- หน้าแรก
- ยอดชายนายกะล่อน กับ ฮูหยินจอมพลัง
- บทที่ 31 - ความลับหลังม่านมุ้ง
บทที่ 31 - ความลับหลังม่านมุ้ง
บทที่ 31 - ความลับหลังม่านมุ้ง
บทที่ 31 - ความลับหลังม่านมุ้ง
ในคืนนั้นคนที่มาหาเซี่ยอานที่ห้องคือเหลียงชิวอู่ เพราะเมื่อคืนวานเซี่ยอานจัดหนักกับอีอีไปเสียยกใหญ่จนแม่สาวใช้ตัวน้อยเดินเหินไม่สะดวก ต้องพักผ่อนอยู่ในห้องของคุณหนูของนาง ตามหลักแล้วนี่ควรเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการกอบกู้ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายกลับคืนมา แต่น่าเสียดายที่เซี่ยอานไม่ได้นอนมาหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ จึงไม่มีอารมณ์และเรี่ยวแรงจะทำศึกรัก แม้ว่าช่วงบ่ายจะโดนฤทธิ์ยาบำรุงของสตรีอีกนางหนึ่งจนต้องซดน้ำแกงยาโด๊ปค้างคืนเข้าไปอีกถ้วยก็ตาม
อาจเป็นเพราะบรรยากาศที่ชายหญิงนอนอยู่บนเตียงเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลยมันดูน่าอึดอัดไปหน่อย เซี่ยอานจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับจ่างซุนเซียงอวี่เมื่อตอนกลางวันให้เหลียงชิวอู่ฟัง เมื่อเล่าถึงตอนที่จ่างซุนเซียงอวี่ข่มขู่บังคับให้เขาสอนเรื่องแปลกใหม่เหล่านั้น แววตาของเหลียงชิวอู่ก็ฉายแววโกรธเกรี้ยวออกมาอย่างชัดเจน นางพูดเสียงขุ่นว่า "รังแกกันเกินไปแล้ว! อาน ท่านอย่าไปสนใจนางนะ ข้าอยากจะรู้นักว่านางจะงัดลูกไม้อะไรมาใช้ได้อีก!"
เมื่อเห็นสามีของตนถูกรังแกถึงเพียงนี้ ยอดขุนพลหญิงผู้หาตัวจับยากแห่งต้าโจวก็ยากจะระงับความโกรธในใจได้ เซี่ยอานมองเหลียงชิวอู่อย่างจนใจ เขาดูออกว่านางอยากจะออกหน้าแทนเขาเพื่อจัดการเรื่องนี้ ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง แต่ว่ากันตามตรง เขาไม่คิดว่าเหลียงชิวอู่จะรับมือผู้หญิงอย่างจ่างซุนเซียงอวี่ได้
สาเหตุก็เพราะเหลียงชิวอู่เป็นคนซื่อตรงเกินไป ยึดติดกับกฎเกณฑ์ของโลกภายนอกมากเกินไป แม้จะมีพละกำลังมหาศาลที่ชายชาตรีส่วนใหญ่ในโลกไม่อาจเทียบได้ แต่เล่ห์เหลี่ยมและชั้นเชิงกลับอ่อนหัดยิ่งนัก พูดให้ฟังดูแย่หน่อยก็คือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของคำว่า 'นมโตสมองฝ่อ' นั่นแหละ
อย่างที่จ่างซุนเซียงอวี่เคยพูดไว้ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่ารัชทายาทปองร้ายตน ต้องซื่อบื้อขนาดไหนถึงจะยอมดื่มเหล้าที่ฝ่ายนั้นยื่นให้? แต่จะว่าไป นี่ก็เป็นส่วนที่เซี่ยอานชอบมากในตัวเหลียงชิวอู่ ความตรงไปตรงมาและไม่เสแสร้งของนาง
