- หน้าแรก
- เมื่อสวรรค์เรียกข้าไปพิพากษา
- บทที่ 38 - ผู้มาเยือน
บทที่ 38 - ผู้มาเยือน
บทที่ 38 - ผู้มาเยือน
บทที่ 38 - ผู้มาเยือน
งูเขียวเลื้อยพันอยู่บนกิ่งไม้ ดวงตาเรียวรีคู่นั้นไม่ได้ดูเย็นชาเหมือนงูทั่วไป แต่กลับแฝงแววเจ้าเล่ห์ประดุจมนุษย์
"ฟุ่บ..."
ใบไม้ไหวสั่น งูเขียวตกลงสู่พื้นดิน ร่างยาวบิดเกลียวเปลี่ยนรูปกลายเป็นเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มสวมชุดสีเขียว เอวบางร่างน้อยอย่างน่าประหลาด
ดวงตาของเด็กสาวฉายแววเจ้าเล่ห์ซุกซน เหมือนกับดวงตางูเมื่อครู่ไม่มีผิด
ใครเห็นก็รู้ทันทีว่า แม่นางคนนี้ต้องเป็นตัวป่วนประจำถิ่นแน่
"พี่หญิงพูดถูก เจ้าคางคกตายนั่นออกจากอู๋หางแล้วจริงๆ"
สาวน้อยชุดเขียวพึมพำกับตัวเอง "ติดต่อพี่หญิงก่อนดีกว่า"
พูดจบ นางก็ล้วงเกล็ดสีขาวชิ้นเท่าตัวหมากรุกออกมาจากอกเสื้อ ดูราวกับหยกขาวเนื้อดี นางถ่ายพลังปราณเข้าไปอย่างชำนาญ
"วูม!"
เกล็ดหยกส่องแสง ส่งเสียงนุ่มนวลชวนฝันออกมา
"เสี่ยวชิง นักพรตคนนั้นเคลื่อนไหวแล้วหรือ?"
"ใช่เจ้าค่ะ"
เสี่ยวชิงพยักหน้ากับเกล็ดหยก "ข้าเพิ่งเห็นรถม้าพาเจ้านักพรตออกจากอู๋หาง ดูทิศทางแล้วมุ่งหน้าไปทางอำเภอเฉียนถัง"
"รถม้าคันนั้น ปักธงตระกูลอู๋ใช่หรือไม่?"
"ถูกต้องเจ้าค่ะ"
"ดี"
อีกด้านหนึ่ง ณ มุมหนึ่งของอำเภอเฉียนถัง
ไป๋ซู่เจินพยักหน้า สั่งการว่า "จับตารถม้าคันนั้นไว้ แต่อย่าเพิ่งลงมือ แล้วเราไปเจอกันที่อำเภอเฉียนถัง"
"รับทราบ"
พูดจบ ปลายสายทางฝั่งเสี่ยวชิง น้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นหยอกล้อ
"พี่หญิงจะไปหาท่านนักพรตคนนั้นหรือเจ้าคะ?"
"บ้าจริง"
ไป๋ซู่เจินบ่นอุบอย่างขัดเขิน ตัดการเชื่อมต่อพลังกับเกล็ดหยก
จากนั้น นางก็ลุกขึ้นยืน มองไปทางเขาหลงจิ่ง
ดวงตาคู่งามดุจดอกท้อที่เย้ายวนใจ กลับฉายแววกังวล
เมื่อวานเจียงหลินเชิญรูปปั้นท่านแม่ทัพหวังเข้าอาราม มีสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ ย่อมหมายถึงท่านแม่ทัพใหญ่ส่งกระแสจิตลงมา
แม้นางจะเป็นภูตพรายฝ่ายธรรมะ ฝึกวิชาสายตรงจากเขาหลีซานของลัทธิเต๋า แต่โดยกำพืดแล้ว นางก็ยังเป็นอมนุษย์
ยังห่างไกลจากการสลัดคราบปีศาจ บรรลุเป็นเซียนวิถีธรรมอันบริสุทธิ์
"ไม่รู้ว่า จะโดนท่านแม่ทัพใหญ่ขวางไว้หรือเปล่านะ..."
ไป๋ซู่เจินพึมพำกับตัวเอง แต่ร่างกายก็วูบไหว กลายเป็นแสงสีขาวพุ่งตรงไปยังเขาหลงจิ่ง
............
"ซู้ด..."
เจียงหลินนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าเทวรูปท่านมหาเทพ นวดขมับตัวเองด้วยความปวดหัว
ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนสมองมันชาๆ หนึบๆ ไปหมด
"ทำไมคนอื่นเขาฝึกวิชาแล้วสบายตัว แต่พอมาถึงตาข้า ทำไมมันทรมานสังขารขนาดนี้?"
