- หน้าแรก
- วิถีเต๋าประยุกต์สูตรบ่มเพาะขั้นจักรวาล
- บทที่ 34 เรือนริมธารใส
บทที่ 34 เรือนริมธารใส
บทที่ 34 เรือนริมธารใส
บทที่ 34 เรือนริมธารใส
ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวหยางหลิน
‘เดี๋ยวนะ... พรสวรรค์เป็นเลิศ ทรัพยากรเพียบพร้อม สำนักหนุนหลัง... นี่มันคุณสมบัติของ ‘ตัวร้าย’ ชัดๆ!’
‘แล้วเดี๋ยวก็จะไปขวางหูขวางตาพระเอก คอยหาเรื่องกลั่นแกล้งสารพัด สุดท้ายก็โดนพระเอกเชือดทิ้ง กลายเป็นฟาร์มเคลื่อนที่คอยส่งเสบียงให้พระเอกอัพเวล...’
แค่คิดหยางหลินก็ขนลุกซู่ รีบสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป ตั้งสติเล็งทิศทางแล้วกระโจนลงจากยอดเขา มุ่งหน้าสู่เบื้องล่าง เมฆหมอกหนาราวร้อยเมตรที่ปกคลุมขุนเขาไม่อาจบดบังจิตสัมผัสของผู้ฝึกตนได้แม้แต่น้อย
แม้จะเรียกว่าเป็นยอดเขาเดียว แต่พื้นที่กลับกว้างขวางมหาศาล สมคำกล่าวที่ว่า ‘มองเห็นภูเขาอยู่ใกล้ม้าวิ่งจนตายยังไปไม่ถึง’
แต่สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว ระยะทางแค่นี้ก็เหมือนเดินเล่นในสวนหลังบ้าน หยางหลินวิ่งลัดเลาะไปตามป่าเขาได้สามสิบสี่สิบลี้ ระหว่างทางสังเกตเห็นสัตว์ป่าชุกชุม วันหน้าคงได้ออกมาล่าสัตว์แก้เบื่อบ้าง
ในที่สุดเขาก็มาถึงต้นน้ำของธารน้ำในหุบเขา หากจำตำแหน่งไม่ผิดน่าจะใกล้ถึงแล้ว เขาเดินเลียบไปตามเสียงน้ำไหล เลี้ยวผ่านโค้งเขาแห่งหนึ่ง...
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือที่ราบในหุบเขา กว้างใหญ่ขนาดสนามฟุตบอล ด้านหลังที่ราบเป็นหน้าผาสูงชันที่มีร่องรอยการขุดเจาะด้วยฝีมือมนุษย์ ป่าไม้โดยรอบเขียวชอุ่ม แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของไอวิญญาณ
ทางด้านขวามีกระท่อมมุงจากหลังเล็กๆ สร้างไว้ด้านข้าง ส่วนทางซ้ายตรงข้ามกันคือเรือนไผ่สองชั้นขนาดกะทัดรัด สีเขียวมรกตสวยงามวิจิตร
ด้านหลังเรือนไผ่มีต้นไม้ใหญ่ดอกสีแดงสดแผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมตัวเรือน ใต้ต้นไม้มีหินก้อนมหึมาผิวเรียบมันปลาบ ราวกับพยัคฆ์ร้ายหมอบซุ่มอยู่ในพงหญ้า
ถัดไปด้านหลังระหว่างเรือนไผ่และกระท่อม เป็นเรือนไม้สองชั้นทรงประณีต ตั้งอยู่หน้าหน้าผาสูงราวสิบวา มีต้นท้อใหญ่ยืนต้นอยู่ด้านหน้าเรือนไม้ ทางซ้ายมีน้ำตกเล็กๆ ไหลลงมาจากป่าบนหน้าผา ตกลงสู่แอ่งน้ำขนาดหนึ่งวาเบื้องล่าง
ลำธารสายเล็กกว้างหนึ่งเมตรไหลรินออกจากแอ่งน้ำ เลี้ยวเคี้ยวคดผ่านกลางระหว่างเรือนไม้และเรือนไผ่ ก่อนจะไหลลงมารวมกันเป็นสระน้ำขนาดใหญ่หน้าหุบเขา และมีทางระบายน้ำเล็กๆ ที่ปากหุบเขา ไหลต่อลงสู่หุบเขาเบื้องล่าง
