- หน้าแรก
- ปิ่นมิติลิขิตเซียน คุณหนูสามผู้ไม่ไร้ค่า
- บทที่ 11 - ขับไล่อันธพาล
บทที่ 11 - ขับไล่อันธพาล
บทที่ 11 - ขับไล่อันธพาล
บทที่ 11 - ขับไล่อันธพาล
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป สองชั่วยามผ่านไปไวเหมือนโกหก ซูหลิงลืมตาขึ้น มองหม้อปรุงยามังกรม่วงที่มีไอสีม่วงลอยวนเวียน ดูงดงามราวกับภาพฝัน... รออีกอึดใจหนึ่ง หม้อปรุงยาก็ส่งเสียงฮัมเบาๆ
ซูหลิงใจเต้นแรง เสียงนี้แปลว่าปรุงยาสำเร็จแล้ว เปิดฝาได้ นางค่อยๆ แง้มฝาหม้อออก ไอสีม่วงจางลงแต่ยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่ภายใน มองผ่านม่านหมอกบางๆ เห็นเม็ดยาสิบเม็ดกลมเกลี้ยง สีเขียวอ่อนแวววาวเหมือนอัญมณีชั้นดี
นางใช้นิ้วคีบยาขึ้นมาเม็ดหนึ่ง ภายใต้แสงเทียนสลัว ผิวยามีประกายแสงไหลเวียน สวยงามจับตา นี่สินะยารวมปราณ! ซูหลิงตามเป็นประกาย จ้องมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโยนเข้าปาก...
ทันทีที่ยาเข้าปาก ความเย็นสดชื่นก็แผ่ซ่าน ไหลลงคอสู่ท้อง แล้วกระจายไปทั่วร่าง นางรีบนั่งตัวตรง เริ่มกระบวนการดูดซับฤทธิ์ยา
พลังปราณห้าธาตุในยารวมปราณนั้นเข้มข้นมหาศาล ทันทีที่เริ่มเดินลมปราณ พลังเหล่านั้นก็เหมือนม้าป่าหลุดคอก วิ่งพล่านไปตามเส้นชีพจรจนนางแทบรับมือไม่ไหว
ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง นางถึงจะดูดซับฤทธิ์ยาได้หมด ตัวเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ นางสูดหายใจลึก ไม่ขยับตัว แต่ยังคงชักนำพลังปราณไร้รูปให้ไหลเวียนเข้าสู่เส้นชีพจร พลังปราณห้าธาตุหลอมรวมกับพลังเดิมในร่าง ชำระล้างเส้นชีพจรซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งสายธารพลังปราณขยายใหญ่ขึ้น และไหลเวียนเร็วขึ้นกว่าเดิม
พอลืมตาขึ้นอีกที ฟ้าก็สว่างโร่แล้ว แต่นางไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด กลับรู้สึกว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของตัเองก้าวหน้าไปมาก แต่จะวัดยังไงนางก็ยังไม่แน่ใจ
แสงแดดส่องผ่านหน้าต่าง กระทบใบหน้าที่งดงามล่มเมืองของซูหลิง ดวงตาของนางเป็นประกายระยิบระยับ มุมปากยกยิ้มอย่างมั่นใจ มั่นใจเหรอ? ใช่แล้ว ซูหลิงรู้สึกว่านางต้องทำลายคำสาป "คนไร้ค่า" ได้แน่!
