- หน้าแรก
- ยอดชายนายกะล่อน กับ ฮูหยินจอมพลัง
- บทที่ 281 - ปล่อยไปตามน้ำ ก็แค่วางหมากตัวหนึ่ง
บทที่ 281 - ปล่อยไปตามน้ำ ก็แค่วางหมากตัวหนึ่ง
บทที่ 281 - ปล่อยไปตามน้ำ ก็แค่วางหมากตัวหนึ่ง
บทที่ 281 - ปล่อยไปตามน้ำ ก็แค่วางหมากตัวหนึ่ง
ตระกูลเหลียงชิว เป็นศัตรูของตระกูลกงหยางงั้นหรือ...
บอกลาจินหลิงเอ๋อร์ เดินออกมาจากห้อง จิตใจอีอีหนักอึ้ง รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกราวกับถูกเข็มทิ่มแทงมีดกรีด
"อีอี?"
"ว้าย!"
จู่ๆ ได้ยินเสียงเรียกชื่อ อีอีสะดุ้งตกใจ ตัวสั่นเทิ้ม พอตั้งสติได้ ถึงเห็นว่าจ่างซุนเซียงอวี่ยืนอยู่ตรงหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
"เป็นอะไรไป อีอี? สีหน้าดูไม่ดีเลยนะ เกิดเรื่องอะไรขึ้นรึเปล่า?" ดวงตาที่เจือความสงสัยของจ่างซุนเซียงอวี่ฉายแววเป็นห่วง
"มะ ไม่..." กุมแก้มที่ซีดขาว อีอีส่ายหน้ารัวๆ ไม่กล้าบอกความจริงกับหญิงสาวที่ฉลาดเป็นกรดดุจปีศาจคนนี้ ก้มหน้าพูดว่า "ก็แค่เพลียนิดหน่อย พักสักหน่อยก็หาย... เอ้อ ไม่รบกวนพี่หญิงเซียงอวี่แล้ว"
พูดจบ นางก็รีบเดินจ้ำอ้าวจากไป
"..." มองแผ่นหลังอีอีที่รีบร้อนจากไป จ่างซุนเซียงอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย มีหรือนางจะไม่สังเกตเห็นความตื่นตระหนกในแววตาอีอีเมื่อครู่
ปรายตามองห้องของจินหลิงเอ๋อร์ที่ไม่ไกลนัก นางก้าวเท้าเดินเข้าไป
"เมื่อกี้ อีอีมาที่นี่เหรอ?" เข้ามาในห้อง เห็นจินหลิงเอ๋อร์นั่งอ่านตำรายาอยู่ที่โต๊ะ จ่างซุนเซียงอวี่ถามเสียงเบา
"อีอี?" เงยหน้ามองผู้มาเยือน จินหลิงเอ๋อร์ตอบอย่างไม่ใส่ใจ "อืม มาสิ คุยกันนิดหน่อย"
"คุยเรื่องอะไร?" นั่งลงบนเก้าอี้ข้างจินหลิงเอ๋อร์ จ่างซุนเซียงอวี่ถามเสียงเข้ม
"หือ? ก็คุยสัพเพเหระทั่วไป..." จินหลิงเอ๋อร์มองจ่างซุนเซียงอวี่อย่างงงๆ ทันใดนั้น นางเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เสริมว่า "อ้อ จริงสิ อีอีถามข้าเรื่องตระกูลกงหยางด้วย..."
"ตระกูลกงหยาง?" จ่างซุนเซียงอวี่ทวนคำ
"ใช่ ตระกูลกงหยางแห่งจินหลิง ไม่รู้เหมือนกันอีอีไปได้ยินมาจากไหน สงสัยจะแค่อยากรู้อยากเห็น..." พูดพลาง จินหลิงเอ๋อร์ก็เล่าเรื่องที่เพิ่งอธิบายให้อีอีฟังให้จ่างซุนเซียงอวี่ฟังอีกรอบคร่าวๆ
"อยากรู้อยากเห็นงั้นรึ..." จ่างซุนเซียงอวี่แววตาฉายรอยยิ้มลึกลับ กลอกตาไปมา ทันใดนั้นก็พูดเสียงหวาน "งั้นข้าไม่รบกวนพี่หญิงหลิงเอ๋อร์แล้วนะ..."
"เอ๋? อะ งั้นน้องหญิงเดินดีๆ นะ..."
บอกลาจินหลิงเอ๋อร์ จ่างซุนเซียงอวี่ยืนอยู่ที่ระเบียงมองศาลากลางน้ำในสวนไกลๆ มุมปากยกยิ้มประหลาด เดินมุ่งหน้าไปทางเรือนหน้า
"เฉียนสี่ เฉียนสี่! ไอ้บ้าเอ๊ย ไปมุดหัวอยู่ที่ไหน?" ขณะเดินไปตามระเบียง จ่างซุนเซียงอวี่ตะโกนเรียกเสียงดัง
เห็นฮูหยินรองของจวนตะโกนโหวกเหวกไม่รักษาภาพพจน์ บ่าวไพร่แถวนั้นรีบหลบฉากอย่างรู้งาน
ไม่นาน เฉียนสี่ในชุดพ่อบ้านจวนเซี่ยก็วิ่งกลิ้งโค่โร่มาจากปลายระเบียงอย่างรีบร้อน มาถึงหน้าจ่างซุนเซียงอวี่ ยังไม่ทันหายหอบ ก็ประสานมือคารวะ ยิ้มประจบประแจง "ไม่ทราบฮูหยินรองเรียกข้าน้อยมีอะไรให้รับใช้ขอรับ?"
ดวงตางามค้อนเฉียนสี่ที่ยิ้มจนหน้ายับ จ่างซุนเซียงอวี่ขมวดคิ้ว ใช้พัดจีบปิดครึ่งหน้า พูดเสียงเบา "ที่ข้าสั่งให้เจ้าจับตาดูเจ้าเด็กที่ชื่อ [คูหยาง] สองวันนี้ เจ้าทำรึเปล่า?"
เฉียนสี่รีบตอบเอาใจ "เรื่องที่ฮูหยินรองสั่ง ข้าน้อยจะกล้าไม่ใส่ใจได้ยังไง?"