"อาน เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยื่นมือเข้ามาหรอก ข้าจะจัดการเอง... เอาเป็นว่าก่อนที่ข้าจะสอนสิ่งที่ข้ารู้ให้นางจนหมด นางคงไม่ทำร้ายข้าหรอก วางใจเถอะ"
เซี่ยอานโอบกอดเหลียงชิวอู่ไว้แนบอกอย่างแนบเนียน ให้นางพิงศีรษะลงบนอกของเขา แล้วกระซิบเสียงเบา เขาคิดว่าด้วยนิสัยของเหลียงชิวอู่ วิธีแก้ปัญหาที่นางคิดได้ก็คงหนีไม่พ้นการหิ้วดาบยาวน่าเกรงขามเล่มนั้นบุกไปหาจ่างซุนเซียงอวี่เพื่อเผชิญหน้า ถามหน่อยเถอะว่าไม้นี้จะใช้กับจ่างซุนเซียงอวี่ได้ผลหรือ? ต้องรู้ไว้ก่อนว่าผู้หญิงคนนั้นยอมเสี่ยงที่จะถูกจับได้ว่าวางแผนตลบหลังรัชทายาทกับองค์ชายสี่ จนเกือบทำให้เมืองหลวงกลายเป็นสนามรบ หากมีใครสืบรู้เข้า นี่เป็นโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังทำ ผู้หญิงพรรค์นี้หรือจะสนใจคำขู่ของเหลียงชิวอู่? อย่างน้อยเซี่ยอานก็ไม่คิดเช่นนั้น
"ท่านมั่นใจหรือ? มั่นใจว่าจะกำราบนางได้?" เหลียงชิวอู่ในอ้อมกอดเงยหน้าขึ้นมองเซี่ยอานอย่างจริงจัง
"กำราบ? หมายความว่าไง?" เซี่ยอานชะงักไป
เหลียงชิวอู่มองเซี่ยอานแล้วขมวดคิ้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า "ข้าเคยได้ยินมาว่า ผู้คนในเมืองหลวงแอบเรียกข้าลับหลังว่าสัตว์ประหลาด..."
"หือ?" เห็นนางเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน เซี่ยอานก็งุนงง
"ก็ใช่น่ะสิ สตรีธรรมดาที่ไหนจะกวัดแกว่งอาวุธหนักหลายสิบชั่งได้?" หญิงสาวในอ้อมกอดหัวเราะขมขื่น ก่อนที่เซี่ยอานจะทันได้เอ่ยปลอบ นางก็ขมวดคิ้วพูดต่อว่า "แต่ทว่า หากข้าเป็นสัตว์ประหลาดล่ะก็ ผู้หญิงคนนั้นก็เป็นเหมือนกัน!"
"..."
"อาน ท่านไม่รู้อิทธิฤทธิ์ของนาง จึงได้พูดเช่นนี้ ท่านเคยได้ยินเรื่องเมื่อหลายปีก่อนไหม ที่ชายแดนเหนือเกิดวิกฤต ข้าศึกเผ่าคนเถื่อนนับแสนบุกมาตีต้าโจว?"
"เอ่อ ก็เคยได้ยินมาบ้าง..."
"...นั่นคือเดือนสี่ ปีรัชศกหงอู่ที่สิบเก้า ชายแดนเหนือแจ้งเหตุฉุกเฉิน ทัพคนเถื่อนนับแสนบุกประชิดด่าน ตีเมืองอวี๋หยางแตก ฆ่าฟันเผาทำลาย ปล้นชิงสารพัด จนเมืองอวี๋หยางแทบจะกลายเป็นเมืองร้าง ซากศพเกลื่อนกลาด เลือดไหลนองเป็นสายน้ำ ในตอนนั้นเจ้าเมืองอวี๋หยางและขุนนางที่เกี่ยวข้องกว่าสามสิบชีวิตล้วนพลีชีพบนกำแพงเมือง สิบวันต่อมา ทัพข้าศึกมุ่งหน้าตรงไปยังโยวโจว คุกคามฟ่านหยาง จัวจวิ้น และซ่างกู่ กองกำลังข้าศึกยิ่งใหญ่เกรียงไกร ตีทัพหนุนของฝ่าบาทแตกพ่ายไปหลายครั้ง ทำให้ผู้คนในราชสำนักหวาดผวา ตอนนั้นองค์ชายสี่หลี่เม่าได้รับบัญชาในยามวิกฤต ให้นำทัพค่ายเทพยุทธ์ขึ้นเหนือไปปราบปราม..."