ใต้ต้นไม้ใหญ่หลังเรือนไผ่ทางซ้าย ไล่เรียงมาจนถึงสระน้ำ เป็นสวนสมุนไพรขนาดเล็ก มีรั้วไผ่สูงสองฟุตล้อมรอบ ภายในปลูกสมุนไพรที่หยางหลินไม่รู้จัก แต่ดูทรงแล้วคงไม่ใช่ของมีราคาค่างวดอะไร ระหว่างสวนสมุนไพรกับแอ่งน้ำด้านหลังยังมีกอไผ่ม่วงขึ้นแซมอยู่
‘เรือนริมธารใส’ ช่างเป็นชื่อที่เหมาะสมกับสถานที่แห่งนี้จริงๆ หยางหลินเพียงเห็นครั้งแรกก็ตกหลุมรักเข้าเต็มเปา
แม้จะรกร้างไปบ้าง หญ้าขึ้นรกสูง ดอกไม้ป่าบานสะพรั่งแซมอยู่ทั่วไป แต่มันกลับทำให้เรือนแห่งนี้ดูมีมนต์ขลังยิ่งขึ้น เจ้าของคนก่อนต้องเป็นผู้รักสันโดษที่มีรสนิยมสุนทรีย์เป็นแน่
‘ถ้ามีแม่นางชุดเขียวมาอยู่ด้วย ข้าคงสร้างชนเผ่าใหม่ขึ้นมาได้ที่นี่เลยทีเดียว...’ หยางหลินเผลอคิดเรื่องทะลึ่งตึงตัง
เขาเดินไปตามทางเดินปูหินทางขวาของสระน้ำ สำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบ
กระท่อมมุงจากน่าจะเอาไว้ใช้ปรุงยา ทำอาหาร หรือเก็บของ ส่วนเรือนไม้สองชั้นมีห้องเดียว ขนาดกำลังพอดี ชั้นล่างเหมาะสำหรับนั่งสมาธิฝึกพลัง ชั้นบนเอาไว้นั่งอ่านตำรา พักผ่อน หรือศึกษาค่ายกลและยันต์ แต่ค่ายกลป้องกันถูกถอดออกไปแล้ว ภายในมีฝุ่นจับหนาเตอะ
ระหว่างเรือนไม้และเรือนไผ่มีสะพานหินโค้งข้ามลำธารสายเล็ก ดูใส่ใจรายละเอียด ส่วนเรือนไผ่คงเอาไว้สำหรับยกระดับวิถีชีวิต จิบชา รับแขก ร่ายกวี ดีดพิณ ผ่อนคลายอารมณ์
ต้องยอมรับเลยว่าเจ้าของคนก่อนช่าง ‘ใช้ชีวิตเป็น’ จริงๆ แต่น่าเสียดายที่ข้าวของเครื่องใช้ เบาะรองนั่ง โต๊ะเก้าอี้ รวมถึงพื้นห้อง ล้วนถูกปกคลุมด้วยฝุ่นหนา
รั้วสวนสมุนไพรด้านที่ติดกับป่าก็ผุพังเสียหาย ตอนยืนที่ปากทางเข้ามองไม่เห็น แต่พอเข้ามาดูใกล้ๆ พบว่าข้างในถูกสัตว์ป่าบุกรุกจนเละเทะไปหมด
หยางหลินย่ำเท้าลงบนกองใบไม้แห้งที่ทับถมมาสองสามปี คิดในใจว่าคงต้องสังคายนาครั้งใหญ่ แต่ลำพังผู้ฝึกตนคนเดียวคงทำไม่ไหว งานละเอียดอ่อนพวกนี้ใช้พลังวิญญาณแทนไม่ได้เสียด้วยสิ
ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงเหล่าศิษย์หญิงในเรือนพักของอาจารย์ แววตาเป็นประกายขึ้นมาทันที ตัดสินใจกระโดดเหาะออกจากหุบเขา มุ่งหน้ากลับทางเดิมด้วยความเร็วสูงสุด
ไม่นานนักเขาก็มายืนหอบแฮ่กอยู่หน้าถ้ำฝึกตนของซูหลิวอวิ๋น ส่งพลังวิญญาณไปเคาะกระดิ่งหน้าประตู เสียงกระดิ่งใสกังวานดังขึ้น
สักพักศิษย์หญิงวัยสามสิบกว่าปีก็เดินออกมา พอเห็นเป็นหยางหลินก็นิ่งไปนิดหนึ่ง เอ่ยถาม “ศิษย์พี่หยาง มีธุระอันใดจะเข้าพบบรรพชนหรือ?”