ก็จริง ตั้งแต่กลุ่มตงลิ่งสวามิภักดิ์ต่อเซี่ยอาน เขากับม่อเฟยก็กลายเป็นข้ารับใช้ส่วนตัวของฮูหยินรองจวนเซี่ยไปโดยปริยาย รับจ็อบทั้งงานจับกัง วิ่งส่งของ เป็นมือตบ พูดได้เต็มปากเลยว่า คำสั่งเดียวของฮูหยินรองจ่างซุนเซียงอวี่ ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าราชโองการฮ่องเต้หลี่โซ่วเสียอีก โดยเฉพาะสำหรับม่อเฟย
"เจออะไรบ้าง?" จ่างซุนเซียงอวี่ถามเสียงเบา
เฉียนสี่มองซ้ายมองขวา กระซิบตอบ "ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เมื่อครู่เจ้าเด็กคูหยางไม่รู้ไปทำอะไรให้ฮูหยินอีอีโกรธ ถูกขังไว้ในห้องเก็บฟืน ฮูหยินอีอียังสั่งบ่าวไพร่ห้ามแพร่งพราย..."
"โห?" จ่างซุนเซียงอวี่หัวเราะคิกคัก สีหน้าดูสนใจขึ้นมาทันที ดวงตางามกลอกไปมา พูดเสียงเข้ม "เจ้าไปศาลต้าหลี่กับข้า แล้วก็ส่งคนไปตามม่อเฟย..."
"พี่สามม่อ?" เฉียนสี่ชะงัก ถามอย่างงงๆ "ฮูหยินรอง ลืมไปแล้วหรือ? พี่สามยังอยู่นอกเมืองนะขอรับ?"
จ่างซุนเซียงอวี่หุบพัดจีบ เอาไปจ่อหน้าผากเฉียนสี่ จ้องมองรอยยิ้มประจบที่นางมองว่าน่าขยะแขยงอย่างไม่พอใจ แต่คิดไปคิดมา นางก็ไม่ได้ตีลงไป เพราะพัดในมือเป็นของขวัญจากสามี นางไม่อยากให้มันเปื้อนคราบมันบนหน้าผากเฉียนสี่
"เลิกพูดมาก ไปตามมา ข้ามีเรื่องจะสั่งม่อเฟย ให้เขาไม่ต้องสนใจการซ้อมรบอะไรนั่นแล้ว... ข้ากับน้องหญิงหวูเอ๋อร์ถอนตัวออกมาแล้ว เขายังจะอยู่ที่นั่นทำไม?"
"ขอรับ!" เห็นฮูหยินรองขาโหดเริ่มหงุดหงิด เฉียนสี่รีบรับคำอย่างนอบน้อม
"เตรียมรถม้า อีกหนึ่งก้านธูป พาข้าไปศาลต้าหลี่!"
"ขอรับ!"
ครึ่งชั่วยามต่อมา เฉียนสี่ขับรถม้าพาจ่างซุนเซียงอวี่มาถึงศาลต้าหลี่
ต้องยอมรับว่า เฉียนสี่นับเป็นอัจฉริยะรอบด้านคนหนึ่ง วรยุทธ์ก็ได้ การฑูตก็ดี พลิกแพลงสถานการณ์เก่ง รอบจัด แถมยังมีความสามารถด้านการคำนวณบัญชี ด้วยความสามารถสารพัดประโยชน์นี้ เขาถึงได้รับเกียรติให้ฮูหยินรองจวนเซี่ยเลือกมาเป็นเด็กวิ่งของส่วนตัว
"ฮูหยินรอง? ท่านมาทำอะไรที่นี่?"
ตอนนั้น ตี้ปู้กลับมาประจำการที่คุกหนักศาลต้าหลี่แล้ว ได้ยินว่าฮูหยินรองของเจ้านายมาเยือนศาลต้าหลี่ด้วยตัวเอง ก็รีบออกมาต้อนรับ ไม่พูดถึงความสัมพันธ์กับเซี่ยอาน ตี้ปู้เองก็เกรงกลัวผู้หญิงที่เจ้าเล่ห์เพทุบายและจิตใจดำมืดคนนี้อยู่สามส่วน รีบเชิญนางไปที่ห้องรับรองในที่ทำการ สั่งลูกน้องเอาน้ำชามาเสิร์ฟ ไม่กล้าเสียมารยาทแม้แต่น้อย
"ชาไม่ต้อง ตี้ปู้ ข้าถามเจ้า พวกกองทัพไท่ผิงที่จับมาได้เมื่อสองวันก่อน สารภาพรึยัง?"
"เรื่องนี้..." เห็นจ่างซุนเซียงอวี่ถามเรื่องนี้ ตี้ปู้ลังเล ตามกฎแล้ว ในฐานะหัวหน้าผู้คุมคุกหนัก เขาไม่ควรแพร่งพรายให้คนนอกรู้ แต่ทว่าผู้ยิ่งใหญ่ตรงหน้าฐานะพิเศษเกินไป เขาจะปิดบังได้ยังไง
คิดอยู่ครู่หนึ่ง ตี้ปู้ส่ายหน้า "ไอ้เด็กที่ชื่อเว่ยหู ฮูหยินรองก็เห็นแล้ว กระดูกแข็งเคี้ยวยาก สองวันนี้ในคุกทรมานไปไม่น้อย แต่มันก็ไม่ยอมคาย ส่วนพวกกองทัพไท่ผิงอีกห้าคนที่จับมา ปากแข็งเหมือนกัน ไม่ยอมสารภาพ ไม่ยอมเผยข้อมูลเกี่ยวกับกองทัพไท่ผิงแม้แต่นิดเดียว..."
"อย่างนั้นรึ..." จ่างซุนเซียงอวี่หลับตาครุ่นคิด ยิ้มพูดว่า "พาข้าไปดูหน่อย..."
"เอ่อ..." ตี้ปู้ขมวดคิ้ว พูดอย่างลำบากใจ "ในคุกสกปรกโสโครก เกรงว่าจะเปื้อนรองเท้าฮูหยินรอง..."
"ไม่เป็นไร นำทาง!"
"ขอรับ..."
