- หน้าแรก
- อัจฉริยะแกล้งโง่ ผมมองเห็นข้อมูลระดับพระเจ้า
- บทที่ 39 - เริ่มการวิวัฒนาการ
บทที่ 39 - เริ่มการวิวัฒนาการ
บทที่ 39 - เริ่มการวิวัฒนาการ
บทที่ 39 - เริ่มการวิวัฒนาการ
หวงจี๋วิจัยจนดึกดื่น ถึงได้กลับไปนอน
เช้าวันรุ่งขึ้นตื่นมาฝึกวิชา กินข้าวเที่ยงเสร็จ ก็กลับมาวิจัยต่อที่นี่
ใช้เวลาเพียงแค่วันเดียว หวงจี๋ก็เริ่มจับทางได้
วิธีการวิจัยของเขานั้นป่าเถื่อนมาก อันดับแรก สกัดไวรัสไข้หวัดใหญ่ธรรมดาออกจากเลือดของทังเหยียน จากนั้นใช้วิชาแพทย์อันล้ำเลิศของเขา วิเคราะห์อย่างรวดเร็วว่าร่างกายต้องดูดซึมยาชนิดไหนถึงจะกำจัดมันได้
หลังจากยาชนิดนั้นสามารถแก้ไข้หวัดใหญ่ได้จริง หวงจี๋ก็จะปลดล็อกข้อมูลการพยากรณ์ที่สอดคล้องกัน
ถึงตอนนี้พอกลับมาดูตัวยา หวงจี๋ก็จะรู้ผลการรักษาของยาชนิดใดๆ ต่อไวรัสชนิดใดๆ ได้ทันที
เหมือนกับการทำท่าทางมั่วๆ สักท่า ก็จะรู้อัตราการใช้พลังงานของท่านั้น
หวงจี๋ใช้ความรู้ของตัวเอง ทดลองสูตรยาใหม่ๆ
จากนั้นก็ดูอัตราความสำเร็จ ผลการรักษา และส่วนที่ยังขาดตกบกพร่อง
นั่นหมายความว่า หวงจี๋แทบไม่ต้องทดลองทางคลินิกเลย
ที่บอกว่า 'แทบไม่ต้อง' เพราะหวงจี๋ดูแค่ข้อมูลตัวเลขพวกนี้ ยังไม่รู้สึกถึงผลลัพธ์ที่แท้จริง
ผลการรักษา 10% มันเป็นความรู้สึกยังไง? ถึงเขาจะพอเดาได้ แต่ก็ไม่ชัดเจน
หวงจี๋ปรุงยาออกมา ฉีดให้ทังเหยียน แล้วสังเกตอาการของทังเหยียน ถึงจะรู้ว่า: อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง ก็ไม่ต่างกับไม่ได้กินยาเท่าไหร่เลยแฮะ...
ของอย่างไวรัส ถ้ายาที่ใช้มีผลแค่หนึ่งส่วน ก็เท่ากับไม่มีผล หรืออาจแย่กว่าเดิม เพราะไวรัสเชี่ยวชาญการกลายพันธุ์
การกดดันชั่วคราว อาจทำให้อาการดีขึ้นมาก แต่หลังจากนั้นการตีโต้ของไวรัสจะรุนแรงกว่าเดิม
ด้วยเหตุนี้ หวงจี๋จึงจินตนาการยาใหม่ๆ ไม่หยุด ไม่นานก็ค้นพบสูตรยาที่มีผลการรักษา 86%
ยาเฉพาะทางที่คนอื่นต้องวิจัยกันสามถึงห้าปีถึงจะออกมาได้ หวงจี๋ใช้เวลารวมแค่สิบเจ็ดชั่วโมง ก็ทำสำเร็จ
"เร็วกขนาดนี้เชียว... อุตส่าห์ตั้งเป้าไว้ว่าไม่เกินยี่สิบวัน..."
"สรุปแค่สิบเจ็ดชั่วโมงก็เสร็จแล้ว?"