หยางหลินรีบตอบ “ศิษย์น้อง คือเรื่องเป็นแบบนี้ ข้าเพิ่งไปถึงที่พัก พบว่ามันรกร้างมานาน ข้าเองก็ไม่ถนัดงานปัดกวาดเช็ดถู เลยอยากจะรบกวนขอแรงศิษย์น้องสักสองสามคนไปช่วยหน่อย คงไม่ต้องรบกวนท่านอาจารย์หรอก”
ศิษย์หญิงได้ฟังก็ลอบคิดในใจ ‘นั่นปะไร มาถึงก็เริ่มเรียกใช้พวกเราศิษย์สายนอกเลยเชียวนะ’
แต่ก็จนใจ อีกฝ่ายเป็นศิษย์สายใน แถมเป็นศิษย์สายตรงของซูหลิวอวิ๋น งานปัดกวาดเช็ดถูพวกนี้พวกนางก็ทำจนชินมืออยู่แล้ว
อีกอย่าง ศิษย์พี่ท่านนี้พูดจาสุภาพนุ่มนวล ไม่เหมือนศิษย์พี่ใหญ่รายนั้นที่มาถึงก็ชี้นิ้วสั่ง ไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธเลย
นางจึงรีบตอบรับ “ศิษย์พี่โปรดรอสักครู่ ข้าจะไปเรียกศิษย์น้องที่ว่างงานอยู่ไปช่วยเจ้าค่ะ” แล้วนางก็เดินกลับเข้าไปข้างใน
หยางหลินไม่อยากถือวิสาสะเข้าไป จึงยืนรออยู่หน้าประตู สักพักศิษย์หญิงสองคนก็เดินออกมาทำความเคารพ “คารวะศิษย์พี่เจ้าค่ะ”
หยางหลินจำหน้าได้ว่าเป็นน้องเล็กสุดในกลุ่ม อายุราวสิบสองสิบสามปี คาดว่าศิษย์พี่คนเมื่อครู่คงรู้ว่าเป็นงานฟรีไม่มีค่าจ้าง เลยโยนงานมาให้เด็กๆ แทน
หยางหลินประสานมือตอบรับ “รบกวนศิษย์น้องทั้งสองแล้ว” แล้วพาทั้งคู่มุ่งหน้าไปยังเรือนริมธารใส
เนื่องจากศิษย์น้องทั้งสองตบะยังต่ำ เดินทางได้ช้า กว่าจะถึงที่หมายก็ใช้เวลาเกือบสองก้านธูป
พอมาถึง ทั้งสองสาวน้อยต่างร้องอุทาน “ว้าว! ที่พักของศิษย์พี่สวยจังเลยเจ้าค่ะ”
“รบกวนศิษย์น้องทั้งสองช่วยทำความสะอาดด้วยนะ” หยางหลินบอก แล้วทุกคนก็ลงมือ
สองสาวน้อยหยิบอุปกรณ์ทำความสะอาดออกมาจากถุงสมบัติ มีทั้งถังน้ำ ผ้าขี้ริ้ว ไม้กวาด พวกนางใช้เคล็ดวิชาช่วยทำความสะอาดได้อย่างรวดเร็วปานเนรมิต
เพียงร่ายคาถา สายลมวูบหนึ่งก็พัดหมุนไปรอบห้อง หอบเอาฝุ่นผงมารวมกองกันไว้
จากนั้นศิษย์น้องอีกคนสาดน้ำโครม ร่ายคาถาอีกบท ผ้าขี้ริ้วผืนใหญ่ก็พุ่งไปเช็ดถูโต๊ะเก้าอี้พื้นห้องจนสะอาดเอี่ยมอ่อง