จนปัญญา ตี้ปู้จำต้องพาจ่างซุนเซียงอวี่กับเฉียนสี่ไปที่คุก เป็นไปตามคาด พวกนักโทษที่ไม่รู้วันตายในคุกพอเห็นจ่างซุนเซียงอวี่ที่งดงามหยาดเยิ้ม ก็ดีใจเนื้อเต้น ปากพ่นคำหยาบโลนออกมาไม่หยุด ทำเอาตี้ปู้หน้าแดงด้วยความโกรธ แทบอยากจะลากไอ้พวกนั้นออกมาหักกระดูกสักท่อนสองท่อน
"โอ้โห วันนี้ลมอะไรหอบมาเนี่ย แม่นางน้อยสวยหยาดเยิ้มปานนี้ ถึงได้มาที่สกปรกๆ แบบนี้... แม่นางน้อย มองทางนี้หน่อยสิจ๊ะ ฮิฮิ!"
"แม่นางน้อย ทางนี้ ทางนี้..."
ฟังคำพูดระคายหูพวกนั้น ตี้ปู้หน้าแดงก่ำ กัดฟันกรอด คิดในใจว่าเดี๋ยวต้องจัดหนักสั่งสอนไอ้พวกไม่รู้ที่ตายพวกนี้สักหน่อย ผิดกับจ่างซุนเซียงอวี่ ที่สีหน้าปกติ ราวกับไม่ได้ยินคำหยาบคายพวกนั้นเลย
ก็แน่ละ จ่างซุนเซียงอวี่ไม่ใช่ผู้หญิงที่จะเอาคำพูดคนอื่นมาใส่ใจให้เสียอารมณ์อยู่แล้ว
"ฮูหยินรอง ถึงแล้ว ตรงนี้แหละ..." มาถึงห้องขังที่ขังเว่ยหู เว่ยโจ้ว และพวก ตี้ปู้ก้มลงกระซิบจ่างซุนเซียงอวี่
จ่างซุนเซียงอวี่พยักหน้าเบาๆ มองเข้าไปในคุกด้วยสายตาเย็นชา ในขณะเดียวกัน เว่ยหูและคนอื่นๆ ในคุกก็มองสำรวจฮูหยินผู้สูงศักดิ์ที่ดูขัดแย้งกับคุกแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง
"เจ้า?" เว่ยหูในคุกจำจ่างซุนเซียงอวี่ได้ แววตาประหลาดใจฉายแววหวาดระแวง แกล้งทำใจดีสู้เสือพูดว่า "นังผู้หญิงใจดำอย่างเจ้า มาทำอะไรที่นี่? มีแผนชั่วอะไรก็งัดออกมาเลย อย่าคิดว่าพวกข้าจะยอมสารภาพ!"
ฟังคำพูดอวดเก่งของเขา จ่างซุนเซียงอวี่หัวเราะคิกคัก ไม่สนใจ สายตากวาดมองคนทั้งหกในคุกทีละคน ทันใดนั้นก็ยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วสะบัดหน้าเดินจากไปดื้อๆ
การกระทำนี้ อย่าว่าแต่พวกเว่ยหูที่งงเป็นไก่ตาแตก แม้แต่ตี้ปู้กับเฉียนสี่ก็มึนตึ้บ ไม่รู้ว่าฮูหยินรองจวนเซี่ยต้องการจะทำอะไรกันแน่
"นางเป็นใคร?" เว่ยโจ้วขมวดคิ้วมองแผ่นหลังสีขาวงดงามนั้น ถามเว่ยหูเสียงเบา เพราะดูเหมือนเว่ยหูจะรู้จักนาง
"นังผู้หญิงใจดำอำมหิต... ไม่ใช่คนดีหรอก!" กัดฟันด่า เว่ยหูมองขาตัวเองที่ถูกตีหักด้วยความโกรธแค้น
เห็นเว่ยหูไม่อยากพูดมาก เว่ยโจ้วก็ไม่เซ้าซี้ เพราะตอนนี้พวกเขาติดคุก หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่รอด จะมีอารมณ์ไปสนใจเรื่องอื่นได้ยังไง
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม ผู้คุมกลุ่มตงลิ่งสองคนเดินมาตามทางเดิน ไขกุญแจเปิดประตูห้องขัง พูดเสียงเย็น "เว่ยโจ้ว ออกมา!"
ถึงตาข้าแล้วสินะ... บนใบหน้าที่ดูสงบนิ่งของเว่ยโจ้วฉายแววขมขื่นที่ยากสังเกต ลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะเพื่อนร่วมชะตากรรมทั้งห้า พูดเสียงหนักแน่น "พี่น้องทุกคน รักษาตัวด้วย!"
ฟังน้ำเสียงเศร้าสร้อยของเขา เว่ยหูและคนอื่นๆ ในคุกเงียบกริบ เพราะพวกเขารู้ดีว่า การทรมานระดับนั้น ไม่แน่ว่าจะรอดชีวิตกลับมาได้ทุกครั้ง เผลอๆ นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกัน
"อดทนไว้นะ เว่ยโจ้ว!" เห็นเว่ยโจ้วถูกผู้คุมตงลิ่งสองคนคุมตัวไป เว่ยหูลากขาที่หักสองข้างตะเกียกตะกายมาที่ประตูคุก เกาะลูกกรงตะโกนไล่หลัง
เว่ยโจ้วพยักหน้าเบาๆ ฝืนยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ฝืนและเศร้าสร้อยที่สุด
อดทน? นี่คือศาลต้าหลี่นะ คุกที่มืดมนที่สุดในใต้หล้า ผู้คุมทุกคนที่นี่มีสิทธิ์ฆ่านักโทษตายคาที่ ต่อให้ข้างนอกเจ้าจะยิ่งใหญ่แค่ไหน อยู่ที่นี่ก็ต้องทำตัวสงบเสงี่ยม ไม่อย่างนั้น คงกลายเป็นศพก่อนจะถึงวันประหาร...
อดทน? ต่อให้ฝืนประคองลมหายใจไว้ได้ ก็แค่ยื้อชีวิตไปวันๆ...
ไม่ใช่ว่าเว่ยโจ้วไม่นึกถึงคูหยางที่รอดไปได้ แต่เขาไม่คิดว่าคูหยางจะช่วยพวกเขาออกไปจากศาลต้าหลี่ได้ อา ทำไม่ได้หรอก นอกจากจะมีวรยุทธ์ระดับท่านแม่ทัพรุ่นที่สามเฉินมั่ว...