เพราะซูหลิงขายสมุนไพรได้เงินมาเยอะ นางหลิวเลยไม่ต้องไปทำงานที่บ้านเศรษฐีหวังอีก วันๆ แค่นั่งปักผ้าอยู่บ้าน ฝากป้าจางไปขาย ส่วนซูหลิงที่ได้ลิ้มรสความหอมหวานของการฝึกตน ก็ขังตัวอยู่ในห้อง วันๆ ไม่ออกไปไหน นอกจากจะออกมาเอาน้ำพุเจือจางรดต้นสมุนไพรทุกๆ สองสามวัน
แต่ที่น่าหงุดหงิดคือ ยารวมปราณดูเหมือนจะใช้ต่อเนื่องไม่ได้ หลังจากคืนนั้น นางอยากเร่งความเร็วในการฝึก เลยกินยาเข้าไปอีกหลายเม็ด แต่ปรากฏว่าพลังปราณในยากลับสลายไป จับต้องไม่ได้เลย ทำให้นางเฟลไปพักใหญ่
แต่คิดไปคิดมา นางมีมิติโกงๆ กับสูตรยาเทพๆ ขนาดนี้ ถ้าไม่มีกฎเกณฑ์อะไรมาควบคุมบ้าง โลกนี้คงไม่มีคำว่า "กายาไร้ค่า" หลงเหลืออยู่แล้ว พอทำใจได้ นางก็เข้าใจว่าการฝึกตนไม่ใช่แค่ดูดพลัง แต่ต้องอาศัยความเข้าใจในวิถีแห่งฟ้าดินด้วย ถ้าภาชนะไม่พร้อม เติมน้ำไปเท่าไหร่ก็ล้นทิ้งเปล่าๆ
นางจึงเดินออกจากห้อง ไปรดน้ำสมุนไพรหลังบ้าน น้ำพุเจือจางไม่ได้มีฤทธิ์เว่อร์วังเหมือนน้ำหัวเชื้อ รดไปแล้วต้นไม้แค่สูงขึ้นหน่อย เหมือนโตขึ้นสักครึ่งปี ไม่ได้พรวดพราดข้ามคืน
กำลังก้มๆ เงยๆ ดูสมุนไพรอยู่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายมาจากหน้าบ้าน แถมมีเสียงนางหลิวด่าทอด้วย ซูหลิงวางขันน้ำ รีบเดินไปดู แต่ยังไม่ออกไปทันที แอบอยู่หลังกองไม้เพื่อดูสถานการณ์ก่อน
ลานหน้าบ้านแคบๆ ที่มีต้นไทรใหญ่กินที่ไปเยอะ ตอนนี้เต็มไปด้วยผู้คน กลุ่มชายฉกรรจ์ยืนกันเต็มไปหมด คนนำหน้าแต่งตัวดี ใส่ผ้าไหมเนื้อดี หน้าตาขาวผ่อง ดูเป็นคนไม่เคยทำงานหนัก อายุราวสามสิบต้นๆ ข้างหลังมีพวกนักเลงใส่เสื้อแขนกุดยืนคุมเชิงอยู่
นางหลิวยืนประจันหน้ากับคนพวกนั้น ตัวสั่นเทาดูน่าสงสาร "พวกเจ้ามาทำอะไรที่บ้านข้า?" นางถอยหลังกรูดจนหลังชนประตูบ้าน
ชายหน้าขาวแสยะยิ้ม "แม่นางหลิว ทำไมหลายวันมานี้ไม่ไปทำงานที่บ้านข้าล่ะ?"
แววตาของนางหลิวฉายความรังเกียจชัดเจน "ขอโทษด้วย ต่อไปข้าจะไม่ไปอีกแล้ว"
"ไม่ไปงั้นรึ? เรื่องนั้นเจ้าตัดสินใจเองไม่ได้หรอก!" พูดจบก็ย่างสามขุมเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มหื่นกาม
นางหลิวถอยจนไม่มีทางถอย "เจ้าจะทำอะไร? นี่บ้านข้า ออกไปเดี๋ยวนี้นะ!"
ชายคนนั้นยิ่งเห็นนางกลัวก็ยิ่งได้ใจ "แม่นางหลิว จะห่างเหินไปทำไม ข้าหวังจื้อไฉจริงใจอยากรับเจ้าเป็นอนุภรรยาคนที่สิบห้า ทำไมต้องปฏิเสธไมตรีกันด้วย?"