หยางหลินมองตาค้าง ‘ทำแบบนี้ก็ได้เหรอ?’ สมแล้วที่เป็นมืออาชีพ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีจุดที่ต้องใช้มือเช็ดถูเก็บรายละเอียด หยางหลินที่ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ได้แต่ยืนเก้ๆ กังๆ ชวนคุยไปเรื่อย
สาวน้อยหน้ากลมชื่อ ‘เสี่ยวกั่วเอ๋อร์’ อายุสิบสามปี เกิดและเติบโตในสำนัก เป็นลูกหลานศิษย์ธรรมดา
อีกคนชื่อ ‘เสี่ยวเถาเอ๋อร์’ หน้าตามีตกกระเล็กน้อยดูน่าเอ็นดู อายุสิบสองปี ถูกผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานเก็บมาเลี้ยงจากการออกไปทำภารกิจ
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามเศษ ห้องทั้งสามก็สะอาดเอี่ยม สองสาวยังใจดีช่วยจัดวางเฟอร์นิเจอร์ที่มีอยู่น้อยนิดให้เข้าที่เข้าทาง เด็กสาววัยกำลังซนช่างร่าเริงสดใส ไม่บ่นเหนื่อยสักคำ แถมยังแนะนำแหล่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ให้อีกด้วย
เมื่อในบ้านเรียบร้อย ก็ย้ายมาจัดการภายนอก ถอนหญ้า กวาดใบไม้ ตัดแต่งกิ่งไม้ งานนี้หยางหลินพอช่วยได้บ้าง ทำไปคุยไปเพลิดเพลินดี
“ศิษย์พี่น่าจะไปซื้อค่ายกลจากหอค่ายกลมาติดตั้งนะเจ้าคะ กันสัตว์ป่าแถมช่วยรวบรวมไอวิญญาณด้วย”
“ศิษย์พี่ไปซื้อกล้าสมุนไพรจากสวนของสำนักมาปลูกเพิ่มสิเจ้าคะ”
“ศิษย์พี่ต้องจ้างศิษย์พี่ช่างไม้จากเขตสายนอกมาทำประตูที่ปากหุบเขาด้วยนะเจ้าคะ”
“สระน้ำรกมากเลย ศิษย์พี่ลอกสระแล้วเลี้ยงปลาเลี้ยงเต่าสิ ในสระของบรรพชนซูมีเยอะแยะ”
“ศิษย์พี่อยากเลี้ยงนกกระเรียนไหม บรรพชนซูก็เลี้ยงนะ”
“ข้าว่าศิษย์พี่เลี้ยงหมาเถอะ”
“เลี้ยงห่านดีกว่าเจ้าค่ะ ห่านขาวตัวใหญ่ไล่งูเก่งนักแล”
“เลี้ยงไก่หางหงส์ดีกว่าเจ้าค่ะ ขันกุ๊กๆ น่ารักจะตาย”
“ศิษย์พี่ ทำรั้วรอบขอบชิดที่ปากทางเข้า แล้วลงค่ายกลลวงตา คนข้างนอกจะได้มองไม่เห็นข้างใน”
สองสาวน้อยแย่งกันออกความเห็นเจื้อยแจ้ว
จนกระทั่งตะวันลับเหลี่ยมเขา ‘เรือนริมธารใส’ ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ปากหุบเขามีรั้วกั้นง่ายๆ สวนสมุนไพรได้รับการซ่อมแซม สมุนไพรเดิมที่หยางหลินไม่รู้จักก็ยกให้ศิษย์น้องทั้งสองไป
ทำงานมาค่อนวัน สองสาวน้อยมีเหงื่อผุดพรายตามไรผม ใช้แขนเสื้อเช็ดพลางมองผลงานด้วยความภูมิใจ