ยืนอยู่หน้าห้องทรมาน ยังไม่ทันได้หายใจเข้าลึกๆ ระงับความกลัว เว่ยโจ้วก็ถูกผู้คุมตงลิ่งสองคนผลักเข้าไป
ก้าวเท้าเข้าห้องทรมานก้าวแรก เว่ยโจ้วรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว เห็นแต่เครื่องมือทรมานวางเรียงราย คีมเผาไฟ เหล็กนาบ แส้หนัง ท่อนเหล็ก ตะปู และที่ทำให้เขาใจคอไม่ดีที่สุด คือถังไม้ใบใหญ่ตรงหน้า ในถังใส่น้ำเย็นเฉียบจนเต็ม
ถังน้ำใบใหญ่นี้เอาไว้ทำอะไร ไม่ต้องบอกก็รู้
"เรียนหัวหน้าผู้คุม นำตัวนักโทษมาแล้ว!" ผลักเว่ยโจ้วอย่างแรง ผู้คุมตงลิ่งคนหนึ่งประสานมือรายงานตี้ปู้ที่ยืนอยู่มุมห้อง
"อืม!" ตี้ปู้พยักหน้า แต่กลับไม่สั่งการอะไร หันไปมองทางด้านข้างด้วยสายตาขอความเห็น บนเก้าอี้ข้างๆ จ่างซุนเซียงอวี่กำลังตั้งอกตั้งใจดูเล็บมือตัวเอง เดี๋ยวก็ทำท่าไม่พอใจ
ข้างกายผู้หญิงคนนั้น เฉียนสี่เอามือซุกในแขนเสื้อ ประคองพัดจีบหยกของฮูหยินรองอย่างนอบน้อม
ผู้หญิงคนนี้ เป็นใครกันแน่? ทำไมคนในศาลต้าหลี่มากมายถึงได้นอบน้อมกับนางขนาดนี้? เว่ยโจ้วมองจ่างซุนเซียงอวี่อย่างเคร่งเครียด
เหมือนจะสังเกตเห็นสายตาของเว่ยโจ้ว จ่างซุนเซียงอวี่เงยหน้าขึ้น ปรายตามองเขา มุมปากยกยิ้มจางๆ รับพัดคืนมาจากมือเฉียนสี่ พูดเสียงเรียบ "ตี้ปู้ ทำตามที่ข้าบอก!"
"ขอรับ!" ตี้ปู้พยักหน้า ชี้มือไปที่เว่ยโจ้ว ทันใดนั้น ผู้คุมตงลิ่งสามสี่คนที่ยืนอยู่รอบๆ ก็เดินเข้ามา กดหัวเว่ยโจ้ว จับกดลงไปในน้ำในถังไม้
ค่อยๆ กางพัดจีบในมือ ชื่นชมภาพวาดคู่ของนางกับเซี่ยอานสามีบนพัดอย่างใจเย็น บางครั้งก็ยิ้มหวานออกมาอย่างจริงใจ ราวกับนึกถึงฉากต่างๆ ตอนที่ออกทัพปราบกบฏร่วมกับเซี่ยอาน
ด้านหนึ่งคือเสียงทรมานจากการสำลักน้ำของเว่ยโจ้ว อีกด้านคือรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มของจ่างซุนเซียงอวี่ที่มองภาพวาดบนพัด ผู้คุมตงลิ่งในห้องทรมานมองหน้ากันเลิ่กลั่ก รู้สึกว่าภาพสองภาพนี้มันช่างขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง
ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน เห็นเว่ยโจ้วดิ้นรนน้อยลงเรื่อยๆ ตี้ปู้กระแอมไอ กระซิบเสียงเบาอย่างลำบากใจ "ฮูหยินรอง เจ้านี่จะขาดใจตายแล้วขอรับ..."
"อ้อ งั้นก็เอาขึ้นมาสิ..." จ่างซุนเซียงอวี่พูดเสียงเรียบ น้ำเสียงสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น
แม้แต่ตี้ปู้ที่ชินชากับการฆ่าฟันและความแค้นในยุทธภพ พอเห็นสีหน้าเฉยเมยของฮูหยินรองเจ้านายตัวเอง ก็อดรู้สึกไม่สบายใจไม่ได้ เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมม่อเฟยน้องร่วมสาบานคนที่สามถึงเชื่อฟังผู้หญิงคนนี้อย่างเคร่งครัด เชื่อฟังยิ่งกว่าเซี่ยอานเจ้านายเสียอีก สาเหตุก็เพราะ ผู้หญิงคนนี้ให้ความรู้สึกที่น่ากลัวเกินไป
"เอาล่ะ เอา เอาขึ้นมา..." ตี้ปู้ชี้ไปที่เว่ยโจ้วตะโกนสั่ง
"ขอรับ!" เห็นตี้ปู้สั่ง ผู้คุมตงลิ่งหลายคนก็รีบดึงเว่ยโจ้วที่จมน้ำไปครึ่งตัวขึ้นมา คนหนึ่งเดินเข้าไปตบหน้าเขาฉาดใหญ่หลายที ถึงทำให้เว่ยโจ้วที่สลบเพราะขาดอากาศฟื้นขึ้นมา
สำลักน้ำออกมาหลายอึก เว่ยโจ้วที่เกือบจะก้าวเท้าเข้าประตูผีค่อยๆ ได้สติ ใช้มือที่ถูกล่ามโซ่เช็ดมุมปาก ยิ้มเยาะ "แค่นี้เองรึ? อย่าคิดว่าทำแค่นี้ ข้าเว่ยโจ้วจะยอมบอกทุกอย่างที่รู้ให้พวกเจ้าง่ายๆ... ฝันไปเถอะ!"
มาถึงขั้นนี้ เว่ยโจ้วคงปลงตกแล้ว คิดว่ายังไงก็คงไม่มีชีวิตรอดออกไป สู้ตายอย่างสมศักดิ์ศรีดีกว่า
ตอนพูด เว่ยโจ้วจงใจมองจ่างซุนเซียงอวี่ เห็นชัดว่าประโยคนี้เขาพูดใส่ผู้หญิงคนนี้ เพราะในสายตาเขา ผู้หญิงคนนี้ฐานะไม่ธรรมดา
เขาคิดว่าหลังจากพูดจาท้าทายออกไป จะต้องเจอกับการทรมานที่โหดร้ายกว่าเดิม แต่ที่ทำให้เขาตกตะลึงคือ ผู้หญิงคนนั้นกลับหัวเราะคิกคักออกมา
"อะไรนะ? ทรมาน? คิกคิกคิก ข้าก็แค่อยากให้เจ้าสัมผัสความกลัวก่อนตายเท่านั้นเอง ส่วนข้อมูลที่เจ้าพูดถึง ข้าไม่สนใจสักนิด..."
