- หน้าแรก
- ข้าแค่อยากอยู่เงียบ ๆ แต่ดันเทพแบบไม่ตั้งใจ
- บทที่ 3 คุมสติไว้ อย่าตกใจ!
บทที่ 3 คุมสติไว้ อย่าตกใจ!
บทที่ 3 คุมสติไว้ อย่าตกใจ!
"เหตุใดถึงจู่ ๆ หัวหน้าตะกูลถึงเรียกพวกเราไปที่โถงใหญ่กัน?" เพ่ยหลิงขมวดคิ้ว สีหน้าครุ่นคิด เขาเป็นเพียงลูกหลานสาขา แถมยังเป็นประเภทที่พ่อไม่รักแม่ไม่เอาใจ ตั้งแต่เด็กจนโต เคยเจอหัวหน้าตะกูลไม่เกินห้าครั้งด้วยซ้ำ
"ตอบคุณชายเจ็ด..." เด็กรับใช้รีบร้อนจะไปแจ้งนายคนต่อไป ระหว่างหมุนตัวก็พูดเร่ง ๆ ว่า "ก็เพราะเซียนเจิ้งเพิ่งกลับมาจากข้างนอก เขาเป็นคนให้หัวหน้าตะกูลเรียกทุกคนไป คุณชายท่านรีบไปเถิด เซียนเจิ้งดูท่าอารมณ์จะไม่ค่อยดีนัก"
หัวใจเพ่ยหลิงกระตุก เขาคิดคำนวณความเป็นไปได้ในการหลบหนีต่ออย่างรวดเร็ว
น่าเสียดาย...โอกาสรอดแทบจะเป็นศูนย์
แม้ว่าเขาจะเพิ่งทะลวงถึงขั้นฝึกปราณระดับสาม กำลังมากพอจะต่อกรกับสิงโตหรือเสือ แต่ต่อให้ไม่พูดถึงศิษย์สำนักจงหมิงจง แค่คนในตระกูลเพ่ยเองก็น่าจะรับมือเขาได้สบาย
ที่สำคัญ ตระกูลเพ่ยมีกฎเคร่งครัดมาก หากหัวหน้าตะกูลเรียกตัว ใครที่ยังอยู่ในจวนต้องไปถึงภายในเวลาหนึ่งธูป ไม่เช่นนั้นจะมีผู้ฝึกยุทธระดับสูงมาจัดการทันที
ยิ่งครั้งนี้เป็นการเรียกเพราะเซียนเจิ้ง เพื่อไม่ให้เสียหน้าในหมู่ศิษย์สำนักจงหมิงจง ตระกูลเพ่ยยิ่งต้องรวดเร็ว เขาจะหนีตอนนี้ คงออกไปไม่พ้นประตูตระกูลแน่
"ใจเย็นไว้!" เพ่ยหลิงบังคับตัวเองให้สงบ คิดวิเคราะห์อย่างมีสติ "ถ้าเจิ้งจิงซานรู้ว่าข้าเข้าไปขโมยเม็ดยาหลอมกระดูกในห้องเขา เกรงว่าตระกูลเพ่ยคงส่งคนมาจับหรือฆ่าข้าทันทีแล้วล่ะ ไม่ใช่แค่ส่งเด็กใช้มาบอกให้ข้าไปหา..."
คิดได้ดังนั้น เขาจึงร้องเรียกเด็กใช้ที่เดินไปไกลแล้ว "เซียนเจิ้งกลับมาก็ตรงไปโถงใหญ่เลยหรือ? ไม่แวะพักที่เรือนปี๋อู่ก่อนหรือ?"
"เปล่าขอรับ" เด็กใช้ส่ายหน้า แล้วเร่งเร้าอีก "คุณชายเจ็ดรีบไปเถิด อย่าให้เซียนรอนาน ไม่งั้นหัวหน้าตะกูลคงไม่ปล่อยท่านไว้แน่!"
เพ่ยหลิงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว "ก็ได้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้"
ชั่วครู่ต่อมา ณ โถงใหญ่ตระกูลเพ่ย
หัวหน้าตระกูลเพ่ยเสวียนนั่งตัวตรงด้วยท่าทีเคร่งขรึม บุตรชายคนโตเพ่ยหงเหนียนยืนอยู่ข้างกายอย่างสงบ สามผู้อาวุโสประจำตระกูลอยู่ถัดลงมา แต่ละคนล้วนดูมีสีหน้าเคร่งเครียด
บนที่นั่งรับรองหลัก กลับเป็นชายหนุ่มหน้าตาคมสันเด็ดเดี่ยว งามสง่า—ศิษย์ชั้นในแห่งสำนักจงหมิงจง เจิ้งจิงซาน!