เสี่ยวกั่วเอ๋อร์ดูเหมือนจะยังรู้สึกว่าขาดอะไรไป นางค้นถุงสมบัติหยิบเมล็ดพันธุ์ออกมา เดินโปรยไปรอบๆ ลานบ้าน ริมสระน้ำ ขอบสวนสมุนไพร และใต้ต้นไม้ใหญ่
“ศิษย์น้องกั่วเอ๋อร์ นั่นเมล็ดอะไรหรือ?” หยางหลินถาม
“เมล็ดดอกไม้ป่าเจ้าค่ะ บนเขานี้มีเยอะแยะ ต้นสูงแค่ครึ่งฟุต เวลาบานจะมีหลากสีสวยงามมาก ลานดอกไม้ที่ศิษย์พี่เดินผ่านตอนไปพบบรรพชน ข้าก็เป็นคนปลูกเองแหละเจ้าค่ะ บรรพชนยังชมว่าสวย รับรองปีหน้าถ้ำฝึกตนของศิษย์พี่ต้องสวยสะพรั่งแน่ๆ”
หยางหลินประสานมือ “ขอบใจศิษย์น้องมากจริงๆ”
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว สองสาวน้อยเตรียมตัวกลับ หยางหลินจึงหยิบย่ามหนังใบเก่าที่สะพายติดตัวมาตลอด ล้วงหินวิญญาณออกมาสิบก้อน
“ศิษย์น้องทั้งสอง วันนี้เหนื่อยกันมาทั้งวัน ช่วยข้าได้มากจริงๆ ศิษย์พี่เพิ่งมาใหม่มีติดตัวอยู่เท่านี้ หวังว่าพวกเจ้าจะไม่รังเกียจนะ”
สองสาวน้อยรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน “ศิษย์พี่ แค่ช่วยทำความสะอาดเอง ไม่ต้องเกรงใจหรอกเจ้าค่ะ”
“รับไปเถอะ อย่าปฏิเสธเลย วันหน้าศิษย์พี่ยังต้องรบกวนพวกเจ้าอีกเยอะ”
เสี่ยวกั่วเอ๋อร์ตาโต “แต่นี่มันเยอะเกินไปนะเจ้าคะ ศิษย์สายนอกอย่างพวกเราเบิกได้เดือนละสามก้อนเอง”
มิน่าล่ะตอนนั้นหวังเยียนถึงบอกว่าขัดสน ที่แท้ศิษย์สายนอกได้เบี้ยเลี้ยงแค่นี้เองหรือ แต่ในเมื่อควักออกมาแล้ว ในฐานะศิษย์พี่จะให้เก็บคืนก็เสียหน้าแย่
“รับไว้เถอะน่า ถือซะว่าเป็นค่าขนมล่วงหน้า วันหลังยังมีงานให้ช่วยอีกเพียบ”
ทั้งสองจึงยอมรับไว้ด้วยความดีใจ เสี่ยวกั่วเอ๋อร์หยิบยันต์แผ่นหนึ่งยื่นให้ “ศิษย์พี่ นี่คือยันต์สื่อสาร วันหน้าถ้ามีอะไรให้รับใช้ก็ส่งกระแสจิตผ่านยันต์นี้ได้เลย ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาให้เหนื่อยเจ้าค่ะ”
หยางหลินรับมาเก็บไว้ ‘โอ้โห สะดวกขนาดนี้เชียวหรือ?’
มองดูแผ่นหลังเล็กๆ ของสองสาวน้อยที่เดินคุยหยอกล้อกันหายลับไปในป่า หยางหลินหันหลังกลับเข้าสู่ถ้ำฝึกตนแห่งใหม่... บ้านหลังแรกในโลกใบใหม่ของเขา