ภายใต้สายตาตกตะลึงของเว่ยโจ้ว จ่างซุนเซียงอวี่กระดิกนิ้วชี้เรียวยาว
"น่ากลัวใช่ไหมล่ะ?" จ้องมองเว่ยโจ้ว จ่างซุนเซียงอวี่ยิ้มพูด "ความจริงความตายไม่น่ากลัวหรอก ที่น่ากลัวคือช่วงเวลาก่อนตาย ความกลัวที่ไร้ทางสู้ จะค่อยๆ กัดกินเจ้า... เจ้าจะหวังอย่างแรงกล้า หวังว่าจะมีคนมาช่วย แต่ในขณะเดียวกันเหตุผลก็บอกเจ้าว่า อีกเดี๋ยวเจ้าจะตาย จากนี้ไปจะไม่มีคนชื่อเว่ยโจ้วอีกแล้ว ทุกสิ่งที่เจ้าเคยทำ จะถูกลบเลือนไปจนหมด... ดิ้นรนอยู่ระหว่างความหวังริบหรี่กับความกลัวไม่สิ้นสุด ค่อยๆ... ค่อยๆ สูญเสียสติสัมปชัญญะสุดท้ายไป พร้อมกับความหวังริบหรี่นั้น..."
ฟังจ่างซุนเซียงอวี่บรรยายความจริงอันน่าสะพรึงกลัวช้าๆ ร่างกายเว่ยโจ้วสั่นเทา เทียบกับการขาดอากาศหายใจเจียนตายเมื่อครู่ คำพูดของผู้หญิงคนนี้ทำให้เขากลัวยิ่งกว่า
"ที่พร่ำบอกว่ามีชีวิตอยู่พอแล้ว นั่นมันเรื่องตลก ถ้ามีชีวิตอยู่ได้ ใครจะอยากตาย? ใครจะอยากไปสัมผัสความกลัวสุดขีดตอนตาย? เจ้าว่าไหม เว่ยโจ้ว?"
"..." จ้องมองเงาร่างงดงามที่มุมห้อง เว่ยโจ้วไม่พูดอะไรสักคำ
"แหม หรือว่ายังสัมผัสความกลัวนั้นได้ไม่ลึกซึ้งพอ? จะลองอีกรอบไหม? อืม รอบนี้อาจจะช่วยไม่ทันก็ได้นะ..."
ใบหน้าเปื้อนยิ้มหวานหยาดเยิ้ม แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับพูดประโยคที่ทำเอาเว่ยโจ้วใจหายวาบออกมาอย่างเนิบนาบ ราวกับไม่เห็นชีวิตคนอยู่ในสายตา
ผู้หญิงคนนี้... นางไม่ได้ล้อเล่น!
แววตาฉายแววหวาดกลัว เว่ยโจ้วส่ายหน้ารัวๆ
"คิกคิกคิก ดูท่าเจ้าจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่น่ากลัวที่สุดแล้ว ถ้าอย่างนั้น ต่อไป ข้าจะให้เจ้าสัมผัสสิ่งสวยงามบ้าง แหม จะว่าไป ท่านพี่สามีของข้าก็หลงใหลในทางนี้เหมือนกัน น่าปวดหัวจริงๆ..."
ถอนหายใจเบาๆ จ่างซุนเซียงอวี่หันไปมองเฉียนสี่
เฉียนสี่รู้หน้าที่ ปรบมือเบาๆ สองที ขณะที่เว่ยโจ้วกำลังเครียด นึกว่าอีกฝ่ายจะมีวิธีการทรมานอะไรใหม่ๆ เขาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นคนสองคนสวมผ้าคลุมเดินเข้ามาในห้องทรมาน
พอดึงผ้าคลุมออก เว่ยโจ้วถึงเห็นว่าเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยสองคน
แม้จะไม่สวยเท่าผู้หญิงน่ากลัวที่มุมห้อง แต่ก็ทำให้เว่ยโจ้วใจเต้นแรง
"คิกคิกคิก..."
มองเว่ยโจ้วอย่างหยอกล้อ จ่างซุนเซียงอวี่ลุกขึ้นเดินออกไป ตามด้วยผู้คุมตงลิ่งคนอื่นๆ ในห้อง เหลือเพียงเว่ยโจ้วที่ถูกล่ามโซ่ กับหญิงสาวสวยสองคนนั้น
ภายใต้สายตาไม่อยากเชื่อของเว่ยโจ้ว หญิงสาวสวยสองคนนั้นสบตากัน หัวเราะคิกคัก แล้วค่อยๆ ปลดเปลื้องอาภรณ์ เผยเรือนร่างเปลือยเปล่าต่อหน้าเว่ยโจ้ว
"พวก... พวกเจ้า... จะทำอะไร?" เว่ยโจ้วถอยหลังไปสองก้าวอย่างไม่เป็นธรรมชาติ เพราะถูกล่ามโซ่เลยล้มก้นจ้ำเบ้า มองดูร่างเปลือยเปล่าสองร่างเดินเข้ามาหา
หัวใจของเขา เต้นรัวเร็วอย่างเหลือเชื่อ...
ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมา เว่ยโจ้วที่ค่อยๆ หายใจเป็นปกติ มองดูหญิงสาวสองคนนั้นใส่เสื้อผ้า สวมผ้าคลุม แล้วเดินออกจากห้องทรมานอย่างเหม่อลอย แต่ในใจเขายังจดจำความรู้สึกวิเศษที่ทำให้ลืมวันลืมคืนเมื่อครู่ได้แม่นยำ
"คิกคิก เป็นไง?" เสียงหัวเราะเบาๆ ปลุกเว่ยโจ้วจากภวังค์ เขาเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง ถึงเห็นว่าผู้หญิงน่ากลัวคนนั้นกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ กำลังกวาดตามองเขาด้วยสายตาที่เหมือนมองทะลุทุกสิ่งจากมุมสูง
"อะ... อะไรเป็นไง?" ขยับร่างกายที่อ่อนแรง เว่ยโจ้วรู้สึกหน้าร้อนผ่าว
"รสชาติไม่เลวใช่ไหม?" นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม จ่างซุนเซียงอวี่มองเว่ยโจ้วยิ้มๆ พูดหยอกเย้า "สี่ร้อยตำลึงนะ ค่าตัวนางโลมอันดับต้นๆ ของหอแดง สี่ร้อยตำลึง สองคนก็แปดร้อยตำลึง... ต่อให้ในจี้จิง ก็ใช่ว่าคนทั่วไปจะจ่ายไหว..."
