- หน้าแรก
- ยอดชายนายกะล่อน กับ ฮูหยินจอมพลัง
- บทที่ 22 - กอบโกยเงินทอง
บทที่ 22 - กอบโกยเงินทอง
บทที่ 22 - กอบโกยเงินทอง
บทที่ 22 - กอบโกยเงินทอง
ต่อจากเซี่ยงชิงและหลัวเชา ทหารค่ายเทพยุทธ์สี่นายก็แบกหีบไม้หุ้มเหล็กเดินเข้ามาในห้องโถงรับรอง
"คุณหนู ของอยู่ในหีบนี้หมดแล้วขอรับ..." เซี่ยงชิงชี้ไปที่หีบแล้วรายงาน
"มีกี่ใบ?" เหลียงชิวอู่ถามพลางใช้ผ้าขนหนูแห้งเช็ดผมที่เปียกชื้น
เมื่อครู่นี้นางเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เพราะเมื่อเช้าไปฝึกยุทธ์จนเหงื่อท่วมตัว แม้จะฝืนกินข้าวเช้ากับเซี่ยอานทั้งอย่างนั้น แต่ผู้หญิงยังไงก็รักสวยรักงาม ทนเหม็นเหงื่อตัวเองไม่ได้นาน พอได้ยินว่าของที่สั่งทำเสร็จแล้ว นางก็รีบเช็ดตัวลวกๆ เปลี่ยนชุดเสื้อคลุมตัวโคร่ง ผมเผ้ายังไม่ทันแห้งก็รีบวิ่งมาเลย
เพราะของในหีบนี้ มันคืออนาคตของปากท้องทหารสองหมื่นนายในค่ายเทพยุทธ์ จะไม่ให้รีบได้ยังไง
"สองร้อยใบขอรับ!" เซี่ยงชิงประสานมือตอบ
"เยอะขนาดนี้เชียว?" เหลียงชิวอู่เลิกคิ้ว แต่ก็เข้าใจได้ทันที
ดูจากท่าทีของราชสำนัก งบประมาณของ [สี่กองกำลัง] คงยากที่จะกลับมาเฟื่องฟูเหมือนเก่า ดีไม่ดีอาจจะโดนตัดลดลงเรื่อยๆ พวกเซี่ยงชิงเลยกะจะโกยให้คุ้มเผื่อไว้สำหรับอนาคต โอกาสทองแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ
พูดตามตรง การฉวยโอกาสหารายได้จากช่องโหว่ของราชสำนัก มันขัดกับอุดมการณ์ของเหลียงชิวอู่ แต่พอนึกถึงความหน้าเลือดของกรมคลังที่ตัดงบแบบไม่ไว้หน้า นางก็โมโหเหมือนกัน
[สี่กองกำลัง] คือทหารรักษาพระนครชั้นยอด คือปราการด่านสุดท้ายของเมืองจี้จิง บรรพชนบัญญัติไว้ให้เป็นนโยบายหลักของชาติ พวกขุนนางกรมคลังเด็กเมื่อวานซืนกล้าดียังไงมาตัดงบ?
ต้องยอมรับว่า ความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับคนคุมเงิน เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาทุกยุคทุกสมัย
"อาน เจ้ามีคำแนะนำอะไรไหม? เรื่องการเจรจากับพวกพ่อค้า?" เหลียงชิวอู่หันไปถามเซี่ยอานที่นั่งเงียบกริบอยู่ข้างๆ เดินเข้าไปตบไหล่เขาเบาๆ
นางเพิ่งเคยเห็นว่าที่สามีเงียบผิดปกติแบบนี้ ดูใจลอยเหมือนมีเรื่องกลุ้มใจ
"หือ?" เซี่ยอานสะดุ้งโหยงเมื่อโดนแตะตัว หันมามองเหลียงชิวอู่ด้วยสายตาเลิ่กลั่ก
เหลียงชิวอู่ขมวดคิ้ว ถามซ้ำอย่างอ่อนใจ "คำแนะนำ? ก็ไม่มีอะไรมากหรอก... แค่เอาของพวกนี้ไปขายให้พ่อค้า... ถ้าเจ้าขี้เกียจ เดี๋ยวข้าไปคุยเองก็ได้..."