ซูหลิงถึงบางอ้อ ที่แท้เรื่องที่นางหลิวหน้าตาตื่นกลับมาวันก่อนก็เพราะไอ้หมูนี่เอง! แต่นึกย้อนไป วันนั้นนางหลิวแค่ตกใจ ไม่ได้ดูเศร้าเสียใจ แปลว่าคงยังไม่ได้เสียท่าให้มัน คิดได้ดังนั้น ซูหลิงก็ค่อยๆ เดินออกจากที่ซ่อน ตะโกนเรียก "ท่านแม่"
หวังจื้อไฉที่กำลังจะเอื้อมมือไปจับนางหลิวชะงักกึก หันขวับมามอง พอเห็นซูหลิง ตาของมันก็วาววับขึ้นมาทันที
นางหลิวเห็นลูกสาวออกมา หน้าซีดยิ่งกว่าไก่ต้ม รีบวิ่งมาดันลูกสาวไปทางหลังบ้าน "หรานเอ๋อร์ รีบเข้าไป อย่าออกมานะลูก"
ซูหลิงยังไม่ทันพูดอะไร ไอ้เฒ่าหัวงูหน้าขาวก็หัวเราะร่า "นี่คงเป็นคุณหนูสามตระกูลจ้าวสินะ?"
ซูหลิงตบมือแม่เบาๆ เป็นเชิงปลอบใจ แล้วหันมาเผชิญหน้า "ใช่แล้ว ข้าเอง ท่านเป็นใคร พาคนมาบ้านข้าเยอะแยะมีธุระอะไร?"
ชายคนนั้นฉีกยิ้มกว้าง "ข้าแซ่หวัง เป็นเศรษฐีที่ดินแถบนี้ ที่มาวันนี้เพราะอยากรับแม่เจ้าไปเป็นอนุคนที่สิบห้าของข้า"
ซูหลิงฟังแล้วสีหน้าไม่เปลี่ยน เพียงแค่โบกมือไล่ "แม่ข้าไม่แต่ง เชิญพวกท่านกลับไป"
ท่าทีนิ่งเฉยของนางกลับทำให้หวังจื้อไฉยิ่งสนใจ สายตาโลมเลียกวาดมองร่างนางตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเปิดเผย นางหลิวเองก็สังเกตเห็น ตั้งแต่ซูหลิงฝึกวิชาจนผิวขาวสวย นางหลิวก็กังวลเรื่องนี้มาตลอด ผู้หญิงสวยแต่ไม่มีคนคุ้มกะลาหัว จุดจบมักไม่สวยงาม พอนางเห็นสายตาของหวังจื้อไฉ นางก็ลืมความกลัว พยายามดันซูหลิงกลับไปหลังบ้านสุดชีวิต
หวังจื้อไฉเห็นซูหลิงแล้วเปลี่ยนใจทันที กะจะรวบหัวรวบหางทั้งแม่ทั้งลูก เห็นซูหลิงโดนแม่ดันไป มันก็ก้าวเข้ามาจะคว้าตัวนางหลิว
ซูหลิงเห็นท่าไม่ดี คิ้วขมวดมุ่น สัญชาตญาณสั่งให้ระเบิดพลังปราณออกไป เสียง "ปัง" ดังสนั่น ร่างของหวังจื้อไฉกระเด็นลอยละลิ่วออกไปไกล
นางหลิวอ้าปากค้าง ซูหลิงเองก็ตกใจไม่แพ้กัน นางยังไม่ได้เรียนคาถาโจมตีอะไรเลย เมื่อกี้แค่ตกใจเลยปล่อยพลังออกมาขู่เฉยๆ ไม่นึกว่าหลังกินยารวมปราณ พลังจะเพิ่มขึ้นมหาศาลขนาดนี้ สำหรับคนธรรมดาโดนเข้าไปทีเดียวก็จุกจนลุกไม่ขึ้นแล้ว
หวังจื้อไฉถูกกระแทกปลิว หน้าเขียวคล้ำ ลูกน้องต้องรีบเข้ามาพยุง
ซูหลิงรีบเอาตัวบังแม่ไว้ แสร้งทำสีหน้าหยิ่งผยอง ตวาดใส่ "คิดว่าตระกูลจ้าวข้าสิ้นไร้ไม้ตอกแล้วรึไง? แค่คนธรรมดาริอาจมาแตะต้องแม่ข้า เชื่อไหมว่าวันนี้ต่อให้ข้าฆ่าเจ้าทิ้ง ตระกูลหวังของเจ้าก็ทำอะไรข้าไม่ได้!"
