเบาะรองนั่งสานจากหญ้าวิญญาณลงบนพื้น เตรียมจะนั่งศึกษาคัมภีร์
ทันใดนั้น... เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ คว้ากระบี่ผ่าศิลาวิ่งพรวดพราดออกจากเรือน วนดูรอบๆ ถ้ำฝึกตนอยู่สองรอบก็ยังไม่เจอมุมที่ถูกใจ
เขาเดินเลาะลำธารลงไปด้านล่าง ห่างจากตัวเรือนราวห้าสิบเมตร ในที่สุดก็เจอทำเลเหมาะๆ เป็นป่าทึบอยู่ใต้ลม
หยางหลินโคจรพลัง ฟาดฟันกระบี่ใส่พื้นดินและต้นไม้อย่างขะมักเขม้น ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม มองดูผลงานแล้วยังไม่ค่อยพอใจ แก้ไขปรับปรุงอีกครึ่งชั่วยาม
...เสร็จเรียบร้อย!
หยางหลินสร้าง “สุขาชักโครกพลังน้ำแบบ Open Air” ขึ้นมากลางป่า มีรั้วกั้นมิดชิดสี่ด้าน แต่เปิดโล่งด้านบนรับลมชมดาว เขาขุดรางน้ำชักน้ำจากลำธารให้ไหลผ่านโถสุขาพาสิ่งปฏิกูลลอยหายไปตามสายน้ำ
คนเรายังไงก็ต้องขับถ่าย แม้แต่หยางหลินที่ยังไม่อิ่มทิพย์
สาวงามล่มเมือง ผิวพรรณผุดผ่องดุจหยก นางเซียนผู้สูงส่งหลุดพ้นโลกีย์... ตราบใดที่ยังไม่บรรลุขั้นอิ่มทิพย์ พวกนางก็ต้อง... อึและฉี่เหมือนกันนั่นแหละ!
ต่อให้บรรลุขั้นอิ่มทิพย์แล้ว ระหว่างโคจรพลังบางทีก็อาจมี... ตดปุ๊ดๆ ออกมาบ้าง
เหล่าบุรุษที่หลงใหลนางเซียนจนโงหัวไม่ขึ้น ลองจินตนาการภาพนางตอนกำลังเบ่งอึดูสิ รับรองตาสว่างหายบ้ากามแน่นอน!
เมื่อเสร็จภารกิจสำคัญ หยางหลินกระโดดเหาะกลับเรือน กระโจนลงสระน้ำชำระร่างกาย เปลี่ยนมาสวมชุดศิษย์สายในตัวใหม่ที่เป็นระดับศาสตราวุธขั้นต่ำ
ชุดสีเขียวหยกปักลายเมฆสีทอง ทั้งชุดประกอบด้วยเสื้อ กางเกง รองเท้า และเข็มขัด พอสวมใส่ ชุดก็ปรับขนาดให้เข้ากับรูปร่างเขาโดยอัตโนมัติ แถมยังมีพลังป้องกันเล็กน้อยและกันฝุ่นกันเปื้อนได้ สมเป็นของวิเศษ
ชุดศิษย์สายในกับสายนอกเหมือนกัน ต่างแค่สายนอกไม่มีลายเมฆสีทอง ส่วนระดับสร้างรากฐานจะมีตราสัญลักษณ์รูปภูเขาที่หน้าอก
หยางหลินในวัยสิบหก สูงเกือบร้อยเจ็ดสิบ ใบหน้าผอมตอบแต่ผิวพรรณเปล่งปลั่งสีแทนสุขภาพดี ตาสองชั้นสดใส จมูกโด่งพอประมาณ ริมฝีปากล่างหนานิดหน่อย แม้โครงหน้ายังไม่เข้าที่เต็มร้อยแต่ก็จัดว่าหน้าตาดี ผมยาวแค่สามนิ้วมัดเป็นจุกเล็กๆ ไว้ด้านหลัง เมื่อสวมชุดนี้แล้วดูหล่อเหลาเอาการ
เขาลองขยับตัวไปมา พอใจกับความคล่องตัวของชุด จากนั้นนำชุดเก่าไปซักตาก แล้วกลับเข้ามานั่งในเรือน เตรียมตัวศึกษาเคล็ดวิชาอย่างจริงจังเสียที