เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24 - โอกาสโกยคะแนนความน่ารังเกียจ

บทที่ 24 - โอกาสโกยคะแนนความน่ารังเกียจ

บทที่ 24 - โอกาสโกยคะแนนความน่ารังเกียจ


บทที่ 24 - โอกาสโกยคะแนนความน่ารังเกียจ

ระหว่างทางไปห้างสรรพสินค้า ลู่เฉิงชวนคุยเรื่องงานของเจียงม่อลี่

"งานนี้ เพื่อนคุณหาให้เหรอ?"

"ไม่ใช่เพื่อนหรอก แค่คนรู้จักที่ไม่ค่อยสนิท"

ลู่เฉิงแค่นหัวเราะ "ว่าแล้ว เพื่อนแท้ที่ไหนจะหางานแบบนี้ให้เพื่อนทำ"

"ทำไม คุณก็ดูถูกคนล้างส้วมเหมือนกันเหรอ?" เจียงม่อลี่ประชด

"คุณอายุยังน้อย แถมมีความรู้ ให้มาทำแบบนี้มันฆ่าช้างเอางาชัดๆ"

คำตอบนี้ถือว่าผ่าน

"ลาออกซะเถอะ เดี๋ยวผมหางานอื่นให้ คุณอยากทำงานแบบไหนบอกมาได้เลย"

เจียงม่อลี่กระพริบตาปริบๆ "ฉันไม่ทำงานได้ไหม? ฉันอยากมีคนเลี้ยง กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็กิน ไม่ทำอะไรเลย"

ลู่เฉิงมองเธอ "กินกับนอนมันแค่พื้นฐานการดำรงชีวิต คุณไม่มีความฝันอยากทำอะไรเลยเหรอ?"

"ความต้องการของฉันเรียบง่ายมาก ชีวิตสงบสุข บ้านกระท่อมสักหลัง ที่นาดีๆ สักสองสามไร่ สามีหล่อๆ สักคน แล้วก็เงินฝากในบัญชีสักร้อยล้าน"

ลู่เฉิงขำพรืดกับประโยคสุดท้าย "ฝันใหญ่ไม่เบานะเนี่ย รู้ไหมว่าเงินร้อยล้านมันเยอะขนาดไหน?"

"รู้สิ"

รออีกสักครึ่งค่อนปี เธอก็จะทำความฝันนี้ให้เป็นจริงได้แล้ว

ลู่เฉิงไม่ได้เก็บเอาคำพูดเธอมาคิดจริงจัง แต่เขาตอบสนองความคิดไม่อยากทำงานของเธออย่างจริงจัง

"ถ้าไม่อยากทำงาน งั้นย้ายไปอยู่ค่ายทหารกับผมไหม ที่นั่นล้อมรอบด้วยภูเขา ทิวทัศน์สวยงาม คุณจะเล่นจะเที่ยวยังไงก็ได้"

"ไม่ไป"

"ทำไม?"

"ฉันไม่ชอบอยู่บนดอย"

ลู่เฉิงเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำลง "บนดอยชีวิตความเป็นอยู่ลำบากจริง สภาพแวดล้อมก็กันดาร ขาดแคลนทั้งของกินของใช้และยารักษาโรค เพื่อนทหารบางคนแค่เป็นหวัดธรรมดา แต่เพราะรักษาไม่ทันถึงกับเสียชีวิตก็มี แต่ในฐานะทหาร เราจำเป็นต้องปักหลักอยู่ที่นั่น เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดน"

"พวกคุณยิ่งใหญ่และเสียสละมาก ไม่ว่าชาติจะมีภัย หรือประชาชนเดือดร้อน พวกคุณจะอยู่แนวหน้าเสมอ ใช้เลือดเนื้อปกป้องชาติและประชาชน พวกคุณสมควรได้รับการยกย่องและเคารพจากทุกคน"

