เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 - แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

บทที่ 39 - แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

บทที่ 39 - แขกที่ไม่ได้รับเชิญ


บทที่ 39 - แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

อิ้นกงมาที่สำนักไท่ฉางครั้งนี้เพราะต้องการมาดูตัวเซี่ยอานโดยเฉพาะ เมื่อได้เห็นความสามารถและตัวตนของชายหนุ่มแล้ว เขาก็พอใจและเตรียมตัวกลับจวน

อาจารย์จะกลับ ศิษย์อย่างหร่วนเส้าโจวย่อมไม่กล้าละเลย รีบเดินไปส่งอิ้นกงและหลานชายถึงหน้าประตูจวน เมื่อปลอดคน เขาจึงกระซิบถามเสียงเบา "ท่านอาจารย์ แล้วเรื่องเซี่ยอาน..."

อิ้นกงยิ้มบางๆ ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ยังฉายชัดในหัว เขาพยักหน้าพูดว่า "ให้ตำแหน่ง 'ก้งเซิง' แก่เขา ส่วนเรื่องอื่น ข้าคิดว่ายัยหนูเซียงอวี่คงมีแผนการของนาง พวกเราอย่าไปยุ่งเลย เดี๋ยวจะไปขัดใจนางเข้า จะเกิดเรื่องวุ่นวายเปล่าๆ"

ตำแหน่งก้งเซิงคือผู้ที่สอบผ่านรอบคัดเลือก มีสิทธิ์เข้าศึกษาในวิทยาลัยหลวงและสอบในระดับต่อไปได้ หร่วนเส้าโจวได้ยินดังนั้นก็โล่งอก ประสานมือรับคำ "ขอรับ ศิษย์เข้าใจแล้ว..."

"ลำบากเจ้าแล้วนะ..." อิ้นกงตบไหล่ลูกศิษย์อย่างเห็นใจ

หร่วนเส้าโจวรีบโค้งตัว "ท่านอาจารย์อย่าพูดเช่นนั้น หากไม่มีท่านอาจารย์ ก็ไม่มีหร่วนเส้าโจวในวันนี้..."

"นั่นเป็นความสามารถของเจ้าเอง เกี่ยวอะไรกับข้า? เอาล่ะ ข้ากลับก่อน ว่างๆ ก็แวะไปนั่งเล่นที่จวนบ้างล่ะ อ้อ เรื่องวันนี้ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นนะ อย่าไปบอกยัยหนูนั่น ข้าอยากรู้ว่านางจะทำอะไรต่อไป... ใจคอเด็กคนนั้น ข้าเดาไม่ถูกจริงๆ..."

"ศิษย์จะจำไว้ขอรับ!"

หลังจากร่ำลาหร่วนเส้าโจว อิ้นกงก็พาจ่างซุนเซิ่งหลานชายขึ้นรถม้าประจำตระกูล มุ่งหน้ากลับจวน

ระหว่างทาง อิ้นกงสังเกตเห็นหลานชายทำท่าอึกอักเหมือนอยากพูดอะไร จึงยิ้มถาม "เซิ่งเอ๋อร์ มีอะไรจะพูดกับปู่หรือเปล่า? อยู่ต่อหน้าปู่ไม่ต้องเกร็ง มีอะไรก็พูดมาเถอะ!"

จ่างซุนเซิ่งพยักหน้า ลังเลครู่หนึ่งก่อนถามเสียงเบา "เมื่อกี้ท่านปู่บอกท่านอาหร่วนให้มอบสิทธิ์ก้งเซิงแก่นักเรียนเซี่ยคนนั้น แบบนี้ไม่ผิดกฎราชสำนักหรือขอรับ?"

"อาฮะ! แล้วยังไงต่อ?"

"เอ่อ... การสอบฮุ่ยซื่อเป็นเรื่องสำคัญของแผ่นดิน ราชสำนักเข้มงวดมาก หากวันหน้ามีคนเปิดโปง ท่านผู้ตรวจการอาจจะยื่นฎีกาเอาผิดตระกูลจ่างซุนข้อหาทุจริต..."