เซี่ยอานยกมือลูบคางพลางนึกย้อน "ข้าจำได้ว่าตอนที่มาถึงเมืองหลวงใหม่ๆ ตอนที่ยังตกระกำลำบากอยู่ข้างถนน เคยได้ยินนักเล่านิทานในโรงน้ำชาพูดถึงเรื่องนี้ บอกว่าพวกท่านกอบกู้สถานการณ์ พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ตีข้าศึกแตกพ่าย..."
"กอบกู้สถานการณ์ ตีข้าศึกแตกพ่ายงั้นหรือ?" เหลียงชิวอู่หัวเราะขมขื่น ส่ายหน้าถอนหายใจเบาๆ "แล้วท่านเคยได้ยินไหมว่า แท้จริงแล้วศึกแรกพวกเราพ่ายแพ้ยับเยิน?"
"เอ๊ะ?" เซี่ยอานตะลึงงัน
เหลียงชิวอู่สูดหายใจลึก แววตาฉายรอยรำลึกความหลัง ขมวดคิ้วเล่าว่า "ชนเผ่าคนเถื่อนในทุ่งหญ้าไม่เหมือนกับชาวต้าโจว พวกเขานับหนึ่งชนเผ่าเป็นหนึ่งแคว้นเล็กๆ และกองทัพที่บุกรุกต้าโจวในตอนนั้นคือกองทัพเดนตายที่รวบรวมมาจากหลายสิบชนเผ่า ความเชี่ยวชาญในการขี่ม้ายิงธนูเหนือกว่าค่ายเทพยุทธ์ของข้าเสียอีก ไหนเลยจะเป็น 'ฝูงคนไร้วินัย' ที่ 'รบครั้งเดียวก็แตกพ่าย' อย่างที่เขาพูดกัน? ตรงกันข้าม ข้ากับองค์ชายสี่ต่างหากที่ถูกปิดล้อมอยู่ในเมืองเกาหยาง รับมืออย่างยากลำบาก"
"แล้ว..."
"ข้ารู้ว่าท่านอยากถามอะไร นี่คือสิ่งที่ข้าต้องการจะบอก... ในตอนนั้นข้ากับองค์ชายสี่ตายดาบหน้าอยู่ที่เกาหยาง จ่างซุนเซียงอวี่ที่อยู่ห่างออกไปพันลี้ได้ส่งคำสั่งในนามกรมกลาโหมมาถึงพวกเรา สั่งให้พวกเราทิ้งเมืองเกาหยาง แสร้งทำเป็นแตกพ่าย แล้วแบ่งทัพเป็นสองทาง ทางหนึ่งไล่ตามหลังข้าศึก อีกทางหนึ่งอ้อมขึ้นเหนือไปยึดเมืองอวี๋หยางคืน ตัดทางถอยของข้าศึก!"
"แผนล้ำเลิศ!" เซี่ยอานอดชมไม่ได้
"ล้ำเลิศ?" เหลียงชิวอู่ปรายตามองเซี่ยอาน เห็นได้ชัดว่าแววตาของนางมีความไม่พอใจอยู่บ้าง แต่นางไม่ได้อธิบายอะไร พูดต่อว่า "หลังจากทัพเราทิ้งเมืองเกาหยาง องค์ชายสี่ก็นำทหารค่ายเทพยุทธ์ครึ่งหนึ่งเดินทางเบาบุกไปยึดอวี๋หยาง ตอนนั้นพวกคนเถื่อนคาดไม่ถึงเลยว่ากองทัพเราจะอ้อมไปตีตลบหลัง หากไม่ใช่เพราะในจดหมายฉบับนั้นนางสั่งให้องค์ชายสี่แสร้งทำเป็นโจมตีหลอกๆ ป่านนี้อวี๋หยางคงถูกยึดคืนได้นานแล้ว..."