เจียงหลินบ่นพึมพำอย่างจนใจ
การฝึกวิชาของสำนักส่วนใหญ่ มักจะสร้างสภาวะที่สบายกายสบายใจให้ผู้ฝึก
แต่ดูวิชาที่เจียงหลินฝึกสิ
วิชาขั้วอุดร ฝึกทีไรเหมือนเอาน้ำแข็งมาแทงก้น เหมือนเดินไต่ลวดกลางเวหา เหนื่อยจะตายชัก
วิชาเทียนเผิงก็พอกัน ฝึกแล้วหนาวสะท้าน ชาไปทั้งตัว ทนฝึกนานๆ ไม่ไหว
ส่วนวิชาเสินเซียวที่เพิ่งได้มา แม้จะไม่เว่อร์วังขนาดนั้น แต่ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่
วิชาเสินเซียวจัดเป็นวิชาภายใน (เน่ยตัน) จุดสำคัญอยู่ที่การกำหนดจิตและจินตนาการ
และสิ่งที่ต้องจินตนาการ ก็คือสายฟ้า...
นี่แหละสาเหตุที่ทำให้เจียงหลินปวดสมองตึบๆ หลังจากฝึกเสร็จ
เอาเป็นว่าจนถึงตอนนี้ วิชาที่เจียงหลินฝึก อานุภาพร้ายกาจสุดยอด แต่ความ "ทรมาน" ต่อร่างกายผู้ฝึกก็สุดยอดไม่แพ้กัน
(อันนี้เป็นกฎของโลกนี้นะ อย่าเอาไปปนกับความจริง)
นี่คงเป็นกุศโลบายเพื่อเตือนสติผู้ฝึกว่า วิชาเหล่านี้มีอานุภาพทำลายล้างสูง ห้ามใชัพร่ำเพรื่อ ต้องระมัดระวังอย่างที่สุด
แต่นี่ก็เป็นข้อดีของวิชาสายตรงจากสวรรค์ ที่คอยเตือนใจเรื่อง "ทางสายกลาง" และ "ความพอดี"
ถ้าเป็นวิชามาร คงไม่รู้จักคำว่ายับยั้งชั่งใจ
"แต่ก็ถือว่าเข้าประตูมาได้แล้ว"
เจียงหลินยกมือขึ้น กระตุ้นวิชาเสินเซียว
"เปรี้ยะ..."
ปลายนิ้วปรากฏสายฟ้าเส้นเล็กๆ วิ่งวนรอบนิ้ว บางครั้งก็แตกแขนงออกมาเป็นเส้นฝอยๆ ดูน่าหวาดเสียว
ครู่ต่อมา เจียงหลินลดมือลง เริ่มเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่ใช้ประกอบการฝึกเมื่อครู่
การฝึกวิชาเสินเซียว ไม่ใช่แค่นั่งหลับตาทำสมาธิเฉยๆ
ในคัมภีร์ระบุว่า: ผู้ปรารถนาจะเข้าเฝ้าต้นกำเนิด ต้องเข้าห้องเงียบ เดินตามดาวเหนือ หันหน้าทิศเหนือ ปูเสื่อสะอาด เตรียมสุราผลไม้ ขบฟันเก้าครั้ง อวัยวะภายในร้อยจุดปล่อยปราณขาว... นานเข้า ปราณเปลี่ยนเป็นแม่ทัพหญิงและกุมารหมื่นคน...
นี่แค่แบบย่อๆ นะ แต่ขนาดแบบย่อและหยาบที่สุด ก็ยังมีจุดที่ไม่เข้าใจอีกเพียบ
สรุปง่ายๆ คือ "ยุ่งยาก" ยุ่งยากจนเจียงหลินตาลาย
มิน่าล่ะวิชาสายฟ้าถึงเป็นราชาแห่งวิชา ความยากระดับนี้ไม่ใช่ใครก็ฝึกได้
เรียกได้ว่าก้าวหนึ่งด่าน ก้าวหนึ่งอุปสรรค
เผลอนิดเดียวคือล้มเหลว ตบะพังทลาย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวิชาเสินเซียว ที่ได้ชื่อว่า "ทรงอานุภาพที่สุดในบรรดาวิชาสายฟ้า"
ความยากในการฝึกยิ่งทวีคูณ
ถ้าเจียงหลินไม่ได้รับเมตตาจากท่านแม่ทัพหวังเข้าฝันมาถ่ายทอดวิชาให้ คิดจะฝึกให้สำเร็จเร็วขนาดนี้ ก็คงเป็นได้แค่ฝันกลางวัน
เพราะในแง่หนึ่ง เงื่อนไขในการฝึกวิชาเสินเซียว คือต้องฝึกวิชาเทียนเผิงมาก่อน
แค่ขั้นตอนนี้ขั้นตอนเดียว ก็คัดคนออกไปได้ค่อนโลกแล้ว
"ห้ามหาอาคมแห่งเต๋า ข้าได้มาสองแล้ว"
เจียงหลินพึมพำกับตัวเอง เกิดความคิดแผลงๆ ขึ้นมา "ถ้าได้ครบทั้งห้าวิชาแล้วฝึกพร้อมกัน..."