"นั่นสินะ!" อิ้นกงลูบเคราหัวเราะ แล้วมองหลานชายที่ทำหน้าเครียด ปลอบว่า "เซิ่งเอ๋อร์ เจ้ายังเด็ก เรื่องในราชสำนักเจ้ายังไม่เข้าใจ ทำไมปู่ขอยื่นใบลาออกหลายครั้ง ฝ่าบาทถึงปฏิเสธ? ทำไมพ่อเจ้าที่ไม่ได้เก่งกาจอะไรถึงได้เป็นรองเจ้ากรมกลาโหม? ทำไมอาหร่วนอายุยังน้อยถึงได้เป็นเจ้ากรมพิธีการ ดูแลการสอบ?"

จ่างซุนเซิ่งกระพริบตาปริบๆ ส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ

อิ้นกงยิ้ม ดีดหน้าผากหลานชายเบาๆ "นี่เป็นพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาท ที่ต้องการให้ตระกูลจ่างซุนเรืองอำนาจ..." พูดจบเขาก็ถอนหายใจยาว พึมพำว่า "ฮ่องเต้องค์ใหม่ ขุนนางชุดใหม่... ที่ตระกูลเรามีวันนี้ได้เพราะฝ่าบาททรงโปรดปราน หากวันใดสิ้นรัชกาล หรือปู่ตายไป ลำพังพ่อเจ้าที่ไม่ได้เรื่อง... เฮ้อ!"

มองปู่ถอนหายใจ จ่างซุนเซิ่งก็ทำหน้าเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ

อิ้นกงดึงหลานชายมากอด ยิ้มอย่างมีความหมาย "ถึงตอนนั้น ตระกูลจ่างซุนคงต้องพึ่งพาเซิ่งเอ๋อร์แล้วนะ! หลานปู่ รีบๆ โตเข้า ปู่จะได้ยกตำแหน่งผู้นำตระกูลให้เจ้า..."

จ่างซุนเซิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้างเลยไม่แปลกใจ แต่ถามอย่างสงสัย "ต่อให้ท่านปู่ไม่ชอบท่านพ่อ... แต่ก็ยังมีท่านพี่หญิงนี่ขอรับ? ท่านพี่หญิงฉลาดออกปานนั้น..."

"พี่สาวเจ้าไม่สนตำแหน่งผู้นำตระกูลหรอก..." อิ้นกงถอนหายใจ ส่ายหน้ายิ้มขื่น "ตระกูลเราติดค้างนางกับแม่ของนางไว้มากโข แค่นางยอมอยู่ที่จวนก็ถือว่าเมตตามากแล้ว ปู่ไม่มีหน้าไปขอให้นางมาช่วยงานตระกูลหรอก..."

"แต่ท่านพี่หญิงก็เป็นคนแซ่จ่างซุนนี่นา อีกอย่างท่านปู่ก็รักนางมาก..." พูดถึงตรงนี้ จ่างซุนเซิ่งก็เบะปาก สีหน้าสลดลง

"หึหึ" คนแก่หนังเหนียวอย่างอิ้นกงดูออกทันทีว่าหลานชายคิดอะไร "เซิ่งเอ๋อร์ อิจฉาเหรอ?"

จ่างซุนเซิ่งหน้าแดง ก้มหน้าตอบ "หลานผิดไปแล้ว หลานไม่ควรริษยาท่านพี่หญิง นางอายุมากกว่าหลาน สติปัญญาก็ล้ำเลิศ..."

อิ้นกงยิ้ม พยักหน้า "เซิ่งเอ๋อร์เป็นวิญญูชนที่เปิดเผยจริงๆ ในบรรดาสิ่งที่พ่อเจ้าสอนมา มีแค่เรื่องนี้แหละที่ปู่พอใจ..." เขาทำสีหน้าจริงจัง "ปู่ผ่านโลกมามาก เจอคนมาเยอะ นอกจากพี่สาวเจ้าที่เป็นอัจฉริยะปีศาจแล้ว ปู่ไม่เคยดูคนผิด... เซิ่งเอ๋อร์ เจ้ามีจิตใจและบารมีของผู้เป็นเสนาบดี ส่วนพี่สาวเจ้ามีสติปัญญาและเล่ห์เหลี่ยมของผู้เป็นเสนาบดี เรื่องบารมีนางสู้เจ้าไม่ได้ แต่เรื่องวางแผนเจ้าสู้นางไม่ได้ ปู่คิดอยู่ทุกคืนว่าถ้าพวกเจ้าสองพี่น้องรักใคร่ปรองดอง ช่วยกันค้ำจุนตระกูล ต่อให้ปู่ตายไปก็คงนอนตายตาหลับ..."