"ทำไมต้องแสร้งโจมตีด้วย? ยึดอวี๋หยางคืนมาเลยไม่ดีกว่าหรือ?" เซี่ยอานถามอย่างตกตะลึง "ถ้ายึดอวี๋หยางได้ พวกคนเถื่อนนับแสนก็จะถูกขังอยู่ในแดนต้าโจว ถึงตอนนั้นก็ปิดประตูตีแมว กำจัดได้หมดสิ้นไม่ใช่หรือ?"
"ตอนนั้นข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับเขียนในจดหมายว่า หากทัพเรายึดอวี๋หยางได้จริง พวกคนเถื่อนนับแสนเพื่อความอยู่รอดจะต้องทุ่มสุดตัวบุกตีเมืองหลวงจี้จิงแน่นอน แต่หากรักษาสถานการณ์คุมเชิงกันไว้ที่อวี๋หยาง เปิดช่องทางรอดให้พวกมันสักทาง ก็จะล่อให้พวกมันถอยทัพกลับไปช่วยบ้านเกิดได้..."
"อ๋อ เข้าใจแล้ว! งั้นพวกคนเถื่อนนับแสนก็ถอยทัพจริงๆ สินะ?"
"ใช่! เพราะก่อนหน้านั้นผู้หญิงคนนั้นสั่งให้ข้าปล่อยข่าวลือว่า ต้าโจวได้เตรียมกองทัพเดนตายไว้กองหนึ่ง จะบุกออกนอกด่าน ไปตามหาชนเผ่าเหล่านั้น แล้วสังหารคนแก่ ผู้หญิง และเด็กในเผ่าให้สิ้นซาก พอพวกคนเถื่อนได้ยินข่าวนี้ก็ตกใจหน้าถอดสี รีบถอยทัพกลับทันที ตอนนั้นนางก็ส่งจดหมายมาสั่งให้ข้านำทหารค่ายเทพยุทธ์อีกครึ่งหนึ่งไล่ตามตีตลบหลัง โดยห้ามปะทะซึ่งหน้า ให้ลอบโจมตีอย่างเดียว ตีแล้วหนี ให้พวกมันกินไม่ได้นอนไม่หลับ..."
"กลยุทธ์บั่นทอนกำลัง..."
"อืม ระยะทางกว่าพันลี้จากเกาหยางถึงอวี๋หยาง แม้ข้าจะนำทัพฆ่าพวกคนเถื่อนได้เพียงไม่กี่พันคน แต่กลับทำให้กองทัพทั้งกองของพวกมันเหนื่อยล้าสายตัวแทบขาด จนกระทั่งเมื่อถึงเขตฟ่านหยาง ที่เนินศาลาสิบลี้ทางตะวันตกของสันเขาเสี่ยวสุ่ย ข้าก็ได้ประสานงานกับองค์ชายสี่ที่นัดแนะกันไว้ โจมตีกระหนาบหน้าหลัง ในที่สุดก็ตีทัพโจรแตกพ่าย ตัดหัวข้าศึกได้กว่าสองหมื่น จากนั้นก็ไม่เปิดโอกาสให้พวกมันได้ตั้งตัว ไล่สังหารยาวไปจนถึงอวี๋หยาง ศึกเดียวรู้ผล! ได้ยินชัดไหมอาน ผู้หญิงคนนั้นนั่งอยู่ในเมืองหลวงไม่ขยับไปไหนสักก้าว แต่กลับบัญชาการรบให้ทัพเราที่อยู่ห่างออกไปพันลี้ต่อสู้กับข้าศึก ไม่เพียงคำนวณเส้นทางถอยทัพของข้าศึกนับแสนได้อย่างแม่นยำ แม้แต่ความคิดอ่านของฝ่ายตรงข้ามก็นางมองทะลุปรุโปร่ง ตั้งแต่ต้นจนจบ นางปั่นหัวข้าศึกราวกับของเล่นในกำมือ!"