เพ่ยหลิงเดินเข้าไปคารวะหัวหน้าตะกูล เพ่ยเสวียนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ให้เขาถอยไปยืนข้าง ๆ รอคำสั่งเหมือนคนอื่น
ตลอดเวลานั้น ไม่มีใครสนใจเขาเลย
การถูกเมินเช่นนี้ กลับทำให้เพ่ยหลิงรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาเล็กน้อยในฐานะคนขี้ระแวง
เห็นชัด ๆ ว่าเจิ้งจิงซานยังไม่รู้เรื่องที่เรือนปี๋อู่
ดีจริง ๆ!
เพ่ยหลิงโล่งใจ รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แสร้งทำท่าตื่นเต้นแต่เกรงใจ เหมือนบรรดาลูกหลานตระกูลเพ่ยคนอื่น ใช้สายตาอยากรู้อยากเห็นปนความนับถือมองไปยังกลุ่มคนที่อยู่ระดับสูง
ในโลกนี้ ระดับการบำเพ็ญเพียรแบ่งเป็นขั้นฝึกปราณ ขั้นสร้างรากฐาน ขั้นจินตัน... ซึ่งขั้นฝึกปราณนั้นแยกย่อยตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงเก้า เก้าแล้วจึงเป็นขั้นสร้างรากฐาน โดยขั้นสร้างรากฐานเองก็มีต้น กลาง ปลาย และเหนือขั้นสร้างรากฐานขึ้นไปถึงจะเป็นขั้นจินตัน
ส่วนเหนือขั้นจินตัน ตำราประจำตระกูลเพ่ยไม่มีบันทึกใด ๆ เพราะเมืองลู่เฉวียนอันใหญ่โตแห่งนี้ ยังไม่มีใครถึงขั้นสร้างรากฐานเลย มือหนึ่งของเมืองที่ว่าก็คือเพ่ยเสวียน ซึ่งอยู่แค่ขั้นฝึกปราณระดับเจ็ดเท่านั้น
ศิษย์เอกของตระกูลอย่างเพ่ยหงเหนียน ที่ทุ่มเททรัพยากรจนได้เข้าเป็นศิษย์สำนักจงหมิงจง ถึงตอนนี้ก็เพิ่งอยู่ที่ขั้นฝึกปราณระดับสี่
แต่ศิษย์สำนักจงหมิงจงที่มาครั้งนี้ อย่างเจิ้งจิงซาน แม้อายุยังน้อย กลับบรรลุถึงขั้นสร้างรากฐานกลาง
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเจิ้งจิงซานต้องการ เขาคนเดียวก็ล้างเมืองลู่เฉวียนได้ทั้งเมือง
จึงไม่แปลกที่เมื่อเขาเอ่ยปากสั่ง ตระกูลเพ่ยทั้งตระกูลก็ไม่กล้าชักช้าแม้แต่น้อย
เพ่ยหลิงกำลังครุ่นคิดว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงเรียกลูกหลานตระกูลเพ่ยมารวมตัวกัน ทันใดนั้นก็รู้สึกได้ว่ามีสายตาเปี่ยมไปด้วยศัตรูจ้องมองมาทางเขา
เขาหันไปตามสัญชาตญาณ ก็เห็นน้องชายต่างแม่เพ่ยถู กำลังจ้องเขาเขม็งอย่างรุนแรง
"วันนี้ข้าหลบซ่อนผิดวิธีหรือไง?" เพ่ยหลิงแปลกใจ แม้ปกติจะไม่ถูกกับน้องชายคนนี้นัก แต่ด้วยความที่เขาถูกตระกูลผลักไสให้เป็นคนนอกอยู่แล้ว แม่เลี้ยงกับลูกชายก็ยิ่งไม่เห็นหัวเขา ทำไมถึงมองเขาอย่างชิงชังแบบนี้?
เพ่ยหลิงพลันรู้สึกหนักใจ "หรือเพราะเปิดใช้งานระบบแล้วกลายเป็นคนล่องลอยโดยไม่รู้ตัว?"