"ปะ แปดร้อยตำลึง?" เว่ยโจ้วมองจ่างซุนเซียงอวี่ตาค้าง ทันใดนั้นเขาเหมือนรู้ตัวว่าเสียกิริยา รีบก้มหน้าลง
จ่างซุนเซียงอวี่จับอาการเหม่อลอยชั่ววูบของเว่ยโจ้วได้ ยิ้มอย่างได้ใจ พูดต่อ "สามีข้าเคยบอกว่า จากจนไปรวยง่าย จากรวยไปจนยาก คนเรานะ พอได้เสพสุขกับสิ่งที่ดีกว่า ก็ยากจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม... เจ้าคิดว่าตอนนี้เจ้าจะรับประกันได้ไหมว่าจะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้? เรื่องบางเรื่องนะ พอเปิดประตูแล้ว มันยากจะปิดลง... เจ้าคิดว่าเจ้าต้องเก็บเงินกี่ปี ถึงจะได้แปดร้อยตำลึง? กองทัพไท่ผิงมีเบี้ยเลี้ยงไหม? เงินเดือนล่ะ?"
"..." เว่ยโจ้วมองจ่างซุนเซียงอวี่อย่างสับสน เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขายึดมั่นมาตลอด ถูกผู้หญิงตรงหน้าทำลายลงอย่างง่ายดาย
"จะ... เจ้าต้องการอะไรกันแน่?" เว่ยโจ้วถามเสียงแหบพร่า
จ่างซุนเซียงอวี่ยิ้มบางๆ พูดเสียงเรียบ "ง่ายมาก ข้าต้องการให้เจ้าเป็นไส้ศึกในกองทัพไท่ผิง!"
"เป็นไปไม่ได้!" เว่ยโจ้วปฏิเสธทันควัน
"แหม ข้านึกว่าเจ้าจะเก็บไปคิดซะอีก... การปฏิบัติที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวแบบนี้!" ชี้ไปที่ถังน้ำและประตูห้องทรมาน จ่างซุนเซียงอวี่ยิ้มพูด "บางครั้ง ลาภยศมากองอยู่ตรงหน้า ทำไมต้องปฏิเสธด้วยล่ะ? หลอกตัวเอง สนุกเหรอ?"
"..." เว่ยโจ้วอ้าปากค้าง พูดไม่ออก ยังไงเขาก็แค่อายุสิบเจ็ดสิบแปด ชีวิตอัตคัดในกองทัพไท่ผิง ไม่เคยได้ลิ้มรสความสุขแบบเมื่อครู่มาก่อน
"ให้ข้าทรยศพี่น้อง ข้า... ข้าทำไม่ได้..." แม้จะเป็นคำปฏิเสธเหมือนกัน แต่น้ำเสียงเว่ยโจ้วต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ เห็นได้ชัดว่าใจเขาหวั่นไหวแล้ว
"ทรยศตรงไหน?" จ่างซุนเซียงอวี่ยิ้มส่ายหน้า พูดจริงจัง "คนที่ทรยศ ควรจะเป็นพวกเขาต่างหาก พวกเขาคือคนทรยศต่อชาติ ทรยศต่อประชาชน ส่วนเจ้า... กำลังจะพาพวกเขากลับสู่ทางสว่าง!"
"..." เว่ยโจ้วมองจ่างซุนเซียงอวี่อย่างงุนงง ใจที่หวั่นไหวอยู่แล้วยิ่งแกว่งไกว คำพูดตรรกะวิบัติของจ่างซุนเซียงอวี่ กลายเป็นข้ออ้างให้เขาปลอบใจตัวเองได้อย่างดี
ต้องยอมรับว่า เรื่องการอ่านใจคน จ่างซุนเซียงอวี่คืออันดับหนึ่งในใต้หล้า
"ข้า... ข้าเป็นแค่ว่าที่ขุนพลเทพ..."
เป็นไปตามคาด เว่ยโจ้วยอมจำนน คนที่ไม่หวั่นไหวต่อความเป็นความตาย กลับพ่ายแพ้ต่อความกลัวและตัณหา
"ว่าที่ขุนพลเทพงั้นรึ..." จ่างซุนเซียงอวี่ขมวดคิ้วครุ่นคิด พูดเสียงเบา "ตำแหน่งประมาณไหน ลองอธิบายละเอียดซิ"
"ก็คือตัวสำรองของหกขุนพลเทพ ท่านแม่ทัพรุ่นที่สามของกองทัพไท่ผิงคัดเลือกยอดฝีมือจากทั่วหล้าหกคน ให้ดำรงตำแหน่ง [หกขุนพลเทพ] ดูแลกิจการกองทัพไท่ผิงในแต่ละพื้นที่ ได้แก่ [เทียนซู] [เทียนจี] [เทียนเฉวียน] [เทียนเสวียน] [อวี้เหิง] [ไคหยาง] หนึ่งปีมานี้ [หกขุนพลเทพ] ทยอยแสดงท่าทีแข็งข้อ กองทัพไท่ผิงเลยต้องการให้พวกเราไปแทนที่ [หกขุนพลเทพ]..."
ข้างๆ กัน ตี้ปู้กับเฉียนสี่มองหน้ากัน เห็นเว่ยโจ้วคายความลับสุดยอดออกมาหมดเปลือก ก็ลอบกลืนน้ำลายมองเงาร่างงามที่กำลังใช้ความคิดด้วยความเกรงกลัว
จ่างซุนเซียงอวี่ไม่สนใจสีหน้าหวาดหวั่นของตี้ปู้กับเฉียนสี่ ทำท่าเข้าใจ "อ้อ งั้นพวกเจ้าก็เหมือน [รองแม่ทัพ] สินะ ตอนตัวจริงยังอยู่ พวกเจ้าก็ไม่มีอำนาจ..."
"ขอรับ..." เว่ยโจ้วลังเลนิดหน่อย พยักหน้า
"อืม แล้วทำยังไงถึงจะได้เป็นหกขุนพลเทพ?"
"ฆ่าหกขุนพลเทพคนเก่า ก็จะได้สืบทอดตำแหน่ง... อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องชิงป้ายหยกประจำตำแหน่งคืนมา!"
