- หน้าแรก
- เมื่อสวรรค์เรียกข้าไปพิพากษา
- บทที่ 12 - หน้าที่ขจัดมาร
บทที่ 12 - หน้าที่ขจัดมาร
บทที่ 12 - หน้าที่ขจัดมาร
บทที่ 12 - หน้าที่ขจัดมาร
"องค์หญิง?"
เฒ่าเต่าหันมามององค์หญิงของตน สีหน้าแฝงแววประหลาดใจ
ท่านนักพรตคงไม่ได้...
แล้วองค์หญิงเองก็คงไม่ได้...
ดวงตาของเฒ่าเต่าฉายประกายวิบวับราวกับโคนันยอดนักสืบที่ค้นพบความจริง
"มีอะไรหรือ?"
อ้าวรุ่นเหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์ รีบดึงสายตากลับมาด้วยความขัดเขิน
"อะแฮ่ม"
เฒ่าเต่าไม่อยากจะพูดแทงใจดำตอนนี้ จึงได้แต่แสดงความกังวล "ไม่รู้ว่าท่านนักพรตจะจัดการอย่างไร"
"เขาบอกว่าจะไปเจรจาไม่ใช่หรือ?"
อ้าวรุ่นตอบอย่างใจลอย
"แล้วองค์หญิงคิดว่า อะไรทำให้ท่านนักพรตเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ขนาดนี้?"
เฒ่าเต่ากะพริบตาปริบ ๆ ถามอย่างสงสัย "ตอนแรก ท่านนักพรตดูไม่อยากจะยุ่งเรื่องของเราเลยนะ"
อ้าวรุ่นชะงักไป ส่ายหน้าอย่างลังเล
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีท่านนักพรตอาจจะมีแผนของท่านเอง"
นางพูดพลางก้มมองผ้าคลุมหน้าสีขาวในมือ
"องค์หญิง พวกเราลืมเรื่องสำคัญไปเรื่องหนึ่ง"
เฒ่าเต่าพูดด้วยน้ำเสียงมีความนัย "จนป่านนี้ เรายังไม่รู้ชื่อแซ่ของท่านนักพรตเลย..."
อ้าวรุ่นชะงักไปอีกครั้ง
เฒ่าเต่าถอนหายใจ องค์หญิงของเขาปกติฉลาดเฉลียว แต่ทำไมวันนี้สมองถึงได้ตื้อตันไปหมด
องค์หญิงของข้า ท่านคงไม่ได้... จริง ๆ ใช่ไหม?
...
หน้าประตูอาราม
เจียงหลินผลักประตูเดินออกไปอย่างไม่ลังเล เงยหน้ามองฟ้า
ดวงจันทร์ถูกเมฆดำบดบัง เมฆนั้นไม่ใช่สีเทาดำตามธรรมชาติ แต่เป็นสีดำสนิท ไร้สีอื่นเจือปน
ดำจนเหนียวหนืด น่าสะพรึงกลัว
ตึก...
ขณะที่เจียงหลินกำลังมองเมฆ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นมาจากความมืด
เงาร่างสูงใหญ่กำยำเดินย่างสามขุมเข้ามาปรากฏตัวตรงหน้าเจียงหลิน
ชายผู้นี้สูงเกือบสองเมตร ร่างกายบึกบึนเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ สวมชุดเกราะอ่อนสีดำ แขนทั้งสองข้างที่โผล่ออกมามีเส้นเลือดปูดโปนราวกับงูยักษ์เลื้อยพัน
ใบหน้าดุดัน จมูกสิงโต เคราดกดำรุงรัง ที่ขมับทั้งสองข้างมีเขางอกยาวออกไปด้านหลังเหมือนกริชแหลมคม
ดวงตาคู่หนึ่ง แดงฉานไปด้วยสีเลือดเข้มข้น
"ขุยหลง คารวะท่านนักพรต"
ชายผู้นั้นประสานมือคารวะอย่างมีมารยาท
เจียงหลินหรี่ตาลง ยิ้มถาม "ประสกก็คือจอมมารอสรพิษที่จับขังจ้าวสมุทรซีหู กินองค์ชายมังกรไปสอง และกำลังจะฉุดคร่าองค์หญิงสามไปทำเมีย?"
"ท่านนักพรตจะมาตัดสินความผิดของข้าหรือ?"