ลู่เฉิงแปลกใจมาก "ดูไม่ออกเลยนะว่าคุณจะมีความคิดอ่านลึกซึ้งขนาดนี้"

เจียงม่อลี่ตอบ "ฉันอาจจะขี้เกียจตะกละ แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่มีสมองไม่มีความคิดนะ เรื่องผิดชอบชั่วดี จุดยืนฉันมั่นคงมาก"

ลู่เฉิงมองเธออย่างลึกซึ้ง แววตาฉายแววขบขันปนเอ็นดู

ยิ่งได้รู้จัก เขาก็ยิ่งรู้สึกชอบภรรยาตัวน้อยที่แสนจะนุ่มนิ่มคนนี้มากขึ้นไปอีก

น้ำเสียงเขาอ่อนโยนลง "คุณไม่อยากไปอยู่ค่ายทหารผมก็ไม่บังคับ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นเราต้องแยกกันอยู่ คุณอยู่บ้านคนเดียวอาจจะเหงาและว้าเหว่ ถึงตอนนั้นห้ามเอาเรื่องนี้มาทะเลาะกับผมนะ"

"วางใจเถอะ ฉันไม่ทำหรอก"

เธอแค่ไม่อยากไปอยู่ถาวรบนดอย แต่นานๆ ทีไปเยี่ยมไปพักผ่อนสักสองสามวันเหมือนไปเที่ยวตากอากาศน่ะได้อยู่

เจียงม่อลี่รับปากง่ายดาย แต่ในใจลู่เฉิงกลับไม่ค่อยสบอารมณ์

ลึกๆ แล้ว เขาอยากพาเจียงม่อลี่ไปอยู่ด้วยกันที่ค่ายทหารมากกว่า

...

พอจอดรถเสร็จ ลู่เฉิงยังไม่รีบพาเจียงม่อลี่เข้าห้าง แต่หยิบสมุดกับปากกาหมึกซึมออกมาจากกระเป๋าสะพาย

เห็นเจียงม่อลี่มอง เขาเลยอธิบาย "ผมชินกับการวางแผนก่อนลงมือทำ เรามาลิสต์รายการของที่จะซื้อกันก่อน จะได้เช็คดูว่าขาดเหลืออะไรไหม"

เจียงม่อลี่ยกนิ้วโป้งให้ "นิสัยดีมาก"

หลายปีมานี้ลู่เฉิงก็ทำแบบนี้มาตลอด ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องพิเศษอะไร

แต่พอได้รับคำชมจากเจียงม่อลี่ หัวใจเขาก็พองโตอย่างบอกไม่ถูก

เขาเลยอยากจะชวนคุย เพื่อทำความรู้จักกันให้มากขึ้น

"ผมเป็นคนแข็งๆ ทื่อๆ..."

"แข็งแค่ไหนเหรอ?"

ลู่เฉิงชะงักกึก "อะไรนะ?"

เจียงม่อลี่หน้าร้อนผ่าว รีบเบือนหน้าหนี "เปล่า ไม่มีอะไร คุณพูดต่อสิ"

ลู่เฉิงมองเธออย่างสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ "ผมเป็นคนแข็งทื่อ ความรู้ก็น้อย ไม่ชอบอะไรที่มันซับซ้อนอ้อมค้อม คุณมีความคิดหรือต้องการอะไร ก็พูดมาตรงๆ ได้เลย อะไรที่ผมทำให้ได้ ผมจะพยายามทำให้เต็มที่..."

พูดถึงตรงนี้ จู่ๆ ลู่เฉิงก็ชะงักไป

เจียงม่อลี่นึกว่าเขาพูดจบแล้ว กำลังจะเออออห่อหมก ก็ได้ยินเขาถามว่า "เมื่อกี้คุณเล่นมุกสองแง่สองง่ามใส่ผมเหรอ?"