ระหว่างที่เขากำลังทบทวนตัวเองว่าไปทำอะไรผิดวิถีคนขี้ระแวงหรือเปล่า เด็กใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาเพ่ยเสวียน กระซิบสองสามคำ เพ่ยเสวียนพยักหน้าเบา ๆ แล้วกระแอม ทุกคนในโถงใหญ่พลันนิ่งเงียบ
เพ่ยเสวียนกล่าวกับเจิ้งจิงซานด้วยท่าทีเคารพอย่างยิ่ง "ท่านเซียนเจิ้ง ลูกหลานตระกูลข้าล้วนมาครบแล้ว ขอท่านโปรดออกคำสั่งเถิด"
เจิ้งจิงซานลืมตาขึ้นอย่างไร้อารมณ์ เหลือบตามองกลุ่มคนตรงหน้าอย่างเฉยชา เอ่ยเสียงเรียบ "ศิษย์ทรยศแห่งสำนักข้า อู๋ถิงซี เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้หลบหนีเข้าไปในเขาเหยียนเหล่า ตอนนี้ยังหาตัวไม่พบ พวกเจ้าทุกคนจงเข้าไปค้นหาตัวในภูเขา หากใครพบร่องรอยอู๋ถิงซี จะได้รับเม็ดยาหลอมกระดูก 50 เม็ดเป็นรางวัล"
"ถ้าไม่มีปัญหา ออกเดินทางได้เลย"
เหล่าลูกหลานตระกูลเพ่ยต่างมีสีหน้าแตกต่างกัน ต่างพากันหันมองหัวหน้าตระกูล ศิษย์เอก และผู้อาวุโส
เพ่ยเสวียนดูอึดอัดใจ กระแอมเบา ๆ "ท่านเซียนเจิ้ง อู๋ถิงซีนั้นแต่เดิมก็เป็นศิษย์คนสำคัญของสำนักท่าน อีกทั้งยังเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสลั่ว ข้าได้ยินว่าการบำเพ็ญเพียรของเขาถึงขั้นฝึกปราณระดับเจ็ด ส่วนลูกหลานตระกูลข้าล้วนไร้ฝีมือ หากให้ไปตามหาคนผู้นี้ เกรงว่า..."
"วางใจได้!" เจิ้งจิงซานตอบเรียบ ๆ "ตอนนี้อู๋ถิงซีบาดเจ็บหนัก พลังแทบไม่เหลือ ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนที่เพิ่งเริ่มต้นก็เอาชนะเขาได้ ยามนี้เขาเป็นเพียงสุนัขเร่ร่อนที่ไม่กล้าโผล่หน้าออกมาให้ใครเห็นแน่ ๆ"
เพ่ยเสวียนโล่งใจ กวาดสายตามองลูกหลานในโถง "ได้ยินกันครบถ้วนแล้วใช่ไหม? ใครกล้าชักช้า ขัดคำสั่งท่านเซียนเจิ้ง อย่าหาว่าข้าใจร้าย!"
พูดจบ เขาร่ายเวทแสดงภาพบุคคลหนึ่งกลางโถง เป็นชายหนุ่มผมยาวใบหน้าดุดัน ดวงตาเย็นชา "นี่คือศิษย์ทรยศแห่งสำนักจงหมิงจง อู๋ถิงซี หากพบร่องรอยเขา ห้ามชักช้า ให้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือของตระกูล ท่านเซียนเจิ้งจะรีบมาจับกุมทันที"
ลูกหลานตระกูลเพ่ยพร้อมใจกันขานรับ "น้อมรับบัญชาหัวหน้าตระกูล!"
เพ่ยเสวียนพยักหน้า "ยังไม่รีบไปอีก?"
เห็นคนอื่นต่างรีบทยอยออกไป เพ่ยหลิงก็รีบแสร้งทำตื่นเต้นปนดีใจ เดินปะปนไปกับฝูงชน
จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ขยับอยู่หน้าสุดของกลุ่มอย่างแนบเนียน
เขาคิดไว้แล้วว่า เมื่อออกจากเมือง ทุกคนมุ่งหน้าไปยังเขาเหยียนเหล่า มันจะเป็นโอกาสเหมาะที่เขาจะแอบหลบหนีออกไปไกลแสนไกล
ของสำคัญก็เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว พร้อมจะหนีได้ทุกเมื่อ
ไม่อย่างนั้น ถ้าเจิ้งจิงซานกลับไปเรือนปี๋อู่แล้วเจอว่ามีคนลักของเข้า... คราวนี้เขาคงไม่รอดแน่!
...
เมื่อมองส่งเหล่าลูกหลานตระกูลเพ่ยออกจากโถง เพ่ยเสวียนก็หันมายิ้มกับเจิ้งจิงซาน "ท่านเซียนเจิ้ง ช่วงนี้ตระกูลข้าได้ชาจิตวิญญาณดี ๆ มา ไม่ทราบว่าท่านอยากลองชิมหรือไม่?"