เซี่ยอานหลบสายตา ไม่กล้าสบตาผู้หญิงที่เพิ่งมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งด้วยเมื่อคืน
"จริงเหรอ? งั้นยกหน้าที่นี้ให้เจ้าแล้วกัน ข้าจะไม่ออกหน้า จะนั่งดูอยู่ในห้องข้างใน ให้พี่สามเซี่ยงกับพี่สี่หลัวคอยช่วยเจ้า..." เหลียงชิวอู่ดูดีใจ เพราะตระกูลนางเป็นทหารมาทุกรุ่น ไม่ถนัดเรื่องการค้าขาย และไม่ชอบเล่ห์เหลี่ยมของพวกพ่อค้าด้วย
"อืม..." เซี่ยอานรับคำสั้นๆ ก้มหน้างุด
"เป็นอะไร? มีเรื่องไม่สบายใจเหรอ?" ถึงจะความรู้สึกช้าแค่ไหน เหลียงชิวอู่ก็ดูออกว่าเซี่ยอานไม่มีความสุข
"มะ... ไม่มีอะไร..." เซี่ยอานผิวปากกลบเกลื่อน ดูมีพิรุธสุดๆ
"จริงนะ? อืม..." เหลียงชิวอู่ยิ่งสงสัย แต่ในเมื่อเซี่ยอานไม่ยอมบอก นางในฐานะภรรยาที่ดีก็ไม่อยากคาดคั้น จึงเรียกอีอีมาซุบซิบสั่งงานบางอย่าง
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เหยียนไคกับเฉินกังที่ออกไปแจกเทียบเชิญก็กลับมา พอรู้ว่าเหลียงชิวอู่ยกหน้าที่ให้เซี่ยอาน ทั้งสองก็ไม่ได้ว่าอะไร
อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา แขกเหรื่อก็เริ่มทยอยถือเทียบเชิญมาที่จวนตงกั๋วกง แน่นอนว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็นเถ้าแก่ร้านใหญ่ หรือตัวแทนผู้มีอำนาจตัดสินใจจากย่านการค้าทิศตะวันตกเฉียงใต้
บรรดาเจ้าสัวเมืองจี้จิงต่างแปลกใจที่ได้รับเชิญ เพราะจวนตงกั๋วกงไม่เคยสุงสิงกับพวกพ่อค้า แต่วันนี้กลับเชิญมางานเลี้ยง จึงอดตื่นเต้นระคนสงสัยไม่ได้
ยังดีที่จวนตงกั๋วกงมีชื่อเสียงดี และเมื่อเห็นขาใหญ่ในวงการมากันครบ ความกังวลก็เริ่มผ่อนคลาย
"นั่นพี่หลี่จาก [ร้านเงินกว้านฮุ่ย] นี่นา?" "โอ้ เถ้าแก่เฉียนแห่ง [ร้านเงินเฟิงเฉิง]..." "ท่านเจ้าสัวจ้าวแห่ง [ร้านทงเป่า] ไม่เจอกันนาน สบายดีนะ..." "อ้าว น้องโจว สบายดีไหม? ว่าจะไปติดต่อ [ร้านผ้าเตียนชิง] ของเจ้าอยู่พอดี..." "เฮ้ เถ้าแก่ซุน ช่วงนี้ [ร้านผ้าชิวหยาง] ของท่านกำไรอู้ฟู่เลยนี่ ข้าล่ะอิจฉาจริงๆ..." "ฮ่าๆ อย่ามาล้อเล่นน่า ผ้าไหมเสฉวนที่น้องซูขนมาเมื่อวันก่อน คุณภาพกินขาดของข้าไปเลย รอบนี้ข้าขาดทุนยับ..."