เจียงม่อลี่ไม่นึกว่าเขาจะหัวไวขนาดนี้

เธอก็ปากไวไปหน่อย เพิ่งนึกได้ว่านี่มันยุค 70 พูดจาลามกสุ่มสี่สุ่มห้าอาจโดนหาว่าเป็นพวกโรคจิตได้

"ฉันถามว่านิสัยคุณแข็งกระด้างแค่ไหนต่างหาก คุณคิดลึกไปถึงไหนเนี่ย?"

ท่าทีขึงขังจริงจังของเจียงม่อลี่ ทำให้ลู่เฉิงเริ่มไม่มั่นใจในตัวเอง

"ขอโทษครับ ผมคิดอกุศลไปเอง ผมจะพิจารณาตัวเองอย่างหนัก"

เห็นหน้าตาที่ทั้งรู้สึกผิดและเขินอายของชายหนุ่ม เจียงม่อลี่ต้องงัดเอาเรื่องเศร้าทั้งสองชาติมาคิดวนไปวนมาถึงจะกลั้นขำอยู่

อินโนเซนต์จังเลยพ่อคุ๊ณ

ไม่รู้ว่าเวลาอยู่บนเตียง จะใสซื่อบริสุทธิ์แบบนี้ไหมนะ

พอนึกภาพชายหนุ่มร่างยักษ์สูงร้อยแปดสิบกว่า เขินม้วนต้วนเหมือนกระต่ายน้อย...

อื๋อ

เจียงม่อลี่สะบัดหัวไล่ความคิดลามกในสมองออกไป

ลู่เฉิงเข้าใจผิด "ไม่พอใจเหรอ? งั้นคุณอยากให้ผมทำยังไง คุณถึงจะหายโกรธ"

เจียงม่อลี่โบกมือ "ฉันคันหูนิดหน่อย คุณจดรายการต่อเถอะ"

"คันหู? ไหนผมดูซิ มีแมลงเข้าไปหรือเปล่า?"

ลู่เฉิงพูดพลางยื่นมือมาจะจับหน้าเธอ ตั้งใจจะช่วยดูให้จริงๆ

เจียงม่อลี่ยกมือปิดหูโดยสัญชาตญาณ ปากบอกปัด "ไม่เป็นไรๆ คุณจดไปเถอะ ชุดแต่งงานหนึ่งชุด"

รู้สึกได้ว่าเธอเบี่ยงตัวหลบสัมผัส ลู่เฉิงเลยชักมือกลับ หมุนเปิดฝาปากกา ก้มหน้าเขียนยุกยิกบนสมุด

เจียงม่อลี่ชะโงกหน้าไปดู แปลกใจที่ลายมือเขาสวยมาก

ตัวหนังสือมีพลัง ทะลุกระดาษ เส้นสายหนักแน่นเป็นระเบียบ เหมือนตัวตนของเขาที่เคร่งขรึมเที่ยงตรง

"มีอะไรอีก ตู้เสื้อผ้า? โต๊ะเครื่องแป้ง?"

ปากถามความเห็นเจียงม่อลี่ แต่มือเขียนสองอย่างนี้ลงไปแล้วเรียบร้อย

ตั้งใจจะซื้อให้จริงๆ ไม่ได้แกล้งทำเป็นป๋า

ข้อนี้ทำให้เจียงม่อลี่ประทับใจมาก

"ดูซิ ขาดตกบกพร่องอะไรอีกไหม?"