พอนึกภาพนั้น เจียงหลินก็อดใจเต้นไม่ได้
แต่แล้วก็รีบดับฝันกลางวันอันเพ้อเจ้อนั้นทิ้งไป
แค่ฝึกสองวิชายังเหนื่อยแทบรากเลือด ถ้าฝึกพร้อมกันห้าวิชา อย่าว่าแต่เจียงหลินจะรับไหวไหม แค่จะไปหาอีกสามวิชาที่เหลือมาจากไหน ก็เป็นปัญหาใหญ่แล้ว
คิดว่าใครๆ จะใจดีเหมือนท่านแม่ทัพหวังเหรอ?
เจียงหลินรู้ดี ที่ท่านแม่ทัพหวังทำตัวเป็นกันเองกับเขา ส่วนใหญ่ก็เพราะเห็นแก่หน้าท่านมหาเทพ
และการถ่ายทอดวิชาเสินเซียวให้ ในแง่หนึ่ง ก็ถือเป็นการลงทุน
แต่ถึงจะรู้แบบนั้น ท่านแม่ทัพหวังก็ไม่ได้มีเจตนาร้าย บุญคุณที่ถ่ายทอดวิชาให้นั้นเป็นของจริง เจียงหลินจะจดจำไว้ในใจตลอดไป
คำว่าอาจารย์ที่เจียงหลินเรียกขาน และนับถือท่านแม่ทัพหวังเป็นครูครึ่งตัวนั้น ออกมาจากใจจริง
เจียงหลินเก็บข้าวของเสร็จ ก็จุดธูปไหว้ท่านมหาเทพก่อน จากนั้นเดินไปที่หน้าเทวรูปท่านแม่ทัพหวัง จุดธูปคารวะ
สวดบทสรรเสริญมหาเทพจื่อเวยเก้าจบ สวดมนต์แม่ทัพหวังเจ็ดจบ ถึงจะเสร็จสิ้นภารกิจบูชาครูประจำวัน
"ก๊อกๆ..."
จังหวะที่เจียงหลินทำภารกิจเสร็จ กำลังเตรียมจะไปหาอะไรกระแทกท้องให้หายหิว เสียงเคาะประตูหน้าอารามก็ดังขึ้น
เจียงหลินสีหน้าเปลี่ยนไป เดินไปเปิดประตู ภาพที่เห็นคือชายกระโปรงพริ้วไหวประดับพู่ห้อยสวยงาม
ไป๋ซู่เจินยืนยิ้มให้เจียงหลิน ในมือหิ้วปิ่นโตมาด้วย
"ทำของกินมาฝากเจ้าค่ะ"
ทำมา ไม่ใช่ซื้อมา หรือเอามา
เจียงหลินจับใจความสำคัญได้ ยิ้มรับแล้วกล่าวว่า "ลำบากสหายธรรมแล้ว อาตมาขอรับไว้ด้วยความยินดี"
ในเมื่อเป็นสหายร่วมอุดมการณ์ฝ่ายธรรมะ เจียงหลินคงไม่โง่พอที่จะปฏิเสธน้ำใจ
"อืม"
ไป๋ซู่เจินพยักหน้า ดวงตางามเหลือบมองไปที่เทวรูปอันน่าเกรงขามด้านหลังนักพรตหนุ่ม เมื่อเห็นว่าเทวรูปไม่มีปฏิกิริยาต่อต้าน นางก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่เมื่อสายตากลับมาจับจ้องที่เด็กหนุ่มตรงหน้า นางก็ต้องชะงัก
เห็นเพียงเจียงหลินดวงตาเป็นประกาย มีแสงเทพเรืองรอง รอบกายแผ่กลิ่นอายแห่งสายฟ้าอันน่าเกรงขาม
นางกระพริบตาด้วยความประหลาดใจ
"ไม่เจอกันไม่กี่วัน ท่านฝึกวิชาสายฟ้าสำเร็จแล้วหรือ?"
[จบแล้ว]