ยืนอยู่หลังม่านประตูห้องใน เซี่ยอานแง้มม่านมองดูบรรดาเศรษฐีในห้องโถง
สักพัก เขาหัวเราะเบาๆ เลิกม่านเดินอาดๆ เข้าไป หยุดยืนที่หน้าเก้าอี้ประธาน
พวกเศรษฐีหยุดคุย หันมามองเซี่ยอานเป็นตาเดียว พอเห็นว่าเป็นแค่เด็กหนุ่มอายุสิบหกสิบเจ็ด แววตาก็ฉายแววแปลกใจ แต่ด้วยความที่เป็นจิ้งจอกเฒ่าในวงการค้าขาย รู้ดีว่าคนเราดูกันที่หน้าตาไม่ได้ จึงไม่ได้แสดงท่าทีดูถูกออกมา ต้องยอมรับว่ามารยาทของเศรษฐีเมืองต้าโจวนั้นใช้ได้เลยทีเดียว
กลับเป็นเซี่ยอานที่รู้สึกปลงตก นึกถึงตอนที่เร่ร่อนหางานทำ โดนคนของร้านพวกนี้ไล่ตะเพิด ใครจะไปคิดว่าไม่ถึงสี่เดือน เขาจะได้มายืนอยู่ในระดับเดียวกับเจ้าของร้านพวกนี้
คิดแล้วก็สูดหายใจลึก ประสานมือคารวะ "ทุกท่าน ข้าน้อยเซี่ยอาน รับคำสั่งจากแม่ทัพอู่แห่งจวนตงกั๋วกง ให้มารับรองทุกท่าน หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ขอท่านพี่ท่านลุงทั้งหลาย โปรดอภัยให้เด็กน้อยผู้นี้ด้วย!"
บรรดาเศรษฐีมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เหลือบมองเซี่ยงชิงกับหลัวเชาที่ยืนขนาบข้างในชุดเกราะเต็มยศ ก็พอจะเดาสถานะของเซี่ยอานได้ จึงรีบประสานมือตอบ
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าน้อยอายุน้อยกว่า ขอถือวิสาสะเรียกทุกท่านว่าพี่ชาย หวังว่าคงไม่ถือสานะขอรับ!" เซี่ยอานพูดทีเล่นทีจริง
บรรดาพ่อค้าหัวเราะชอบใจ "ไม่ถือสาๆ..." "น้องชายเกรงใจไปแล้ว..." "พวกเราก็แค่อายุมากกว่านิดหน่อยเท่านั้น..."
เมื่อบรรยากาศเริ่มเป็นกันเอง เซี่ยอานก็เข้าเรื่องทันที เขาเป็นกึ่งๆ พ่อค้าอยู่แล้ว รู้ดีว่าพ่อค้ามองที่ผลประโยชน์ ไม่ใช่คำหวานเยินยอ
"วันนี้ที่แม่ทัพอู่เชิญพี่ชายทุกท่านมา ไม่ใช่อื่นไกล แต่เพื่อมอบความร่ำรวยมหาศาลให้แก่ทุกท่าน!"