"ไม่ต้อง" เจิ้งจิงซานกลับลุกขึ้น สีหน้าเย็นชา "ข้าต้องกลับไปที่เรือนปี๋อู่ก่อน ไว้คราวหน้าข้าค่อยมารับน้ำใจท่าน"
เขารีบมาถึงเรือนปี๋อู่ แต่ไม่ได้ไปห้องของตัวเอง กลับตรงไปยังศาลาหลังหนึ่งที่ลับตาคนยิ่งกว่า
ศาลาหลังนั้นแลดูงดงาม สายลมพัดกระดิ่งที่แขวนอยู่ชายคา เสียงเบา ๆ คลอไปกับต้นไผ่และหลังคาฟางที่ลู่ต่ำ บรรยากาศเงียบสงบ
แต่หากมองดี ๆ จะพบว่ากระดิ่งพวกนั้นร้อยด้วยหัวกะโหลกมนุษย์ แต่ละกะโหลกมีใบหน้าคนบิดเบี้ยวดิ้นรนอย่างเจ็บปวด ส่งเสียงกรีดร้องเงียบ ๆ ออกมา
แม้ว่าเจิ้งจิงซานจะอยู่ถึงขั้นสร้างรากฐานแล้ว เมื่อพลั้งเผลอมองก็ยังรู้สึกมึนงงวูบหนึ่ง
เขารีบตั้งสมาธิแน่วแน่ ลดสายตามองพื้น เดินไปคารวะหน้าประตูศาลา ยังไม่ทันเอ่ยปาก ก็มีเสียงเย็นยะเยือกดังออกมา "เจอตัวมันหรือยัง?"
"ขอตอบท่านพี่หญิง ตอนนี้ยืนยันได้ว่าอู๋ถิงซีหนีไปเขาเหยียนเหล่าแล้ว ลูกศิษย์คนอื่น ๆ ของผู้อาวุโสลั่วก็ถูกฆ่าหมด คัมภีร์ลับหกตัณหาต้องอยู่กับเขาแน่" เจิ้งจิงซานรีบรายงาน "ข้าได้สั่งให้ตระกูลเพ่ย—"
"ไร้ประโยชน์!" อีกฝ่ายตัดบทเสียงเย็นชา "ข้าไม่มีเวลามาเสียที่นี่นัก เจ้าก็อย่านิ่งดูดาย ไปช่วยหาด้วย! ถ้าอีกสามวันยังไม่เจอคัมภีร์ลับหกตัณหา ข้าจะจับวิญญาณเจ้าหลอมเป็นอาวุธ!"
สีหน้าเจิ้งจิงซานเปลี่ยนทันที รีบคุกเข่า "ขอรับ!"
รอสักพัก เห็นว่าเจ้านายไม่มีคำสั่งอะไรเพิ่ม จึงลุกขึ้น ถอยออกไปอย่างระมัดระวัง
เมื่อออกมาถึงด้านนอก เขารู้สึกหลังเปียกโชกไปด้วยเหงื่อเย็น
เขาชำเลืองมองห้องของตัวเองเล็กน้อย ลังเลอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็ไม่กล้าชักช้า ไม่แม้แต่จะไปบอกลาตระกูลเพ่ย รีบร้อนมุ่งหน้าไปเขาเหยียนเหล่า
...
ในเวลาเดียวกัน เพ่ยหลิงก็อาศัยจังหวะที่ขบวนใหญ่ผ่านป่าช่วงหนึ่ง แล้วหลบออกมาได้สำเร็จ
เขาเหยียนเหล่าอยู่ทางเหนือของเมืองลู่เฉวียน พอหลุดออกมาจากป่า เพ่ยหลิงก็มองหาทิศทาง แล้วมุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ตรงนั้นเป็นทุ่งโล่ง ถ้าข้ามไปได้ก็จะถึงถนนหลวง สามารถเดินทางไปยังเมืองอื่น ๆ ได้อีกหลายแห่ง
เขาวางแผนไว้แล้ว ว่าจะไปเมืองที่ใกล้ที่สุดก่อน หากยังไม่ถูกจับ ก็จะแปลงโฉมแล้วรีบหาโอกาสติดตามขบวนเดินทางออกนอกเมืองไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้
แม้เคล็ดลับหลอมกระดูกจะไม่ได้เน้นเรื่องความเร็ว แต่เมื่อฝึกจนกระดูกแกร่งทั่วร่าง กำลังและฝีเท้าก็ว่องไวขึ้นมาก
เพ่ยหลิงกลัวว่าเจิ้งจิงซานจะรู้เรื่องที่เรือนปี๋อู่แล้ว จึงวิ่งไม่หยุดพักนานกว่าหนึ่งชั่วยาม พอเห็นรอบตัวไม่มีใคร ตามจึงค่อยโล่งอก
แต่ไม่นานนัก เขาก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา
มีใครบางคน...กำลังจับตามองเขาอยู่!