- หน้าแรก
- เมื่อสวรรค์เรียกข้าไปพิพากษา
- บทที่ 18 - คำขอร้องของฮูหยินเฒ่า
บทที่ 18 - คำขอร้องของฮูหยินเฒ่า
บทที่ 18 - คำขอร้องของฮูหยินเฒ่า
บทที่ 18 - คำขอร้องของฮูหยินเฒ่า
เจียงหลินเดินไปที่หน้าประตูวิหาร ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มคล้อยบ่ายเข้าสู่ช่วงเย็น
ตามปกติแล้ว เวลานี้ไม่น่าจะมีผู้ศรัทธามาวัด
เจียงหลินนึกว่าเป็นอ้าวรุ่นที่จัดการธุระเสร็จแล้วรีบแจ้นมาหา
แต่พอเปิดประตูออก กลับพบว่าไม่ใช่อ้าวรุ่น แต่เป็นผู้ศรัทธาจริง ๆ
"ขอถามหน่อยเจ้าค่ะ ที่นี่มีนักพรตชื่อเสวียนอิงอยู่ไหม?"
ผู้มาเยือนเป็นหญิงชรา ถือไม้เท้า มีสาวใช้ติดตามมาด้วยหนึ่งคน หญิงชราอายุน่าจะราวห้าสิบหกสิบปี ผมขาวโพลนแต่ดูแข็งแรงดี การแต่งกายภูมิฐาน ไม้เท้าในมือเมื่อกระทบแสงแดดก็เปล่งประกายแวววาว
เจียงหลินดูของไม่ค่อยเป็น แต่ก็พอเดาได้ว่า แค่ไม้เท้าอันเดียวนี่ น่าจะมีค่าเท่ากับครึ่งหนึ่งของวัดเขาเลยมั้ง...
"อู๋เลี่ยงเทียนจุน"
เจียงหลินทำท่าคารวะ "อาตมาคือเสวียนอิง"
หญิงชราได้ยินก็ยิ้มออกมา "จริงอย่างที่พ่อหนุ่มจางหู่บอก นักพรตเสวียนอิงเป็นเด็กหนุ่มรูปงามราวเทพบุตร วันนี้ได้เห็นกับตา สมคำร่ำลือจริง ๆ"
หญิงชราพูดพลาง สาวใช้ข้างหลังก็แอบชำเลืองมองเจียงหลิน แก้มแดงระเรื่อ
เจียงหลินเป็นนักพรต แถมยังหน้าตาดีแบบหลุดโลก ให้ความรู้สึกแบบ "หนุ่มถือศีลกินเจที่น่าค้นหา"
"จางหู่?"
เจียงหลินเลิกคิ้ว ไม่ได้ถามต่อ เพียงแต่เบี่ยงตัว "เชิญฮูหยินเฒ่าเข้ามาด้านใน"
"รบกวนด้วยนะเจ้าคะ"
หญิงชรายิ้มพยักหน้า ให้สาวใช้ประคองเดินเข้ามาในอารามดาราม่วง
เจียงหลินชะเง้อมองออกไปนอกวัด แวบหนึ่งเห็นเกี้ยวแบบมีประทุนจอดอยู่ไกล ๆ ดูประณีตหรูหรา บ่งบอกว่าเป็นของตระกูลผู้ดีมีเงิน
หญิงชราผู้นี้เป็นใครกัน?
เจียงหลินคิดในใจ พลางนำทางหญิงชราเข้าไปในวิหาร
เมื่อเห็นรูปปั้นมหาจักรพรรดิจื่อเวย หญิงชราก็สำรวมท่าที จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วจุดธูปไหว้อย่างตั้งใจ
ดูจากท่วงท่าแล้ว หญิงชราท่านนี้ต้องมาจากตระกูลผู้ดีเก่าแน่นอน
และดูเหมือนจะคุ้นเคยกับการไหว้พระขอพรเป็นอย่างดี
หลังจากหญิงชราปักธูป และสั่งให้สาวใช้ถวายเงินทำบุญห้าสิบตำลึงเรียบร้อยแล้ว
เจียงหลินก็ก้าวออกมา ยิ้มว่า "หนทางบนเขาเดินลำบาก ฟ้าใกล้มืดแล้ว ฮูหยินเฒ่าควรรีบลงเขาจะดีกว่า"
แม้จะได้ยินชื่อจางหู่จากปากหญิงชรา และเห็นความร่ำรวยของนาง เดาได้ว่าคงไม่ใช่คนธรรมดา
แต่เกี่ยวอะไรกับเจียงหลินล่ะ?