สิ้นคำพูด ทั้งห้องเงียบกริบ
การเจรจาธุรกิจต้องเริ่มด้วยการดึงดูดความสนใจ เซี่ยอานถนัดเรื่องนี้มาก
เซี่ยงชิงกับหลัวเชายืนมองเซี่ยอานถือกระดาษบางๆ ใบหนึ่ง เดินไปมาระหว่างกลุ่มพ่อค้า สาธยายสรรพคุณจนลิงหลับ ราวกับกระดาษแผ่นนั้นเป็นของวิเศษล้ำค่า
คนคุยถูกคอ พันจอกก็ไม่เมา คำพูดไม่เข้าหู ครึ่งประโยคก็มากไป มีแต่พวกพ่อค้าเขี้ยวลากดินพวกนี้แหละ ที่เข้าใจมูลค่ามหาศาลของกระดาษแผ่นบางๆ ในมือเซี่ยอาน
"น้องชายหมายความว่า จะขายใบผ่านทางที่ยกเว้นภาษีได้ทุกอย่างให้พวกเรางั้นรึ?" เศรษฐีวัยกลางคนคนหนึ่งอดใจไม่ไหวถามขึ้น น้ำเสียงตื่นเต้น
"ถูกต้อง!" เซี่ยอานเดินกลับมาที่ประธาน พูดอย่างเปิดเผย "พวกพี่ชายคงสงสัยว่าราชสำนักยอมได้ยังไง ข้าก็จะไม่ปิดบัง..." แล้วเขาก็เล่าที่มาที่ไปให้ฟัง ก่อนจะลดเสียงกระซิบ "พวกท่านคงเดาได้ นี่เป็นความสะเพร่าของกรมคลังตอนร่างราชโองการ พวกเราก็แค่ฉวยโอกาสนิดหน่อย ใครใช้ให้กรมคลังจ้องจะเล่นงาน [สี่กองกำลัง] ของพวกเราก่อนล่ะ?"
"ถ้าวันหน้าราชสำนักมาเอาเรื่อง..." พวกพ่อค้าเริ่มลังเล แม้จะอยากได้ แต่ก็กลัวโดนหางเลข เพราะพวกเขาเป็นแค่พ่อค้า ไม่มีอำนาจเหมือนจวนตงกั๋วกง
เซี่ยอานหัวเราะ เยาะหยัน "กลัวอะไร! พวกเราทำตามราชโองการทุกตัวอักษร ต่อให้ราชสำนักมาตรวจสอบ ก็ทำอะไรไม่ได้ จะโทษก็ต้องโทษขุนนางกรมคลังที่สะเพร่า! ทำหน้าที่บกพร่อง!"
"แต่ถ้าเป็นความผิดพลาดของราชสำนัก ใบผ่านทางพวกนี้..."
"ราชโองการคืออะไร? คือคำตรัสของฮ่องเต้ ตรัสแล้วไม่คืนคำ ต่อให้ข้าเขียนใบผ่านทางร้อยปี ราชสำนักก็ต้องกลืนเลือดรับสภาพ! แน่นอน ถ้าเป็นใบผ่านทางร้อยปี ข้ากล้าเขียน แต่พวกพี่ชายคงไม่กล้าซื้อจริงไหม?"
"ฮ่าๆๆ..." บรรดาพ่อค้าหัวเราะชอบใจ เข้าใจความหมายของเซี่ยอานทันที
"สรุปคือ ใบผ่านทางนี้มีอายุหนึ่งปี ภายในหนึ่งปีนี้ ไม่ว่าขบวนสินค้าจะใหญ่แค่ไหน ขอแค่พกใบนี้ไว้ ก็ไม่ต้องจ่ายภาษีสักแดงเดียว กำไรทั้งหมดเข้ากระเป๋าพวกพี่ชายเต็มๆ... ส่วนราคา ข้าขอราคาเดียว ห้าหมื่นตำลึงต่อใบ!"
พ่อค้าบางคนเริ่มซุบซิบ "ใบเดียวใช้ได้กับขบวนสินค้าเดียว ห้าหมื่นตำลึงอาจจะแพงไปหน่อยมั้ง..."
"ใช่ๆ..." คนอื่นพยักหน้าเห็นด้วย
"แพงเหรอ?" เซี่ยอานหัวเราะ นั่งลงไขว่ห้างบนเก้าอี้ประธานอย่างสบายอารมณ์ท่ามกลางสายตาตกตะลึง ถามย้อน "ขบวนสินค้าหนึ่งขบวน รถม้าสักสามสิบคน ขนน้ำมันหอม เกลือ แป้ง จากจี้จิงไปขายทางเหนือ ขากลับขนเหล็กกลับมาขายให้กรมศาสตราวุธ ไปกลับสองเดือน พวกพี่ชายช่วยบอกข้าหน่อย ว่าต้องเสียภาษีเท่าไหร่?"