ขุยหลงแสยะยิ้ม เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมที่มีคราบเลือดติดอยู่
จอมมารตนนี้ ดูเหมือนเพิ่งจะกินอะไรมา
เขาพูดพลางโยนของสิ่งหนึ่งในมือทิ้ง
ตุบ...
วัตถุชุ่มเลือดตกลงพื้น กลิ้งไปสองสามตลบ
เจียงหลินมองตามไป เห็นเป็นหัวของพังพอนที่เบิกตาโพลงตายตาไม่หลับ เปื้อนดินโคลนจนมอมแมม
"ไอ้พังพอนนี่ก่อนหน้านี้ล่วงเกินท่านนักพรต ถึงจะมีตบะอยู่บ้าง แต่ข้ากินมันไปแล้ว ท่านนักพรตไม่ต้องเกรงใจ"
ขุยหลงพูดหน้าตาเฉย คราบเลือดที่มุมปากดูสดใหม่ขึ้นมาทันที
เจียงหลินเงียบกริบ ขุยหลงแน่นอนว่าไม่ได้หวังดี แต่เป็นการขู่ให้รู้ว่า ทุกการกระทำของเจียงหลินอยู่ในสายตาของมันตลอด
"ท่านนักพรตอาจจะสงสัย ในเมื่อข้ารู้ว่าท่านมีตัวตนอยู่ และรู้ว่านังหนูมังกรกับไอ้เฒ่าเต่าอยู่ที่นี่ ทำไมข้าถึงปล่อยให้พวกมันเข้าไปในอารามของท่าน หาเรื่องใส่ตัวทำไม?"
ขุยหลงเห็นเจียงหลินไม่ตอบ ก็ไม่ถือสา พูดต่อว่า "ก็เพราะว่านังหนูมังกรนั่น พก 'ลูกแก้วมังกร' ของพ่อมันติดตัวอยู่"
"ลูกแก้วมังกรของจ้าวสมุทรผู้บำเพ็ญเพียรมาสามพันปี สั่งสมแรงศรัทธาจากชาวบ้านรอบซีหูมาหลายชั่วอายุคน ตอนนี้อยู่ที่ตัวนังหนูนั้น"
"ถ้าไม่ใช่เพราะจ้าวสมุทรเฒ่าฝากลูกแก้วไว้ที่ลูกสาว มีหรือข้าจะจับตัวมันได้ง่ายดายขนาดนั้น? และนังหนูนั่นจะมีปัญญาหนีรอดเงื้อมมือข้าไปได้หลายครั้งหลายคราหรือ?"
"เรื่องนี้ ท่านนักพรตคงไม่รู้สินะ?"
"นังหนูมังกรนั่นหน้าตาใสซื่อ แต่ใจคดเหมือนงู คงไม่ได้บอกความจริงทั้งหมดกับท่านหรอก"
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ!"
ขุยหลงหัวเราะร่า เสียงหัวเราะสั่นสะเทือนจนกระเบื้องหลังคาอารามสั่นกราว
"ปากบอกว่าไม่มีที่ไปขอหลบภัย แต่จริง ๆ แล้วยืมมือคนอื่นฆ่าคน ท่านนักพรต ควรจะตาสว่างได้แล้ว!"
เจียงหลินฟังขุยหลงร่ายยาว แล้วก็เอียงคอถาม "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับอาตมา?"
"หือ?"
ขุยหลงขมวดคิ้ว แล้วแค่นหัวเราะ "หรือว่าท่านนักพรตผู้ทรงศีล ก็โดนเสน่ห์สาวงามหลอกจนหน้ามืดตามัวไปแล้ว?"
"นังมังกรนั่นหลอกใช้ท่าน ท่านกลับทำเป็นมองไม่เห็น? หรือคิดว่าข้าโกหก?"
"จอมมารเข้าใจผิดแล้ว"
เจียงหลินส่ายหน้า ถอนหายใจ "ธิดามังกรจะเป็นอย่างไร เกี่ยวอะไรกับอาตมา?"
"เพียงแต่ท่านกับอาตมา ตอนนี้มีบ่วงกรรมต่อกัน ถึงได้มาคุยกันอยู่นี่ไง"
ขุยหลงยิ้มถาม "อ้อ? ข้าไม่ยักรู้ว่าข้าไปมีบ่วงกรรมอะไรกับท่านตอนไหน?"