"อย่างนี้นี่เอง..." จ่างซุนเซียงอวี่หลับตาครุ่นคิด พยักหน้า "เกิ่งหนานที่ถูกลอบสังหารเมื่อไม่กี่วันก่อน ก็คืออดีตหกขุนพลเทพ?"
"ขอรับ คนผู้นั้นคือขุนพลเทพเทียนซู ถูก..." พูดถึงตรงนี้ เสียงเขาชะงัก เปลี่ยนคำพูดเป็น "ถูกเพื่อนข้าคนหนึ่งสังหารไปแล้ว!"
เหมือนจะมองทะลุการคำนวณในใจเว่ยโจ้ว จ่างซุนเซียงอวี่มองเขาอย่างสนใจ หัวเราะคิกคัก "กะแล้วเชียว พวกเจ้าไม่ได้มีแค่แปดคน... ยังมีอีกคน ใช่ไหม?"
"..." เว่ยโจ้วมองจ่างซุนเซียงอวี่อย่างไม่เชื่อสายตา พยักหน้าอย่างลังเล แววตาฉายแววหวาดกลัว
"ไม่ต้องเกร็ง" ราวกับอ่านใจเว่ยโจ้วออก จ่างซุนเซียงอวี่หัวเราะคิกคัก "เวลาเจรจา เก็บไพ่ตายไว้บ้างถือเป็นเรื่องฉลาด เว่ยโจ้ว ข้าถูกใจเจ้านะ... ว่าไง? มาอยู่ฝั่งข้าไหม?"
"หมายความว่า..."
ปรายตามองเว่ยโจ้ว จ่างซุนเซียงอวี่ยกยิ้มมุมปาก พูดเสียงเรียบ "ภายในห้าปี ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ราชสำนักจะยกทัพปราบกองทัพไท่ผิง ในห้าปีนี้ เจ้าไต่เต้าให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอการใหญ่สำเร็จ ข้าจะขอความดีความชอบจากราชสำนักให้เจ้า การได้บรรดาศักดิ์โหวไม่ใช่เรื่องยาก..."
"ท่านจะให้ข้าเป็นไส้ศึกรึ?"
"แหม ไม่เต็มใจรึ?" จ่างซุนเซียงอวี่มองเว่ยโจ้วยิ้มๆ พูดด้วยน้ำเสียงยั่วยวน "บรรดาศักดิ์โหวเชียวนะ กินหรูอยู่ดี รถมาเก๋งหรู สาวงามล้อมรอบ ไม่ดีกว่าที่เจ้าอยู่ในกองทัพไท่ผิงรึ? เจ้าเป็นคนฉลาด เจ้าน่าจะรู้ กองทัพไท่ผิงไม่มีทางทำการใหญ่สำเร็จ! ในเมื่อไม่สำเร็จ ทำไมไม่หาทางหนีทีไล่ไว้แต่เนิ่นๆ? ต้องรอให้มีดจ่อคอก่อนรึไง ถึงจะมานั่งเสียใจ?"
เว่ยโจ้วเงียบไป ครุ่นคิดคำพูดของผู้หญิงตรงหน้าอย่างจริงจัง ส่วนจ่างซุนเซียงอวี่ก็ไม่รีบ หยิบตะไบอันเล็กออกมาแต่งเล็บเงาวับของนาง เพราะนางเป็นผู้หญิงที่รักความสมบูรณ์แบบ ทนไม่ได้ถ้าตัวเองมีข้อบกพร่องแม้แต่นิดเดียว โดยเฉพาะหลังจากแต่งงานกับเซี่ยอาน นางที่เมื่อก่อนไม่ค่อยสนใจเรื่องความงาม ก็ยิ่งพิถีพิถันเรื่องพวกนี้มากขึ้น ก็ช่วยไม่ได้ การแข่งขันระหว่างผู้หญิงในจวนเซี่ยมันดุเดือดนี่นา...
ผ่านไปนานนับถ้วยชา เว่ยโจ้วถอนหายใจยาว มองผู้หญิงที่ทำให้เขาเกรงกลัวอย่างหนัก พูดเสียงเข้ม "ตกลง! ถ้าเป็นอย่างนั้น ข้ายอมเป็นไส้ศึกให้ท่าน..."
"ผู้รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดคน!" จ่างซุนเซียงอวี่ชมเปาะ มองเว่ยโจ้วแล้วยิ้มพูด "ข้าดูแลคนกันเองดีเสมอ มีอะไรต้องการ บอกตี้ปู้ได้เลย แต่ว่า อย่าให้เพื่อนเจ้าจับพิรุธได้ก็พอ... ข้าขอย้ำคำเดิม ภายในห้าปี ไต่เต้าในกองทัพไท่ผิงให้สูงที่สุด ข้าไม่ทำให้เจ้าผิดหวังแน่..."
เว่ยโจ้วพยักหน้า จู่ๆ ก็ขมวดคิ้วถาม "แต่ว่า พวกข้าตอนนี้ถูกขังในคุกหนักศาลต้าหลี่ จะออกไปได้ยังไง? ต่อให้ท่านตั้งใจปล่อยพวกข้าไป ก็คงน่าสงสัย เว่ยหู เป็นศิษย์ของวูเหิง ลูกชายรองแม่ทัพรุ่นแรกวูเว่ย มีสถานะสูงส่งในกองทัพไท่ผิง ถ้าเขาเกิดสงสัย..."
"เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องห่วง" จ่างซุนเซียงอวี่มองเว่ยโจ้วยิ้มๆ พูดอย่างลึกลับ "เจ้ายังมีเพื่อนอีกคนไม่ใช่เหรอ? เจ้าเด็กที่ชื่อคูหยางนั่น จะมาช่วยพวกเจ้าเอง..."
เว่ยโจ้วใจหายวาบ มองจ่างซุนเซียงอวี่อย่างไม่เชื่อสายตา เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาพยายามปกปิดมาตลอด เป็นเรื่องตลกในสายตาผู้หญิงคนนี้
"ส่วนป้ายหยกพวกนั้น... ข้าจะหาทางคืนให้พวกเจ้า แต่คนคงให้ไม่ได้ เฟ่ยกั๋วเป็นขุนพลที่สามีข้าให้ความสำคัญ จะให้พวกเจ้าฆ่าไม่ได้เด็ดขาด... ส่วนอีกคน อุ๊ยตาย ข้านึกไม่ออกซะงั้น ชื่ออะไรนะ?"