พ่อค้าที่ทำธุรกิจด้านนี้พยักหน้ายิ้ม ไม่พูดอะไร
"หรือขนน้ำมันหอม เกลือ ใบชา ไปขายที่อี้โจว ขากลับขนผ้าไหม เครื่องเทศกลับมา ไปกลับหกเดือน ค่าภาษีผ่านด่าน ภาษีเข้าเมือง รวมแล้วเท่าไหร่?"
พ่อค้าบางคนดีดลูกคิดในใจ พยักหน้ายอมรับ แต่ก็ยังมีบางคนคิดว่าห้าหมื่นตำลึงแพงไป เพราะปกติเสียภาษีปีละหกเจ็ดหมื่น จ่ายค่าใบผ่านทางห้าหมื่น ประหยัดไปได้แค่สองหมื่น เหนื่อยแทบตายได้กำไรเพิ่มมาแค่นิดเดียว แต่จวนตงกั๋วกงไม่ต้องทำอะไรเลยได้ตั้งห้าหมื่น มันน่าเจ็บใจ
เดาความคิดพวกนี้ได้ทะลุปรุโปร่ง เซี่ยอานลุกขึ้น เดินไปตบไหล่พ่อค้าหน้าบึ้งคนหนึ่ง ยิ้มถาม "พี่ชายแซ่อะไร?"
"มิกล้า... ข้าน้อยแซ่หาน..."
"พี่หานนี่เอง" เซี่ยอานยิ้ม กวาดตามองทุกคน แล้วพูดเสียงดัง "พี่หาน สมมติวันหนึ่งข้าเดินกับท่านไปเจอเงินสิบตำลึงตกอยู่ เราตกลงจะแบ่งกัน แต่ข้าโลภ จะเอาเก้าตำลึง ให้ท่านแค่ตำลึงเดียว... ท่านมีทางเลือกสองทาง หนึ่ง ยอมรับหนึ่งตำลึง ข้าได้เก้า สอง ท่านไม่พอใจที่ข้าโลภ เลยไม่เอาสักแดงเดียว สุดท้ายเราต้องเอาเงินไปส่งทางการ ข้าอดได้เก้าตำลึง ท่านก็อดได้หนึ่งตำลึง... ถามว่า เงินหนึ่งตำลึงนี้ ท่านจะเอาหรือไม่เอา?"
เถ้าแก่หานทำหน้างง ก่อนจะยิ้มกว้าง "ต้องเอาสิ! เอาไว้ก็ได้หนึ่งตำลึง ถ้าปฏิเสธก็ไม่ได้อะไรเลย เสียประโยชน์เปล่าๆ!"
พูดจบเขาลุกขึ้นประสานมือคารวะเซี่ยอานด้วยความเลื่อมใส "ถ้าน้องชายเซี่ยไม่ชี้แนะ พี่ชายคงยังหลงทางอยู่... น้องชายไม่มาเป็นพ่อค้านี่น่าเสียดายจริงๆ! หนึ่งตำลึงนี้ พี่ชายเอา!"