"นั่นมันสุดยอดไปเลยนะ..." เซี่ยอานชมจากใจจริง แล้วถามอย่างแปลกใจว่า "นี่คือสิ่งที่เจ้าอยากจะบอกหรือ? ว่านางฉลาดมาก?"
เหลียงชิวอู่ปรายตามองเซี่ยอาน ถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดเสียงเครียด "ที่เมืองเกาหยาง มีชาวบ้านต้าโจวแปดหมื่นคน หลังจบศึก เหลือรอดเพียงไม่กี่ร้อย..."
"เกา..." พูดได้ครึ่งคำ เซี่ยอานก็นึกขึ้นได้ว่าเกาหยางคือเมืองที่เหลียงชิวอู่กับองค์ชายสี่ใช้ต้านทานข้าศึกในตอนแรก ในที่สุดเขาก็เข้าใจสิ่งที่เหลียงชิวอู่ต้องการจะสื่อ
เพื่อชัยชนะในศึกครั้งนี้ จ่างซุนเซียงอวี่คนนั้นถึงกับยอมสละชีวิตชาวบ้านแปดหมื่นคนในเมืองเกาหยาง ปล่อยให้พวกคนเถื่อนฆ่าฟันเผาทำลายตามอำเภอใจ แม้จะเป็นการทำเพื่อภาพรวม แต่ความใจดำอำมหิตนี้มันช่าง...
ทันใดนั้นเซี่ยอานก็รู้สึกว่าร่างของเหลียงชิวอู่ในอ้อมกอดสั่นสะท้าน นางกอดเขาแน่น แม้ในห้องจะมืดสลัว แต่เขาก็ยังเห็นนางหลับตาแน่น สีหน้าเจ็บปวด ยัยผู้หญิงทึ่มคนนี้ ตอนนั้นคงรู้สึกไร้ทางเลือกสินะ ฝั่งหนึ่งคือชีวิตชาวบ้านแปดหมื่นที่เกาหยาง อีกฝั่งคือชีวิตชาวบ้านนับหมื่นในเมืองหลวง หรือกระทั่งประชาชนทั่วหล้าของต้าโจว...
เขายื่นมือออกไปโอบกอดนางไว้ ปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเจ้าตีทัพคนเถื่อนนับแสนแตกพ่าย ต้าโจวของเราอาจจะเสียหายหนักกว่านี้ ข้าเองก็อาจจะโดนลูกหลงไปด้วยก็ได้... ถ้าเป็นอย่างนั้น ข้าคงไม่มีวาสนาได้แต่งงานกับเจ้าหรอก..."
"พูดเหลวไหล ท่านเป็นคนกวางหลิง จะไปเป็นอะไรได้ยังไง..."
"ก็ไม่แน่หรอกนะ ถ้าเกิดราชสำนักกลัวพวกโจรจนย้ายเมืองหลวง ก็จะยิ่งทำให้พวกมันได้ใจ บางทีพวกมันอาจจะยกทัพล่องใต้มาตีเมืองกวางหลิงก็ได้!"
"ไม่มีทาง" หญิงสาวในอ้อมกอดส่ายหน้า พูดเสียงจริงจัง "พวกคนเถื่อนบุกต้าโจวเพื่อปล้นชิงเสบียงและผู้หญิง ไม่ได้ต้องการทำลายล้างต้าโจว เพียงแต่ครั้งนั้นกองทัพป้องกันชายแดนเหนือร้างราศึกมานาน จึงรบแพ้ซ้ำซาก ทำให้พวกโจรโลภมาก หวังจะบุกเข้ามาปล้นชิงในเมืองหลวงและพื้นที่เจริญรุ่งเรืองเท่านั้นเอง..."