"ท่านปู่ หลานจะพยายามขอรับ ถึงท่านพี่หญิงจะเกลียดหลาน..." จ่างซุนเซิ่งก้มหน้าเหมือนเด็กทำความผิด

อิ้นกงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ดีดหน้าผากหลานชายอีกที "พี่เจ้าไม่ได้เกลียดเจ้า นางเกลียดพ่อเจ้าต่างหาก..." เขาถอนหายใจยาว "เฮ้อ ผิดที่พ่อเจ้า ผิดที่ตัวปู่เอง..."

"ท่านปู่..."

อิ้นกงลูบหัวหลานชาย พูดด้วยน้ำเสียงกึ่งวิงวอน "ปู่หวังว่าเจ้าจะไม่ตีตัวออกห่างนางเพียงเพราะนางไม่สนใจเจ้า หมั่นไปมาหาสู่นางหน่อย..."

"แต่ท่านพี่หญิงไม่อยากให้หลานตามตอแย มีครั้งหนึ่งนางขู่หลานว่า ถ้าตามนางอีก นางจะสั่งคนมาตีขาหลานให้หัก..." จ่างซุนเซิ่งฟ้องเสียงอ่อย

อิ้นกงหัวเราะลั่น เขารู้ว่าหลานชายคนนี้ดีทุกอย่างเสียแต่ขี้กลัว โดนขู่แค่นี้ก็ถอดใจแล้ว

"วิญญูชนต้องไม่ก้มหัวให้คำขู่ หลานเอ๋ย ขี้ขลาดแบบนี้วันหน้าจะเป็นเสนาบดีได้ยังไง!"

"แต่ตอนนั้นท่านพี่หญิงน่ากลัวจริงๆ นะขอรับ..."

"หึหึ นั่นเพราะเจ้าไม่รู้จักพี่สาวเจ้าดีพอ... นางเจอเรื่องร้ายๆ มาตั้งแต่เด็ก เลยกลายเป็นคนเย็นชา ไม่สนใจคนที่ไม่เกี่ยวข้อง ถ้านางดุเจ้า แปลว่านางยอมรับว่าเจ้าเป็นน้องชาย เพียงแต่เพราะพ่อเจ้า นางเลยพาลไม่ชอบเจ้าไปด้วย... เอาล่ะ เรื่องนี้เอาไว้ก่อน กลับจวนกันเถอะ อ้อ เรื่องที่เจ้ากับปู่มาดูตัวเซี่ยอานวันนี้ ห้ามบอกใครเด็ดขาด โดยเฉพาะพ่อเจ้า!"

"ขอรับ หลานเข้าใจแล้ว!"

หลายชั่วยามผ่านไป เมื่อเซี่ยอานกินอิ่มนอนหลับจนหนำใจ พระอาทิตย์ก็ตกดิน ขุนนางคุมสอบมาเก็บข้อสอบ

เซี่ยอานเก็บข้าวของ หิ้วปิ่นโตกับกล่องเครื่องเขียนเดินออกจากสำนักไท่ฉาง เตรียมตัวกลับบ้าน ทันใดนั้นเขาก็เห็นรถม้าหรูหราคันหนึ่งจอดอยู่ในตรอกฝั่งตรงข้าม

เขาจำได้ นั่นมันรถม้าของจ่างซุนเซียงอวี่ เพราะเจ้าของรถม้า สาวงามล่มเมืองคนนั้นกำลังมองเขาผ่านหน้าต่างรถ แววตาฉายรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เหมือนกำลังนึกสนุก

นางมาทำไม?

เซี่ยอานขมวดคิ้ว มองซ้ายขวาเห็นบัณฑิตคนอื่นกำลังจับกลุ่มคุยกันเรื่องข้อสอบ ไม่มีใครสนใจเขา เขาจึงเดินเลี่ยงไปที่รถม้าคันนั้น

คงเพราะจ่างซุนเซียงอวี่สั่งไว้แล้ว พอเซี่ยอานเดินเข้าไปใกล้ คนขับรถม้าก็รีบเลิกม่านให้ทันที

เซี่ยอานลังเลนิดหนึ่งก่อนมุดเข้าไปในรถม้า วางกล่องสองใบลงแล้วถาม "เธอมาทำไม?"