คนอื่นๆ ก็เริ่มเข้าใจ ต่างพากันชื่นชมเซี่ยอานในใจ
เมื่อมีคนเปิด ก็มีคนตาม ไม่นานใบผ่านทางก็ขายดิบขายดี พ่อค้าต่างรีบส่งคนกลับไปเอาเงินที่จวน บางคนใจร้อนขี่ม้ากลับไปเอง เพราะกลัวราชสำนักรู้ตัวก่อน
ไม่ถึงชั่วโมง พ่อค้าเหล่านั้นก็กลับมาพร้อมตั๋วเงิน ทั้งตั๋วเงินหลวงและตั๋วเงินร้านตัวเอง
มีทั้งซื้อหนึ่งใบ สองใบ สามใบ แต่พอเซี่ยอานจัดโปรโมชั่นซื้อสี่แถมหนึ่ง ใบผ่านทางสองร้อยใบก็ขายหมดเกลี้ยงในพริบตา
เพราะพวกเขาเป็นพ่อค้า รู้ดีว่าโอกาสทองแบบนี้ห้ามพลาด ซื้อไปใช้ไม่หมด ก็เอาไปขายต่อเก็งกำไรได้ โลกนี้ไม่ได้มีแค่พวกเขาที่เป็นพ่อค้ารวยๆ สักหน่อย
สรุปแล้ว ความพยายามของคนในจวนตงกั๋วกงไม่สูญเปล่า กระดาษบางๆ สองร้อยใบ แลกเป็นตั๋วเงินปึกใหญ่ ยัดใส่หีบเหล็กจนเต็ม
"ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?" มองดูตั๋วเงินขาววอกในหีบ เซี่ยงชิงยิ้มแก้มปริ หันไปบอกเหลียงชิวอู่ "คุณหนู นี่มันเท่ากับงบประมาณสี่ห้าปีของค่ายเทพยุทธ์เลยนะ ถ้าไม่ติดว่าน้องเซี่ยห้ามไว้ ข้าอยากจะปั๊มขายอีกสักหลายร้อยใบ..."
"อืม!" เหลียงชิวอู่ยิ้มแก้มปริ พยักหน้ารัวๆ "เดี๋ยวเรียกประชุมทหาร จ่ายเบี้ยเลี้ยงย้อนหลังที่ค้างไว้ แล้วก็ตบรางวัลทุกคน..."
"ไม่เหมาะมั้ง?" เหยียนไคผู้สุขุมกระซิบเตือน "เราเพิ่งได้ลาภก้อนโตมา ถ้าทำเอิกเกริกเกินไป เดี๋ยวราชสำนักจะหมั่นไส้ จ่ายย้อนหลังก็พอ แล้วเพิ่มให้อีกนิดหน่อยก็พอแล้ว ขืนทำตัวรวยผิดปกติ เดี๋ยวจะมีคนนินทา..."
"จริงด้วย! งั้นเอาตามนั้น!" เหลียงชิวอู่พยักหน้าเห็นด้วย หันมามองเซี่ยอานด้วยความดีใจ "อาน ครั้งนี้ต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ!"
"อ้อ..." เซี่ยอานหลบตา อาศัยจังหวะที่เหลียงชิวอู่สั่งงาน ลากเซี่ยงชิงไปมุมห้อง
"พี่สาม ข้ามีเรื่องด่วนจะบอก..."
เซี่ยงชิงที่ยังเมามันกับกองเงิน สะดุ้งโหยงเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเซี่ยอาน "ว่ามาๆ..."
เซี่ยอานลังเลนิดหนึ่ง ก่อนกระซิบเสียงเบา "ที่จวนพี่สามมีของสต็อกไว้บ้างไหม?"
"ของสต็อก?" เซี่ยงชิงงง
"ก็พวก... แส้เสือ แส้กวาง อะไรพวกนั้นน่ะ เอามาให้ข้าสักร้อยสองร้อยอันสิ..."
"..." เซี่ยงชิงมองเซี่ยอานตาค้าง
"..."
"ฮะ ฮะ ฮ่าๆๆ..." หลังอึ้งไปพักใหญ่ เซี่ยงชิงก็ระเบิดหัวเราะออกมา จนเซี่ยอานหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย
"นี่คือเรื่องด่วนที่เจ้าว่า?"
"ด่วนที่สุด!" เซี่ยอานกัดฟันพูด
มองสีหน้าจริงจังของเซี่ยอาน เซี่ยงชิงก็พอจะเดาออกว่าทำไมเช้านี้เพื่อนเกลอมันถึงทำหน้าแบบนั้น ส่ายหน้าขำๆ กอดคอเซี่ยอานกระซิบ "ร้อยสองร้อยอันกินเข้าไปตายพอดี อีกอย่างที่จวนข้าไม่มีเยอะขนาดนั้น เดี๋ยวข้าให้คนเอามาให้สักสองอันก่อน..."