"ไม่ปิดบังท่านนักพรต ยายแก่อย่างอิฉันมาที่นี่ เพราะมีเรื่องสำคัญ"
หญิงชราไม่อ้อมค้อม พูดเข้าประเด็นทันที "ไม่ทราบว่าท่านนักพรตพอจะเมตตามอบน้ำชาสักถ้วยได้ไหมเจ้าคะ?"
เจียงหลินคิดครู่หนึ่ง "วัดร้างทรุดโทรม มีแต่ชาป่าหยาบ ๆ ถ้าฮูหยินเฒ่าไม่รังเกียจ เชิญตามอาตมามา"
"แค่นั้นก็ดีถมไปแล้ว ขอบคุณท่านนักพรตเจ้าค่ะ"
เจียงหลินพาหญิงชราไปที่ห้องรับรองด้านหลัง นั่งลงในห้องอันเงียบสงบ
"เฉียวเอ๋อ ไปเฝ้าหน้าประตู"
หญิงชราสั่งสาวใช้
"เจ้าค่ะ"
สาวใช้ก้มหน้าเดินออกจากห้องไป
หญิงชรานั่งตรงข้ามเจียงหลิน ไม่พูดเรื่องชา แต่แนะนำตัวว่า "ขอเรียนท่านนักพรต อิฉันนามสกุลเดิมแซ่เจ้า แต่งเข้าสกุลอู๋ ท่านนักพรตเรียกอิฉันว่าอู๋เจ้าซื่อก็ได้เจ้าค่ะ"
"ฮูหยินเฒ่าอู๋"
เจียงหลินพยักหน้า ไม่พูดมาก รอฟังความต่อ
"บอกตามตรง ที่อิฉันมาวันนี้ เพราะนายกองร้อยจางหู่ไปบอกลูกชายอิฉันว่า ท่านนักพรตเป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า อิฉันเลยต้องบากหน้ามาหา"
"ลูกชายท่านคือ?"
เจียงหลินถามด้วยความอยากรู้
"สามีอิฉันเสียไปนานแล้ว เลี้ยงลูกมาสามคน คนโตรับราชการอยู่เมืองหลวง คนรองเป็นนายทหารอยู่ที่เมืองอู๋โจว ส่วนคนเล็กอยู่ที่หางโจว คอยเลี้ยงดูแม่แก่ ๆ อย่างอิฉัน ตอนนี้รับราชการเป็นนายอำเภอเฉียนถังเจ้าค่ะ"
"ฮูหยินเฒ่าเลี้ยงลูกได้ดีจริง ๆ"
เจียงหลินชมจากใจจริง
ลูกชายสามคน มีทั้งบู๊ทั้งบุ๋น แถมยังมีคนทำงานในวัง ครบเครื่องจริง ๆ
อำเภอเฉียนถังเป็นอำเภอใหญ่ที่มีชื่อเสียงของเมืองหางโจว แม้จะเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ติดกับตัวเมืองหลวงของมณฑล ทำให้บารมีของ "เจ้าเมืองร้อยลี้" (นายอำเภอ) อาจจะดูดร็อปไปบ้างเพราะมีผู้ใหญ่ค้ำหัวอยู่ แต่การได้เป็นผู้นำของอำเภอนี้ ก็นับว่าเป็นยอดคนแล้ว
"ท่านนักพรตชมเกินไปแล้ว"
ฮูหยินเฒ่าอู๋ยิ้มอย่างถ่อมตัว แล้วทำหน้าเคร่งเครียด "นายกองร้อยจางหู่เป็นลูกน้องของลูกชายคนรองของอิฉัน ตอนที่เขาแวะมาเยี่ยมลูกชายคนเล็กที่หางโจว ก็ได้แนะนำท่านนักพรตให้รู้จัก"
"แนะนำ?"
เจียงหลินเลิกคิ้ว
"เฮ้อ..."
หญิงชราถอนหายใจ "พูดไปก็น่าอาย อิฉันมีลูกชายสามคน แต่หลานกลับมีน้อยเหลือเกิน โดยเฉพาะบ้านเจ้าสาม มีลูกชายคนเดียวหัวแก้วหัวแหวน"
"เด็กคนนี้แม้จะหัวไม่ดี แต่ก็ขยันขันแข็ง ปีนี้อายุเพิ่งจะสิบห้าสิบหก"
"แต่เมื่อเดือนก่อน จู่ ๆ แกก็เป็นโรคประหลาดเจ้าค่ะ"
เจียงหลินฟังแล้วก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้
คงเป็นเพราะจางหู่ไปเยี่ยมพี่ชายของเจ้านาย ได้รู้เรื่องราวในบ้านท่านนายอำเภออู๋ เลยนึกถึงเจียงหลินที่เพิ่งแสดง "อิทธิฤทธิ์" ให้ดูสด ๆ ร้อน ๆ
และก็เป็นไปได้ว่าจางหู่เล่าเรื่องบ้านพรานถูให้ฟัง ฮูหยินเฒ่าถึงได้ตัดสินใจมาหา
คิดได้ดังนั้น เจียงหลินจึงถามว่า "โรคประหลาดแบบไหนหรือ?"
