- หน้าแรก
- ยอดเชฟเทพ เอาหม้อหุงข้าวมาปรุงยาเนี่ยนะ
- ตอนที่ 13 วิธีการของท่านยอดเยี่ยมมาก และตอนนี้ มันเป็นของข้าแล้ว!
ตอนที่ 13 วิธีการของท่านยอดเยี่ยมมาก และตอนนี้ มันเป็นของข้าแล้ว!
ตอนที่ 13 วิธีการของท่านยอดเยี่ยมมาก และตอนนี้ มันเป็นของข้าแล้ว!
ตอนที่ 13 วิธีการของท่านยอดเยี่ยมมาก และตอนนี้ มันเป็นของข้าแล้ว!
เมื่อจูฟานยกหม้อพะโล้ออกมา ก็พบกับเหล่าศิษย์จากยอดเขาสวี่เจี้ยนอีกครั้ง
เครื่องหมายคำถามเด้งขึ้นมาในหัวของเขา
เมื่อวานเพิ่งได้ยินศิษย์พี่คนอื่นบ่นว่าช่วงนี้สัตว์อสูรชุกชุมขึ้น จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน
แล้วทำไมศิษย์พี่กลุ่มนี้ถึงไม่ไปไหน? มัวแต่มาเฝ้าหน้าบ้านแบบนี้ จะทำภารกิจสำเร็จเหรอ?
แม้จะสงสัย แต่จูฟานก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียง เขาเพียงแค่แนะนำส่วนผสมและสรรพคุณของเครื่องพะโล้ให้เหล่าศิษย์ที่มารอ
เครื่องในพะโล้มีหลากหลายชนิด แต่ละคนตักได้คนละทัพพี จะได้อะไรบ้างนั้นขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆ
พูดตามตรง ไส้ใหญ่หมูอาจจะดูไม่น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่
แต่ด้วยความเชื่อมั่นในฝีมือของศิษย์น้องจู ทุกคนจึงกล่อมตัวเองให้ยอมรับอาหารหน้าตาแปลกประหลาดนี้
ขนาดมูลมังกร ขี้ฟีนิกซ์ นักปรุงยายังเอามาหลอมยาแล้วคนก็ยังกินกันได้เลย นับประสาอะไรกับไส้หมู!
ยิ่งไปกว่านั้น ศิษย์สายกระบี่กลุ่มนี้อุตส่าห์วิ่งมาราธอนไปกลับตั้งหลายรอบในวันเดียว ก็เพื่อสิ่งนี้ไม่ใช่หรือ? จะให้ถอยตอนนี้ได้ยังไง!
เอ้า ลุย!
ทันทีที่เข้าปาก รสชาติเข้มข้นกลมกล่อมของพะโล้ก็เริงระบำอยู่บนปลายลิ้น มอบความสุขล้นปรี่ให้แก่ต่อมรับรส
ปอดหมูนุ่มละมุนชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำซุป ไส้หมูมันย่องเคี้ยวหนึบสู้ฟัน หูหมูรสชาติบริสุทธิ์กรุบกรอบ... วัตถุดิบหลากหลาย รสสัมผัสแตกต่าง ผสานรวมเป็นความอร่อยที่ลงตัว
ศิษย์บางคนถึงกับแลกเปลี่ยนกันชิมของที่ตักได้ สัมผัสความสนุกเหมือนเปิดกล่องสุ่มกาชา
เมื่อกลิ่นหอมลอยไปไกล ศิษย์อีกหลายคนก็เริ่มตามกลิ่นมา พวกเขาสุ่มตักเครื่องในต่างๆ และกินอย่างเอร็ดอร่อย
ในทางตรงกันข้าม เสิ่นอ๋างคราวนี้โชคร้ายไปเจอสัตว์อสูรระดับสี่เข้า ทำให้มาถึงช้ากว่าปกติมาก พอมาถึงก็พบว่าเครื่องพะโล้ถูกตักไปเกลี้ยงหม้อ แม้แต่น้ำซุปก้นหม้อก็ถูกเลียจนแห้งสนิท
เสิ่นอ๋างโมโหจนทุบอกชกตัว กระทืบเท้าเร่าๆ อยากจะลากซากสัตว์อสูรตัวนั้นออกมาเฆี่ยนซ้ำให้หายแค้น
จูฟานต้องปลอบใจว่าจะทำเมนูใหม่ให้ในวันพรุ่งนี้ เสิ่นอ๋างผู้ผิดหวังถึงยอมกลับไปอย่างไม่เต็มใจ
วันรุ่งขึ้น เมื่อจูฟานนำหม้อที่ว่างเปล่าไปเติมของ ก็เห็นศิษย์สายกระบี่กลุ่มเดิมมานั่งยองๆ เฝ้าหน้าประตูอีกแล้ว
แต่คราวนี้ คนอื่นๆ เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของพวกเขา
"ศิษย์พี่ ท่านสังเกตไหมว่าคนของยอดเขาสวี่เจี้ยนพวกนั้นดูแปลกๆ?"