"เค้ามาไม่ได้เหรอ?" จ่างซุนเซียงอวี่กระพริบตาปริบๆ รินชาให้เซี่ยอานถ้วยหนึ่ง แล้วสั่งคนขับรถว่า "หลิวฝู ไปถนนเฉาหยาง!"

"ขอรับคุณหนู..." หลิวฝูคนขับรถรับคำ

เห็นแววตายียวนกวนประสาทของจ่างซุนเซียงอวี่ เซี่ยอานพูดอย่างหงุดหงิด "ทำไมเธอรู้ว่าจะไปที่นั่น? ฉันจะกลับบ้าน! บ้านฉัน!"

"คิกคิก ก็บ้านท่านอยู่ที่ถนนเฉาหยางไม่ใช่เหรอ?" จ่างซุนเซียงอวี่เย้า

โดนดักทางได้อีกแล้ว เซี่ยอานส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ถามห้วนๆ "แน่ใจนะ? ต้องทำแบบนี้ทุกครั้งเลยเหรอ?"

แน่นอนว่ามีแค่จ่างซุนเซียงอวี่ที่เข้าใจประโยคนี้ นางหัวเราะคิกคัก "ท่านเป็นคนฉลาด เวลาเห็นท่านทำหน้าจนปัญญาแบบนี้ เค้าว่ามันน่าสนใจดีออก แกล้งคนฉลาดเนี่ย สนุกที่สุดแล้ว คิกคิก..."

เส้นเลือดที่ขมับเซี่ยอานเต้นตุบๆ จ้องหน้าจ่างซุนเซียงอวี่อยู่นาน สุดท้ายก็พยักหน้า ประชดว่า "นิสัยดีจังเลยนะ ได้รู้จักเธอนี่โชคดีจริงๆ!" พูดจบเขาก็คืนพัดให้นาง

"สำนึกบุญคุณด้วยล่ะ!" จ่างซุนเซียงอวี่รับพัดไป หัวเราะร่า ไม่สนคำประชดของเซี่ยอานสักนิด

เซี่ยอานกลอกตา ไม่อยากต่อปากต่อคำไร้สาระ "พูดมาตรงๆ เถอะ วันนี้มาทำไม?"

จ่างซุนเซียงอวี่มองค้อน ทำเสียงตัดพ้อ "ท่านนี่ไม่มีน้ำใจเลย เค้าอุตส่าห์ช่วยท่านตั้งขนาดนั้น... ในห้องท่านที่จวนตงกั๋วกง ไม่ใช่แขวนป้าย 'บุญข้าวแดงแกงร้อนต้องทดแทน' ไว้หรอกเหรอ?"

"แม่คุณ ช่วยอย่าตัดครึ่งหลังทิ้งได้ไหม? ...ช่างเถอะๆ ว่ามา ต้องการให้ฉันทำอะไร?"

"อะไรก็ได้?" จ่างซุนเซียงอวี่ตาลุกวาว ยิ้มเจ้าเล่ห์

เห็นรอยยิ้มไม่น่าไว้ใจ เซี่ยอานรีบดักคอ "ถ้าผิดหลักการของฉัน ไม่ทำนะ!"

"หลักการของท่าน? คืออะไร? ไหนลองว่ามาซิ?"

"เอ่อ... เอาเป็นว่าตกลงเรื่องอะไร บอกมาตรงๆ เถอะ!"

จ่างซุนเซียงอวี่หัวเราะคิกคัก "กว่าผลสอบจะออกก็อีกตั้งหลายวัน ท่านก็ว่างอยู่แล้วนี่นา อยู่เล่นเป็นเพื่อนเค้าสักสองสามวันสิ..."

"อ้อ เรื่องนี้นี่เอง..." เซี่ยอานพยักหน้าอย่างโล่งอก "บอกแต่แรกสิ ตกใจหมด..."

"ยังพูดไม่จบ!"

"ว่ามาๆ..."

"แต่จะให้นั่งรถไปๆ มาๆ ทุกวันมันน่ารำคาญ เพราะงั้น เค้ากะว่าจะไปพักที่บ้านท่านสักสองสามวัน! ท่านต้องดูแลเค้าดีๆ นะ!"

"..." รอยยิ้มบนหน้าเซี่ยอานแข็งค้าง ถามเสียงหลง "อะไรนะ? พัก... ที่บ้านฉัน? สองสามวัน?"