"เดือนที่ผ่านมา หลานชายอิฉันจู่ ๆ ก็เหมือนคนบ้า ขังตัวเองอยู่ในห้องไม่ยอมเจอใคร ไม่กินข้าว ใครเข้าไปหา แกก็ไม่ทำร้าย แต่จะทำร้ายตัวเองสารพัดวิธี บีบให้คนที่เข้าไปต้องรีบออกมา แกถึงจะยอมสงบลง"
ฮูหยินเฒ่าอู๋เล่ามาถึงตรงนี้ น้ำตาก็เริ่มคลอเบ้า พยายามกลั้นสะอื้นแล้วเล่าต่อ "อิฉันเชิญหมอดัง ๆ มาดูตั้งเยอะ ก็หาสาเหตุไม่เจอ"
"ตอนนี้ทำได้แค่จับมัดไว้ทุกวัน กรอกยานอนหลับให้สงบลง แล้วรีบกรอกข้าวต้มยื้อชีวิตไว้"
"แต่ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป จะทำยังไงดี? สภาพแกตอนนี้ผอมโซเหลือแต่กระดูก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้..."
ฮูหยินเฒ่าอู๋ถอนหายใจยาว
"จับมัดไว้ ทำไมถึงสงบได้แค่ชั่วคราว?"
เจียงหลินสงสัย ถ้าแค่อยากทำร้ายตัวเอง มัดมือมัดเท้าไว้ หรือกลัวจะกัดลิ้นก็หาผ้าอุดปากไว้ ก็น่าจะกันได้แล้วนี่นา
"ลองแล้วเจ้าค่ะ"
ฮูหยินเฒ่าอู๋ส่ายหน้าด้วยความเศร้า "ถ้ามัดไว้ตลอดเวลา แกจะกลั้นหายใจ ยอมกลั้นใจตายดีกว่าจะยอมหายใจเจ้าค่ะ"
นี่มัน...
เจียงหลินชะงัก โหดไปไหมเนี่ย?
เรียกว่าโรคประหลาด แต่ในเมื่อฮูหยินเฒ่ามาถึงที่นี่ แสดงว่านางรู้ดีว่าสาเหตุคืออะไร
เจียงหลินไม่เชื่อหรอกว่าฮูหยินเฒ่าจะทำแบบเดียวกับฮูหยินถู หมอที่เชิญมาต้องเป็นของจริงแน่ ๆ
"อิฉันหมดหนทางแล้วจริง ๆ ถึงได้บากหน้ามาขอร้องท่านนักพรต ได้โปรดเมตตา ช่วยชีวิตหลานชายอิฉันด้วยเถิดเจ้าค่ะ!"
ฮูหยินเฒ่าอู๋ลุกขึ้น ทำท่าจะคุกเข่าลงต่อหน้าเจียงหลิน
"ฮูหยินเฒ่าอย่าทำแบบนี้"
เจียงหลินรีบประคองไว้ ถามเสียงเบา "ฮูหยินเฒ่าลองวิธีอื่นดูหรือยัง? วัดจินซานที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ก็อยู่ในเขตเฉียนถังไม่ใช่หรือ?"
"เชิญมาแล้วเจ้าค่ะ"
ฮูหยินเฒ่าอู๋ถอนหายใจ "ลูกชายอิฉันไปเชิญด้วยตัวเอง ได้ไต้ซือท่านหนึ่งมา แต่พอท่านเห็นอาการ ท่านก็ไม่พูดอะไรสักคำ รีบขอตัวกลับทันที"
หืม?
เจียงหลินเริ่มแปลกใจ
วัดจินซานมีผู้บำเพ็ญเพียรอยู่จริง ๆ และผู้บำเพ็ญเพียรสายพุทธก็น่าจะถนัดเรื่องลี้ลับพวกนี้
แม้แต่พระวัดจินซานยังหนี?
ชักจะน่าสนใจแล้วสิ
[จบแล้ว]