"ใช่ ข้าเห็นพวกนั้นมานั่งเฝ้าตั้งแต่เมื่อเช้าวาน พอข้าบาดเจ็บกลับมาตอนเที่ยง พวกนั้นก็ยังอยู่ วันนี้ก็เหมือนเดิม..."
ศิษย์สายดนตรีจากยอดเขาฮ้วนยินจับกลุ่มกระซิบกระซาบกัน
ศิษย์พี่สายดนตรีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชักชวนศิษย์น้องอีกสองสามคนไปดูลาดเลาว่าคนพวกนี้ทำอะไรกันแน่
ไม่ดูไม่รู้ แต่พอดูแล้วถึงกับต้องร้องอู้หู
อาศัยช่วงเวลาที่ศิษย์น้องจูใช้ทำอาหาร พวกเขารีบไปจัดการสัตว์อสูร วิ่งกลับไปฝึกวิชา แล้วรีบซิ่งกลับมาก่อนมื้ออาหารเพื่อจะได้รับประทานเมนูใหม่ล่าสุด?!
มีลูกเล่นแบบนี้ด้วยเหรอ?
เมื่อวิเคราะห์ดูแล้ว พวกเขาก็เข้าใจเหตุผลของการกระทำนี้
ถ้าน้ำแกงรักษาและน้ำแกงเพิ่มพลังที่ตั้งไว้ด้านนอกเปรียบเสมือนสินค้าวางขายทั่วไป เมนูใหม่ที่จูฟานนานๆ จะทำทีก็เหมือนสินค้า Limited Edition ที่ต้องอาศัยดวงถึงจะได้กิน
คนเล่นเกมกาชาที่ไหนบ้างไม่อยากเปิดได้ตัวละครลิมิเต็ดหรือสกินลิมิเต็ด?
ศิษย์ในสำนักก็เหมือนกัน ถ้าไม่คว้าของดีมีน้อยไว้ ถือว่าขาดทุนย่อยยับ!
และด้วยวิธีการของคนจากยอดเขาสวี่เจี้ยน พวกเขาไม่ต้องพึ่งดวง แต่กำหนดชะตาชีวิต (ปากท้อง) ได้ด้วยมือตัวเอง!
คนจากยอดเขาฮ้วนยินต่างรู้สึกว่าวิธีนี้ช่างยอดเยี่ยมกระเทียมดอง
ความคิดของท่านดีมาก และตอนนี้ มันเป็นของข้าแล้ว!
ศิษย์กลุ่มนั้นรีบออกเดินทางทันที วางแผนจะกลับสำนักไปแลกวิชา 'ระฆังวายุคลั่ง' มาใช้บ้าง
หารู้ไม่ว่า ไม่ใช่แค่พวกเขาที่จับตามองคนจากยอดเขาสวี่เจี้ยน คนอื่นๆ ก็สังเกตเห็นพฤติกรรมแปลกๆ ของกลุ่มนี้มาสองวันแล้วเหมือนกัน
และบางคนก็สังเกตเห็นว่าคนจากยอดเขาฮ้วนยินกำลังจับตามองคนจากยอดเขาสวี่เจี้ยน และค้นพบเคล็ดลับนี้
และบางคนก็สังเกตเห็นว่ามีคนกำลังจับตามองคนจากยอดเขาฮ้วนยินอีกที...
สรุปสั้นๆ คือ หลังจากผ่านการ 'จับตามอง' กันเป็นทอดๆ เคล็ดลับของคนจากยอดเขาสวี่เจี้ยนก็แดงขึ้นมา
โอ้ เพื่อนยาก ดูสิว่าไอเดียนี้มันบรรเจิดแค่ไหน คนต้นคิดช่างหัวใสจริงๆ ตอนนี้พวกเราขอเอาไปใช้บ้างนะ!