ฟังการวิเคราะห์อย่างใจเย็นของนางแล้ว เซี่ยอานก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ยัยผู้หญิงทึ่มคนนี้ฟังไม่ออกหรือไงว่าเขากำลังปลอบใจอยู่? ไม่ได้จะมาวิเคราะห์สถานการณ์รบสักหน่อย! สี่ปีก่อนพี่ชายยังไม่ข้ามเวลามาที่นี่เลย จะไปกลัวอะไรเล่า!
เซี่ยอานถอนหายใจอย่างพูดไม่ออก ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ "จริงสิ ตอนข้ามาถึงเมืองหลวงใหม่ๆ ได้ยินเขาเล่ากันว่าในศึกครั้งนั้นเจ้าสังหารหัวหน้าเผ่าคนเถื่อนที่ชื่อ ฮาทู อะไรสักอย่าง..."
"กูถูฮาชื่อ!" เหลียงชิวอู่มองค้อนเซี่ยอานอย่างขำๆ ปนระอา กล่าวอย่างนึกย้อนว่า "คนผู้นี้เป็นผู้นำที่ได้รับเลือกจากหลายสิบชนเผ่าในทุ่งหญ้าทางเหนือ ได้รับฉายาว่า 'หมาป่าแห่งทุ่งหญ้า' วรยุทธ์ไม่ธรรมดา พละกำลังมหาศาล ตอนนั้นกว่าจะสังหารเขาได้ ไม่ง่ายเลยจริงๆ..."
พูดถึงตรงนี้ นางเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงหัวเราะเบาๆ "อาวุธที่คนผู้นี้ใช้ หลังจบศึกก็ตกเป็นของข้า ท่านเองก็เคยเห็นนี่ ดาบศึกเล่มนั้นที่ยาวเก้าเชียะ..."
เซี่ยอานชะงัก ถามอย่างสงสัย "เมื่อไหร่กัน?"
"ก็ตอนที่ท่านกับพี่สามเซี่ยงไปเที่ยวหอนางโลมกับพวกผู้หญิงไม่รักนวลสงวนตัวพวกนั้นไง ดาบที่ข้าถืออยู่ในมือวันนั้นแหละ!"
"..." เซี่ยอานอ้าปากค้าง นึกถึงวันที่เขาเมาแอ๋ แล้วผู้หญิงในอ้อมกอดคนนี้ถือดาบเล่มเบ้อเริ่มบุกมาตามถึงที่ เขาก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ เหงื่อกาฬไหลซึมหน้าผาก หัวเราะแห้งๆ "ที่แท้ก็เล่มนั้นเอง มิน่าล่ะ ถึงดูมีรังสีฆ่าฟันรุนแรงนัก..."
"รังสีฆ่าฟันรุนแรง นั่นเพราะตอนที่กูถูฮาชื่อตีดาบวิเศษเล่มนี้ เขาเคยฆ่าหมาป่าในทุ่งหญ้าไปเป็นร้อยตัว ใช้เลือดหมาป่าเซ่นดาบ หลังจากนั้นก็ใช้มันฆ่าศัตรูคู่อริไปไม่น้อย แถมยังพามันบุกรุกต้าโจว ฆ่าคนบริสุทธิ์ ดังนั้นดาบเล่มนี้จึงมีไอสังหารรุนแรงมาก หากวันนั้นข้าไม่โมโหจนหน้ามืด ก็คงไม่หยิบมันออกมาใช้หรอก..."
"พู... พูดได้ดีนี่..." เซี่ยอานที่เหงื่อท่วมตัว กอดผู้หญิงในอ้อมแขนอย่างกล้าๆ กลัวๆ
[จบแล้ว]