"อย่าบอกใครนะ..."
"รู้แล้วน่า!" เซี่ยงชิงส่งสายตา 'ไว้ใจพี่ชายได้เลย' ให้
ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างรู้กัน โดยไม่ทันสังเกตว่าด้านหลัง เหลียงชิวอู่กำลังมองพวกเขาด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ หน้าเริ่มดำทะมึน
"พี่สามเซี่ยง ข้าวสารสามพันต้าน ขนเสร็จหรือยัง?"
"เอ๋?" เซี่ยงชิงที่กำลังหัวเราะคิกคักกับเซี่ยอานหันขวับ เจอสายตาเย็นเยียบของเหลียงชิวอู่
"เอ่อ ยังเลย..."
"งั้นยังจะรออะไรอีกล่ะ?"
"..." เซี่ยงชิงอ้าปากค้าง เข้าใจความหมายทันที รีบหัวเราะแห้งๆ แล้วเผ่นแน่บ
มองเซี่ยงชิงที่หนีหางจุกตูด เหลียงชิวอู่หันมามองเซี่ยอานที่มีพิรุธ เดินเข้ามาใกล้ กดเสียงต่ำลอดไรฟัน "อาน คราวที่แล้วเจ้าตามพี่สามเซี่ยงไปที่อโคจรแบบนั้น เห็นแก่ที่ทำผิดครั้งแรกข้ายกโทษให้ แต่ถ้ามีครั้งหน้า... เจอ 'กฎบ้าน' แน่!"
"กะ... กฎบ้าน? มีกฎบ้านด้วยเหรอ?" แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมนางถึงพูดเรื่องนี้ แต่เซี่ยอานก็ตกใจ
"ใช่ อยากลองดีก็ได้นะ!" สายตาเตือนภัยระดับสูงสุดของเหลียงชิวอู่ทำเอาเซี่ยอานหนาวสันหลัง
แต่ว่า... แค่ขอแส้เสือสองอัน ถึงกับต้องใช้กฎบ้านเลยเหรอ? ไม่ขนาดนั้นมั้ง?
--- ณ จวนอัครมหาเสนาบดีจ่างซุน ---
ผู้หญิงที่ทำให้เซี่ยอานขวัญผวา ผู้หญิงที่กลัวโลกจะไม่วุ่นวาย จ่างซุนเซียงอวี่ กำลังยืนพิงโต๊ะในห้องหนังสือ ก้มมองฎีกาบนโต๊ะ
หลังโต๊ะไม้จันทน์แดง อัครมหาเสนาบดีเฒ่า จ่างซุนอิ้น วัยหกสิบกว่า มองหลานสาวสุดที่รักด้วยสายตาจนปัญญา
"ก๊อกๆ!" นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะ จ่างซุนเซียงอวี่ขมวดคิ้ว "ปู่ ฎีกาฉบับร่างบนโต๊ะปู่เนี่ย ใครเป็นคนเขียน?"
"เรียกว่าคุณปู่สิ... ช่างเถอะ" ผู้เฒ่าถอนหายใจ "ใต้เท้าเถียน รองเจ้ากรมคลัง ทำไมรึ?"
"ปู่อ่านหรือยัง?"
"นี่ยังเป็นแค่ฉบับร่างที่ส่งมาให้ข้าดู ข้ายังไม่ได้อ่านเลย มีอะไร?"
"ไม่ต้องอ่านแล้ว" จ่างซุนเซียงอวี่เอาพัดเคาะฎีกาฉบับนั้น พูดหน้าตาย "ไอ้โง่ที่ร่างฎีกาฉบับนี้ ลากไปประหารที่ประตูอู่เหมินได้เลย!"
"..." อัครมหาเสนาบดีเฒ่าที่กำลังลูบเครา ถึงกับชะงักค้าง
[จบแล้ว]