"ใช่สิ! นั่งรถไปกลับทุกวันเหนื่อยจะตาย! ตกลงไหม?" จ่างซุนเซียงอวี่เอียงคอถาม

เซี่ยอานอ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออก ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็ลุกพรวดพราด

"ลาก่อน!"

พูดจบ ไม่รอให้จ่างซุนเซียงอวี่ตั้งตัว เขากระโดดลงจากรถม้า วิ่งเข้าบ้าน ปิดประตูดังปัง

ไม่นาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นรัวๆ พร้อมเสียงโวยวายของจ่างซุนเซียงอวี่

"เซี่ยอาน ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!"

เซี่ยอานเอาหลังดันประตู ส่ายหน้า "ไม่!"

"ท่าน... เปิดประตูให้เค้าเข้าไป!"

"ไม่!"

"ท่าน... ข้าบอกอีกครั้ง เปิดประตู ให้ข้าเข้าไป!"

"ไม่! ไม่มีทาง!"

"เฮ้อ... เซี่ยอาน ข้าไม่ได้ขอร้องท่านนะ ท่านรีบเปิดประตูซะดีๆ ไม่งั้น..."

เสียงนางอ่อนลง แต่น้ำเสียงราบเรียบนั้นกลับแฝงความอำมหิตจนน่าขนลุก

ฟังประโยคนั้นแล้ว เซี่ยอานรู้สึกเย็นวาบไปทั้งไขสันหลัง นึกถึงตอนเจอนางครั้งแรก ภาพลักษณ์ใสซื่อที่ซ่อนความอันตรายไว้มิดชิด

"แอ๊ด..."

ประตูเปิดออก

"รู้จักเวล่ำเวลาบ้าง!" จ่างซุนเซียงอวี่มองค้อน สะบัดแขนเสื้อเดินเข้าบ้าน พูดเรียบๆ ว่า "ถ้าช้ากว่านี้อีกนิด... หึ!"

แม้จะรู้ว่ารอดตัวหวุดหวิด แต่เซี่ยอานก็อดสงสัยไม่ได้ว่านางจะใช้วิธีไหนจัดการเขา "ถ้าช้ากว่านี้จะเป็นยังไง?"

จ่างซุนเซียงอวี่ปัดฝุ่นบนเตียง พูดหน้าตาเฉย "ก็ไม่เป็นไร แค่จะป่าวประกาศว่าท่านเป็นคนใจดำ ทิ้งขว้างข้า..."

"ซู้ด..." เซี่ยอานสูดปาก

โหดเหี้ยมอำมหิต!

ชื่อเสียงของจ่างซุนเซียงอวี่ในหมู่คุณชายเมืองหลวงเป็นที่เลื่องลือ ถ้าแม่นางคนนี้ปล่อยข่าวลือแบบนั้นออกไป ต่อให้เป็นเหลียงชิวอู่ก็คงคุ้มกะลาหัวเขาไม่ได้

"ต้องโหดขนาดนี้เลยเหรอ?"

"ใครใช้ให้ท่านขังข้าไว้นอกบ้านล่ะ?" จ่างซุนเซียงอวี่หน้ามุ่ย "สรุปมาเลย ตกลงจะยอมไม่ยอม!"

เซี่ยอานหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ ยิ้มแห้งๆ "ครั้งก่อนแค่ล้อเล่นนะ กินเที่ยวเป็นเพื่อนได้ แต่ไม่นอนเป็นเพื่อนนะ..."

จ่างซุนเซียงอวี่ชะงัก หน้าแดงแปร๊ด จ้องเซี่ยอานตาเขียว ถ่มน้ำลาย "ฝันไปเถอะ! เตือนไว้ก่อนนะ ถ้าท่านกล้าล่วงเกินข้าแม้แต่นิดเดียว ต่อให้เป็นพี่หญิงอู่ก็ช่วยท่านไม่ได้!"

"คร้าบๆๆ..."

"เชอะ! ...ข้าหิวแล้ว!"

"หา?"

"บอกว่าหิวแล้ว!"

"งั้นไปหาข้าวกินกัน... เอ่อ เธอพกเงินมาหรือเปล่า?"

"คุณหนูอย่างข้าออกจากบ้านไม่เคยพก... หมายความว่าไง? บนตัวท่าน..."

"ไม่มีสักแดง..."

"..."

"..."

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 39 - แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

คัดลอกลิงก์แล้ว