ขบวนแถวยาวเหยียดของเหล่าศิษย์ เหมือนตอนที่พวกเขากลับไปเอากระทะและหม้อ ต่างมุ่งหน้ากลับไปยังหอคัมภีร์บนยอดเขาหลัก
ศิษย์เวรประจำหอคัมภีร์กำลังทำหน้าที่บันทึกข้อมูลตามปกติ
งานส่วนใหญ่ในหอคัมภีร์นั้นจำเจ แค่นั่งอยู่ตรงนี้คอยแลกเปลี่ยนวิชาให้ศิษย์ในสำนัก
ความตื่นเต้นเดียวในชีวิตช่วงนี้ของศิษย์เวร คือเมื่อสองวันก่อนมีศิษย์สายนอกไม่กี่คนมาขอแลกวิชาไร้ประโยชน์วิชาเดียวกัน
ตอนนั้นศิษย์เวรถึงกับลองศึกษา 'ระฆังวายุคลั่ง' ดูอย่างละเอียด แล้วก็พบว่ามันยังคงไร้ประโยชน์เหมือนเดิม จึงเลิกสนใจไป โดยคิดว่าศิษย์พวกนั้นคงต้องการใช้ในภารกิจพิเศษบางอย่าง
ตึก ตึก ตึก... เสียงฝีเท้าดังขึ้น ศิษย์เวรเงยหน้าขึ้นมอง แล้วก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นฝูงศิษย์สายนอกวิ่งกรูกันเข้ามา
คนแรกยื่นป้ายประจำตัวให้ "ศิษย์พี่ ข้าขอแลกวิชา 'ระฆังวายุคลั่ง'!"
"ศิษย์พี่ ข้าก็ขอแลก 'ระฆังวายุคลั่ง' เหมือนกัน" คนข้างหลังรีบพูดเสริม
"ข้าด้วย!"
ศิษย์เวร: ?
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย???
ศิษย์เวรเต็มไปด้วยความงุนงง แต่ก็ยังทำหน้าที่อธิบายสรรพคุณและข้อจำกัดของคาถาไร้ประโยชน์นี้อย่างเคร่งครัด
จากนั้นกลุ่มศิษย์ก็พยักหน้าพร้อมกัน "ตกลง แลกเลย!"
ดวงตาตี่ๆ ของศิษย์เวรเบิกกว้างด้วยความสงสัยสุดขีด
ทำไมกัน???
ข้าอธิบายไม่ชัดเจนเหรอ?
ไม่ใช่ว่าภารกิจหลักของสำนักช่วงนี้คือการต้านรับสัตว์อสูรหรอกหรือ? ไอ้ของสิ่งนี้มันไม่มีประโยชน์ในการสู้กับสัตว์อสูรเลยสักนิด ทำไมทุกคนถึงได้มุ่งมั่นจะเอามันขนาดนี้???
แม้ศิษย์เวรจะงงเป็นไก่ตาแตก แต่เขาก็ยังแลกวิชาให้ศิษย์ทีละคนจนครบ
เหล่าศิษย์จากไปอย่างพอใจ ทิ้งให้ศิษย์เวรเปิดอ่านคำอธิบายวิชาอีกครั้งและเริ่มสงสัยในสติปัญญาของตัวเอง
หลังจากทุกคนมี 'ระฆังวายุคลั่ง' กันถ้วนหน้า ศิษย์ยอดเขาสวี่เจี้ยนผู้บุกเบิกวิธีนี้ก็ค้นพบว่า ไอ้พวกบ้านี่มันก๊อปปี้งานกันดื้อๆ เลยนี่หว่า
"หน้าไม่อาย!"
ศิษย์ยอดเขาสวี่เจี้ยนต่างประณามพฤติกรรมเลียนแบบของคนกลุ่มนี้
แต่ศิษย์คนอื่นๆ หาได้แคร์ไม่
"ศิษย์พี่ ท่านพูดแบบนี้ไม่ถูกนะ วิชานี้วางอยู่ในหอคัมภีร์เพื่อให้ทุกคนได้ศึกษา พวกข้าจะเอามาใช้บ้างก็เป็นเรื่องปกติ!"
"การเรียนรู้จะเรียกว่าขโมยได้ยังไง? ไม่อย่างนั้น ศิษย์พี่ลองเรียกชื่อมันดูสิ ถ้ามันขานรับ ข้าถึงจะยอมรับว่าเป็นของท่าน?"