หวังจื้อไฉโกรธจนตัวสั่น เดิมทีสืบมาว่าสองแม่ลูกนี้โดนตระกูลทอดทิ้ง เลยกล้ามารังแก ไม่นึกว่านังลูกสาวที่ดูเงียบๆ จะเป็นผู้ฝึกเซียน!
"ไม่ได้ยินรึไง? ไสหัวไปซะ..." ซูหลิงจ้องมองกลุ่มคนพวกนั้นด้วยสายตาเย็นชา "ข้าจะนับถึงสาม ถ้ายังไม่ไป ข้าไม่เกรงใจแล้วนะ"
"หนึ่ง..." พอซูหลิงนับหนึ่ง หวังจื้อไฉก็ชี้หน้าอาฆาต "ฝากไว้ก่อนเถอะ วันหน้าข้าจะมารวบทั้งแม่ทั้งลูกเข้าบ้านให้ได้"
"สอง..." ซูหลิงนับต่อหน้านิ่ง พอจะเอ่ยคำว่า "สาม" หวังจื้อไฉก็พาพรรคพวกวิ่งหนีหางจุกตูดไปแล้ว
พอพวกมันไปกันหมด ซูหลิงถึงเห็นว่านอกรั้วมีเพื่อนบ้านมายืนมุงกันเต็ม ป้าจางรีบวิ่งเข้ามาด้วยความเป็นห่วง จับมือนางหลิวแล้วหันมามองซูหลิง "ไม่นึกเลยว่าหรานเอ๋อร์จะมีอิทธิฤทธิ์ด้วย... ก็จริงนะ เป็นคนตระกูลจ้าว จะเหมือนคนธรรมดาได้ยังไง"
นางหลิวรีบแก้ตัวให้ "หรานเอ๋อร์เรียนมาจากพ่อแกนิดหน่อย หลายปีมานี้ไม่เคยใช้ เมื่อกี้ตกใจกลัวแม่เป็นอันตรายเลยเผลอลงมือกับเศรษฐีหวังไป"
"ป้าจางไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ เราไม่หาเรื่องใคร แต่ก็ใช่ว่าจะยอมให้ใครมารังแก ถ้าวันนี้ไม่สั่งสอนให้รู้สำนึก ป่านนี้ข้ากับแม่คงแย่ไปแล้ว"
ป้าจางถึงได้สังเกตเห็นผิวพรรณที่ขาวผ่องของซูหลิง นางชมเปาะแล้วก็ถามไถ่ ซูหลิงก็งัดเอาคำอธิบายเดิมมาใช้ ป้าจางพยักหน้าหงึกหงัก "เป็นเซียนนี่ดีจริงๆ เสกให้สวยก็ได้" พูดจบก็จับมือซูหลิงแน่น "แต่ที่เจ้าพูดก็ถูก ป้าก็เป็นห่วงพวกเจ้า สวยทั้งแม่ทั้งลูก แถมไม่มีผู้ชายดูแล เศรษฐีหวังมันเป็นคนธรรมดาก็จริง แต่ตระกูลมันมีผู้ฝึกเซียนหนุนหลังอยู่นะ ถ้ามันไปตามคนมาช่วย พวกเจ้าจะทำยังไง?"
นางหลิวหน้าซีดเผือดทันที หันมามองซูหลิงด้วยความหวาดวิตก
ซูหลิงแม้ในใจจะกังวล แต่ถ้าเลือกได้นางก็จะทำแบบเดิม ในโลกนี้ไม่ว่าจะคนธรรมดาหรือผู้ฝึกตน คนอ่อนแอก็เป็นเหยื่ออยู่วันยังค่ำ ถ้าแสดงฝีมือให้มันกลัวบ้าง อย่างน้อยมันก็ต้องกลับไปวางแผน ไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้ามา นั่นก็จะซื้อเวลาให้นางได้ฝึกฝนเพิ่ม! ใช่แล้ว นางต้องขยันฝึกให้เก่งกว่านี้ จะได้ไม่มีใครกล้ามารังแกนางกับแม่ได้อีก!
[จบแล้ว]