"จี้หง! ขุนพลเทพเทียนเฉวียน จี้หง! คนของ [อ๋องแปด] หลี่เสียน!" แม้จะรู้ว่าผู้หญิงตรงหน้ากำลังหลอกถาม แต่เว่ยโจ้วไม่กล้าปิดบัง
"เขาจริงๆ ด้วยสินะ..." จ่างซุนเซียงอวี่พึมพำกับตัวเอง ทำเอาเว่ยโจ้วแอบโล่งอก
"ดี ดีมาก..." พยักหน้าให้เว่ยโจ้วอย่างชื่นชม จ่างซุนเซียงอวี่ค่อยๆ ลุกขึ้น พูดว่า "สองคนเมื่อกี้ยังไม่กลับไป ถ้ายังไม่อิ่ม..."
พูดถึงตรงนี้ นางเห็นแววตาปรารถนาในตาเว่ยโจ้ว หัวเราะคิกคัก พูดว่า "อื้ม ถือซะว่าเป็นรางวัล ให้สองคนนั้นอยู่เป็นเพื่อนเจ้าอีกหน่อย แต่ว่า อย่าให้เพื่อนเจ้าจับได้ล่ะ อ้อ จริงสิ เว่ยโจ้ว เดี๋ยวตอนจะไป ต้องรบกวนให้เจ้าโดนทรมานอีกหน่อยนะ กันไว้..."
"ข้าเข้าใจ..." เว่ยโจ้วพยักหน้า แม้จะรู้ว่าต้องโดนทรมานเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอย แต่อารมณ์ต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ อย่างน้อย เขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องชีวิตตัวเองแล้ว
"คุยกับคนฉลาดนี่สบายใจจริง..." พยักหน้ายิ้มๆ จ่างซุนเซียงอวี่หันหลังเดินไปที่ประตู พูดเสียงเรียบ "เฉียนสี่ ไปกันเถอะ!"
"ขอรับ!" เฉียนสี่รีบเดินตามไป
เดินตามจ่างซุนเซียงอวี่ออกมาหน้าประตูศาลต้าหลี่ เฉียนสี่ลังเลนิดหน่อย พูดเสียงเบา "ฮูหยินรอง ข้าน้อยคิดว่า ยังไงก็ต้องเตือนฮูหยินรองหน่อย ฮูหยินรองวางแผนเล่นงานฮูหยินอีอีแบบนี้ ถ้านายท่านรู้เข้าคงไม่พอใจ..."
จ่างซุนเซียงอวี่ขมวดคิ้ว พูดเสียงเรียบ "ข้าไปวางแผนเล่นงานอีอีตอนไหน? ก็แค่ปล่อยไปตามน้ำ วางหมากที่มีประโยชน์ตัวหนึ่งไว้ในกองทัพไท่ผิงล่วงหน้าเท่านั้น ภายในห้าปี ราชสำนักต้องยกทัพปราบกองทัพไท่ผิงแน่ ข้าทำเพื่อท่านพี่..."
"เกรงว่านายท่านจะไม่มองแบบนั้น ฮูหยินรองรู้อยู่เต็มอกเรื่องความสัมพันธ์ของฮูหยินอีอีกับคูหยาง และรู้ฐานะของคูหยาง ห้ามได้แต่ไม่ห้าม ปล่อยให้เรื่องมันเกิด ข้าน้อยแม้จะฉลาดไม่เท่าฮูหยินรอง แต่ก็พอเดาได้ หลังจบเรื่องนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างฮูหยินใหญ่กับฮูหยินอีอีต้องร้าวฉานแน่..."
พูดถึงตรงนี้ เฉียนสี่เงยหน้าขึ้น เห็นจ่างซุนเซียงอวี่จ้องเขาเขม็งด้วยสายตาเย็นชา ตกใจรีบกลืนคำพูดลงคอ
"เฉียนสี่..."
"ขะ ขอรับ ข้าน้อยอยู่นี่..."
"ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น เข้าใจไหม? ดังนั้น..." จ่างซุนเซียงอวี่หรี่ตา พูดเสียงเย็น "ถ้าเจ้ากล้าพูดพล่อยๆ ต่อหน้าสามีข้า ระวังข้าจะดึงลิ้นเจ้าออกมา!"
"ขะ ขอรับ ข้าน้อยเข้าใจแล้ว..."
"ฮึ!" แค่นเสียงหนักๆ จ่างซุนเซียงอวี่เดินไปที่รถม้าไม่ไกล สีหน้าฉายแววกังวล
อืม ขนาดเจ้าเฉียนสี่ยังดูออก ท่านพี่ก็น่าจะเดาได้...
ท่าจะไม่ดีแฮะ อุตส่าห์เปลี่ยนมุมมองท่านพี่ที่มีต่อข้าได้แล้วเชียว...
ไม่สิ ข้าไม่ได้วางแผนเล่นงานอีอีซะหน่อย ก็แค่ปล่อยไปตามน้ำ ถึงวันหน้าท่านพี่จะโทษ ข้าก็แค่โดนข้อหาปกปิดความจริง...
ใช่ แบบนี้แหละ! ยังไงซะด้วยนิสัยท่านพี่ จบเรื่องแล้วไม่มีทางโทษอีอีแน่ หมอนั่นโอ๋ยัยเด็กนั่นจะตาย...
น่าหมั่นไส้ เป็นแค่เมียสี่ แต่กลับเป็นที่โปรดปรานกว่าสามคนแรก อะไรกัน สวยก็สู้ข้าไม่ได้ แค่ทำตัวว่าง่ายหน่อยเดียว แกล้งทำตัวว่าง่ายใครทำไม่เป็น? แต่หมอนั่นดันแพ้ทางซะงั้น! น่าโมโหชะมัด!
แต่จะว่าไป ฮิฮิ น่าสนุกดีนะ อีอีกับน้องหญิงหวูเอ๋อร์ รักกันเหมือนพี่น้องมาสิบกว่าปี จะแตกหักกันเพราะเรื่องนี้ไหมนะ? ถ้าไปได้สวย อาจจะดึงอีอีมาเป็นพวกได้นะเนี่ย...
แหม วิกฤตใหญ่หลวงเลยนะ พี่สาวหวู... ฮิฮิ...
[จบแล้ว]