เจียงม่อลี่รับสมุดมาดู กระดาษขนาด A6 แทบจะเขียนเต็มหน้ากระดาษ ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ยันของใช้จุกจิกอย่างผ้าขนหนู แปรงสีฟัน สบู่

"น่าจะครบแล้ว เอาแค่นี้ก่อน"

"โอเค"

ไม่เหมือนห้างสรรพสินค้าในยุคปัจจุบันที่มีของให้เลือกละลานตา ห้างสรรพสินค้าในยุคนี้แทบไม่มีตัวเลือก สินค้าส่วนใหญ่มีแค่ไม่กี่ยี่ห้อและไม่กี่แบบ เช่น กระติกน้ำร้อนก็มีแต่แบบเปลือกเหล็กสีแดง กะละมังเคลือบก็มีแต่ลายดอกโบตั๋นแดงพื้นขาว

ห้างสรรพสินค้ามีทั้งหมดสามชั้น ชั้นล่างขายของใช้ในชีวิตประจำวันและอาหาร ชั้นสองขายเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ชั้นสามขายเครื่องประดับ รองเท้าเสื้อผ้าราคาแพง และสินค้าเกรดพรีเมียม

จะว่าไป คนมาซื้อของก็เยอะเหมือนกัน เจียงม่อลี่กวาดตามองคร่าวๆ ทั้งห้างน่าจะมีคนเป็นร้อยสองร้อย

เจียงม่อลี่ย่อมไม่ปล่อยโอกาสทองในการปั๊มแต้มความน่ารังเกียจให้หลุดมือ

ตามรายการของลู่เฉิง ทั้งสองคนเดินมาที่เคาน์เตอร์ขายกระติกน้ำร้อน

หน้าเคาน์เตอร์มีชายสามหญิงสองยืนเลือกของอยู่ ดูท่าทางน่าจะมาซื้อของแต่งงานเหมือนกัน

เจียงม่อลี่แทรกตัวเข้าไปแล้วใช้มือผลักห้าคนนั้นออกไปด้านข้าง "หลีกไปหน่อย หลีกไปหน่อย ไม่มีปัญญาซื้อก็อย่ามายืนขวางทางสิ เกะกะจริง!"

สิ้นเสียง ทั้งห้าคนก็หันขวับมามองด้วยความโมโห

"พูดจาภาษาอะไรของเธอ ว่าใครไม่มีปัญญาซื้อ?"

"มีปากก็พูดไปสิ ควักเงินออกมาซื้อให้ดูหน่อยเถอะ ถ้าไม่ซื้อก็อย่ามาเกะกะคนจะซื้อ"

『คะแนนความน่ารังเกียจ +6...』

ไม่ใช่แค่ลูกค้าห้าคนนั้นที่โมโหกับการกระทำของเจียงม่อลี่ แม้แต่พนักงานขายก็ยังมองด้วยสายตาเอือมระอา

ได้แต้มสมใจแล้ว เจียงม่อลี่ก็เปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย "ช่างเถอะ ฉันไม่อยากทะเลาะกับพวกเธอ ไปดูอย่างอื่นดีกว่า"

"เฮ้ย ยัยนี่ประสาทกลับหรือไง!"

เจียงม่อลี่เดินไปที่เคาน์เตอร์ขายกะละมัง แล้วถามพนักงาน "ที่นี่ไม่มีแบบใหม่ๆ ลายสวยๆ บ้างเหรอ? ฉันมาตั้งแต่เด็กก็เห็นแต่แบบนี้ ตอนนี้ฉันจะแต่งงานแล้ว ก็ยังขายแบบเดิมๆ อยู่ รู้จักคำว่าทันสมัยไหมป้า?"

บ่นกระปอดกระแปดจบ ก็ได้คะแนนความน่ารังเกียจมาอีก 3 แต้ม

ตอนพนักงานหยิบกะละมังให้ สายตาแทบจะกินเลือดกินเนื้อ คงอยากเอากะละมังฟาดหน้าเธอเต็มทน

พออกมาจากโซนกะละมัง ลู่เฉิงก็ดึงเธอไปหลบมุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

เจียงม่อลี่อดระแวงไม่ได้ว่าเขาจะโกรธที่เธอทำตัวแย่ๆ ใส่คนอื่น หรือพอเห็นธาตุแท้ของเธอแล้วจะนึกเสียใจอยากขอหย่า

"ของที่เหลือยังอยากซื้ออยู่ไหม? ถ้าคุณยังเลือกมากเรื่องมากแบบนี้อีก เดี๋ยวเราคงโดนไล่ออกไปแน่ๆ"

"ฉันพูดผิดตรงไหนล่ะ ก็พวกเขาห้าคนยืนเรียงหน้ากระดานขวางเคาน์เตอร์ บังฉันมิด..."