ศิษย์ยอดเขาสวี่เจี้ยนจนปัญญาจะต่อกรกับกลุ่มคนหน้าหนาพวกนี้ จึงทำได้เพียงเปิดศึกประชันความเร็ว
ชั่วขณะหนึ่ง พื้นที่รอบนอกกลายเป็นสนามแข่งความเร็วขนาดย่อม ป่าเขาเต็มไปด้วยเงาร่างของเหล่าศิษย์ที่พุ่งไปมา
เหล่าศิษย์วิ่งตะบึงกลับไปกลับมาอย่างบ้าคลั่ง เพียงเพื่อให้กลับมาทันก่อนมื้ออาหาร เพื่อจะได้ลิ้มรสชาติคำแรกที่สดใหม่ที่สุด
ความเร็ว จำนวนคน และความถี่ในการวิ่งนั้น น่ากลัวจนนกในป่าไม่กล้าวางไข่ สัตว์ป่าไม่กล้าหายใจ แม้แต่ต้นกล้าที่เพิ่งงอกยังโดนเหยียบจนจมดิน
ตรงข้ามกับความโกลาหลวุ่นวายภายนอก จูฟานใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในบ้านหลังน้อย
ด้วยคะแนนรีวิวดีเยี่ยมจากศิษย์พี่ศิษย์น้องที่หลั่งไหลเข้ามา ในที่สุดเขาก็สะสมแต้มความสำเร็จได้มากพอที่จะแลกกระทะเหล็กมาครอบครอง
คนจีนที่ไหนเขาไม่กินอาหารผัดกันบ้าง?
ถ้าไม่ใช่เพราะหม้อหุงข้าวทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาหยุดพัก จูฟานคงลองดูแล้วว่าการผัดผักในหม้อหุงข้าวรสชาติจะเป็นยังไง
หม้อหุงข้าว: ขอบใจมากนะ :)
"เสี่ยวลิ่ว ทำไมในร้านค้าของเจ้าถึงไม่มีเตาแก๊สขายล่ะ?"
จูฟานค้นหาอยู่นานแต่ก็ไม่เจออุปกรณ์จุดไฟที่คุ้นเคย
【โฮสต์ ท่านคิดว่าวิชาควบคุมไฟเขามีไว้ทำฝนหรือทำฟ้าร้องล่ะขอรับ (﹁ _, ﹁)】
จูฟาน: ...เป็นความผิดของความรู้วิทยาศาสตร์แท้ๆ ที่ทำให้สมองอันชาญฉลาดของข้าแปดเปื้อน
ช่วงนี้กินเนื้อหมูไปเยอะแล้ว เปลี่ยนรสชาติมาทำไก่บ้างดีกว่า
หั่นไก่เป็นชิ้นพอดีคำ นำไปลวกน้ำร้อนเพื่อขจัดฟองเลือดและกลิ่นคาว
ใส่ต้นหอม ขิง กระเทียม และเครื่องเทศอื่นๆ ลงไปเจียวในน้ำมันจนหอม
นำไก่ลงไปผัดจนเปลี่ยนสี เติมน้ำและมันฝรั่งลงไป
รอจนน้ำงวดด้วยไฟแรง ก็จะได้ 'ไก่ผัดมันฝรั่ง' รสเลิศ
【ปิ๊บ ทำเมนู 'ไก่ผัด' สำเร็จ การประเมิน: ดี ได้รับแต้มความสำเร็จ 10 แต้ม ค่าการบำเพ็ญเพียร 20 แต้ม】
จูฟานตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่จาน แล้วราดด้วยไก่ผัดซอสเข้มข้นจนชุ่มฉ่ำ
"สุดยอด!" จูฟานที่ในที่สุดก็ได้กินอาหารผัด หรี่ตาลงอย่างมีความสุข
ด้วยการสนับสนุนจากระบบ ฝีมือการทำอาหารของจูฟานพัฒนาขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า แม้เขาจะไม่ได้เลียจานเหมือนศิษย์คนอื่นๆ แต่ก็หยุดปากไม่ได้ ต้องตักกินคำแล้วคำเล่า
จูฟานในบ้านน้อยเพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศ ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
ส่วนเหล่าศิษย์นอกบ้านวิ่งพล่านไปทั่วภูเขาราวกับหมาบ้า
ทุกคนต่างก็มีอนาคตที่สดใส ╮(╯▽╰)╭