"เฮ้อ"
เจียงหลินถอนหายใจ จัดแขนเสื้ออย่างเชื่องช้า เงยหน้าขึ้นกล่าว "จอมมารจะแกล้งโง่ไปทำไม?"
"ท่านรู้อยู่เต็มอกว่า โทษฐานกักขังเทพเจ้า กลืนกินทายาทเทพสวรรค์ แค่เรื่องนี้ลอยมาเข้าหูอาตมา ก็ถือว่าเป็นบ่วงกรรมกับอาตมาแล้ว"
"ถ้าไม่ใช่เพราะวิชาที่อาตมาฝึกฝน ท่านคงไม่มาพูดจาภาษาดอกไม้อยู่แบบนี้หรอก ป่านนี้คงจับอาตมากินไปนานแล้ว"
ขุยหลงพยักหน้ายิ้ม ถอนหายใจ "ถูกต้อง"
"ท่านนักพรตเป็นคนของสำนักขับไล่ภูตมารขั้วอุดร ผู้ถือกฎทมิฬ ผู้บงการสายฟ้าเทียนเผิง"
"ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ข้าก็ไม่อยากจะมีเรื่องกับท่าน"
"ตอนนี้ ก็แค่อยากจะถามท่านสักคำ"
ดวงตาสีเลือดจับจ้องมาที่เจียงหลิน แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้ามา
"เรื่องนี้ ท่านนักพรตจะยื่นมือเข้ามาสอดจริง ๆ หรือ?"
แม้สวรรค์จะอ่อนแอลง แต่บารมียังคงอยู่ ขุยหลงไม่อาจจินตนาการได้
นักพรตตรงหน้าถือครองป้ายอาญาสิทธิ์เฟิงตู เป็นคนของสำนักขับไล่ภูตมารอย่างถูกต้อง ถ้าลงมือฆ่าเขา ไม่รู้ว่าจะดึงดูดตัวอะไรลงมาบ้าง
ดังนั้น ถ้าไม่ถึงที่สุดจริง ๆ ขุยหลงไม่อยากปะทะกับนักพรตคนนี้
การเป็นศิษย์มีครูอย่างถูกต้อง หมายความว่าถึงแม้นักพรตน้อยนี่จะสู้เขาไม่ได้ แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังมี "ผู้ใหญ่" คนไหนหนุนหลังอยู่บ้าง
คุยได้ ก็คุยไปก่อน
นี่คือความคิดของขุยหลง
"ต้องยุ่ง"
เจียงหลินพยักหน้าอย่างหนักแน่น ไม่มีลังเล
เรื่องอื่นไม่ว่ากัน แต่เรื่องนี้ ถ้ารู้แล้วไม่ทำอะไร ก็เท่ากับผิดต่อหน้าที่
เพราะเจียงหลินฝึกกฎทมิฬ
จอมเวทแห่งสำนักขับไล่ภูตมาร เดินดินกินข้าวแกง หน้าที่คือตรวจสอบและปราบปรามปีศาจที่ก่อความวุ่นวาย
หากพบเจอปีศาจร้ายแล้วไม่ตรวจสอบความผิด พบความผิดแล้วไม่กำจัด กำจัดแล้วไม่สิ้นซาก ถือว่าละเมิดกฎทมิฬ ต้องโดนขวานสายฟ้าลงทัณฑ์
นี่คือกฎเหล็กที่เขียนไว้ชัดเจน
เจียงหลินย่อมไม่ยอมทำผิดกฎ
"ท่านนักพรตจะให้ปลาตายน้ำแห้งกันไปข้างจริง ๆ หรือ?"
ขุยหลงก้าวเข้ามาสองก้าว ถามเสียงเบา
"ไม่ใช่ปลาตายน้ำแห้ง แต่เป็นกำจัดมารพิทักษ์ธรรม"
เจียงหลินแก้คำผิดให้
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ!"
ขุยหลงระเบิดเสียงหัวเราะ
"งั้นข้าก็ขอชมหน่อยเถอะ ว่านักพรตน้อยที่เพิ่งหัดบำเพ็ญเพียรอย่างเจ้า จะเอากรรไกรที่ไหนมาตัดหัวข้าที่เป็นจอมมาร!"
[จบแล้ว]