เจียงม่อลี่รู้ตัวว่ากำลังแถข้างๆ คูๆ เสียงเลยอ่อยลง

แต่ในหูของลู่เฉิง กลับฟังดูเหมือนเธอกำลังน้อยใจ

นึกถึงนิสัยที่ไม่ยอมคนของเธอ เขาก็ถอนหายใจเบาๆ "ผมไม่ได้บอกว่าคุณผิด แต่ต่อไปถ้าผมไม่อยู่ คุณพยายามอย่าไปมีเรื่องกับใครเขา เกิดโดนเขารุมตีขึ้นมาจะทำยังไง?"

"ก็สู้ยิบตาสิ!"

ความใจเด็ดไม่กลัวใครแบบนี้ ลู่เฉิงกลับรู้สึกถูกใจ

เขาไม่พูดอะไรมาก แค่จับข้อมือเจียงม่อลี่ไว้ ทำเสียงเข้มเหมือนผู้ใหญ่ดุเด็ก "ไปกันเถอะ เดี๋ยวคุณพูดให้น้อยหน่อย ชอบอันไหนก็ชี้บอกผมก็พอ"

"ทำไมไม่ให้ฉันพูด?"

"ไม่ได้ห้ามพูด แค่ให้พูดน้อยลง"

"ฉันคนพูดมาก ชอบพูดเยอะๆ"

"งั้นก็พูดกับผม ผมฟังเอง"

"ปล่อยมือก่อน"

เห็นคนมอง ลู่เฉิงเลยยอมปล่อยมือเธอ แล้วพูดแก้เก้อว่า "ข้อมือคุณเล็กจัง ขาวด้วย เหมือนต้นหอมเลย"

เจียงม่อลี่มองบน "ชมไม่เป็นก็อย่าฝืน"

ลู่เฉิงลูบจมูก ชี้ไปที่เคาน์เตอร์ขายผ้าปูที่นอน "ไปดูอันนั้นกัน"

เจียงม่อลี่ไม่อยากโดนไล่ออกจากห้าง เลยตั้งใจเลือกของเงียบๆ ไม่ก่อเรื่อง

เห็นเธอสงบลง ลู่เฉิงก็ทึกทักเอาเองว่าคำพูดของเขาได้ผล คิดในใจว่าเมียถึงจะดื้อไปหน่อย แต่ก็สอนได้

เจียงม่อลี่มีหน้าที่เลือก ลู่เฉิงมีหน้าที่จ่ายตังค์และหิ้วของ

ไม่นาน สองมือของลู่เฉิงก็เต็มไปด้วยข้าวของพะรุงพะรัง

ลู่เฉิงเอาเป้สะพายไปคล้องไหล่เธอ แล้วล้วงกุญแจรถออกมา "เดี๋ยวผมเอาของไปเก็บที่รถก่อน คุณรอตรงนี้นะ"

"อ้อ"

พอลู่เฉิงหิ้วของเดินออกไป เจียงม่อลี่ก็เดินไปที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอาง กะจะดูว่ามีพวกโฟมล้างหน้าขายไหม

คนยุคนี้ล้างหน้าด้วยสบู่ก้อน หรือดีหน่อยก็สบู่หอม ซึ่งมีความเป็นด่างสูง ล้างเสร็จหน้าตึงเปรี๊ยะ ไม่ค่อยสบายผิว

"เจียงม่อลี่!"

เสียงตวาดแหลมคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 24 - โอกาสโกยคะแนนความน่ารังเกียจ

คัดลอกลิงก์แล้ว