หวงจี๋มองยาเฉพาะทางเวอร์ชั่นล่าสุดตรงหน้า รู้สึกเหมือนเพิ่งจะเริ่มเครื่องร้อนก็จบซะแล้ว
อย่าเห็นว่าผลการรักษาแค่ 86% ยังไม่ถึง 100% แต่นี่ก็เพียงพอแล้ว
เพราะจากการวิจัย หวงจี๋พบว่าสิ่งที่เรียกว่า 'ยาเฉพาะทาง' ขอแค่ได้ผล 60% ก็พอแล้ว ก็สามารถทำให้ผู้ติดเชื้อไวรัสหายป่วยได้
ความแตกต่างอยู่ที่ระยะเวลาที่ใช้ในการหาย และผลข้างเคียงที่ไม่เหมือนกัน
"ยาใดๆ ล้วนมีผลข้างเคียง"
"ยาเฉพาะทางที่มีผล 1 ถึง 50 มีผลยับยั้งในระดับต่างๆ กัน คล้ายกับยาอมใต้ลิ้นช่วยชีวิต รักษาไม่หายแต่ก็มีประโยชน์"
"60 ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้แล้ว 70 ก็แค่หายเร็วขึ้นหน่อย ผลข้างเคียงน้อยลงหน่อย"
"80 ก็แทบไม่มีผลข้างเคียงแล้ว ถ้าอย่างนั้น ขอแค่ผลการรักษาถึง 90 ก็จะเป็นสุดยอดยาเฉพาะทางที่เห็นผลทันตาและไม่มีผลข้างเคียงเลย"
"แล้ว 100 ล่ะ? น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าการรักษาที่สมบูรณ์แบบ หรือก็คือการหลอมรวมไวรัส ไม่เพียงไม่มีผลข้างเคียง กลับยังมีผลเชิงบวก คือวิวัฒนาการยีน"
หวงจี๋ไม่ได้หยุดมือ แต่ยังคงค้นหายาเฉพาะทางที่ดีกว่าเดิม
แต่คิดไม่ถึงว่า ผ่านไปอีกสองวัน หวงจี๋กลับปรุงยาที่ดีกว่านี้ไม่ได้เลย
"ไม่ถูก ทางเดินของผมผิด"
"สารเคมีง่ายๆ ไม่สามารถให้ผลการรักษาที่ดีกว่านี้ได้แล้ว ต่อให้มี ก็ต้องเป็นสูตรผสมที่ซับซ้อนสุดขีด แม้ผมจะรู้ว่าขาดสารประกอบด้านไหน แต่การจับคู่ผสมผสานมันมีไม่สิ้นสุด เวลาสั้นๆ จินตนาการออกมาไม่หมดแน่"
"ผมไม่ควรคิดว่าจะใช้แค่ยาเพียวๆ ก็สามารถทำหลอมรวมที่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ได้"
"ไวรัสเดิมทีก็ต้องผ่านการแบ่งตัวกลายพันธุ์นับครั้งไม่ถ้วน เพื่อปรับตัวเข้ากับร่างกายมนุษย์ สุดท้ายความเป็นพิษต่อมนุษย์จะต่ำลงเรื่อยๆ ความเป็นประโยชน์จะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปรับตัวเข้ากับมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ ถึงจะหลอมรวมเข้าสู่ลำดับยีน"
"การที่ผมใช้ยาอย่างเดียว มันหยาบกระด้างเกินไป แทบไม่ให้เวลาไวรัสได้ปรับตัวเลย เหมือนกับการใช้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อแบบเหมารวม"
ไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดหนึ่ง รุ่นแรกที่เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ สมมติว่าเป็นเลเวล 1
ส่วนการหลอมรวมยีนเข้าร่างกายมนุษย์ในท้ายที่สุด นับเป็นเลเวล 100
ไวรัสแม้จะมีความสามารถในการกลายพันธุ์ที่รวดเร็ว แต่จาก 1 ถึง 100 ก็ต้องใช้เวลา
การกลายพันธุ์ที่เกิดจากการแบ่งตัวไม่หยุด เป็นการสุ่ม เพียงแต่ในการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ตัวที่เหมาะสมกว่าจะรอดชีวิต
ในกระบวนการนี้ ไวรัสมีความเป็นพิษตลอดเวลา มันเป็นต้นตอของโรค ก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ และอาจฆ่ามนุษย์ได้
ระบบภูมิคุ้มกันก็ไม่ใช่กระจอก ก็จะหาทางกำจัดไวรัสเพื่อความอยู่รอด มีความเป็นไปได้สูงที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องตายกันไปข้าง
ทำให้ในความเป็นจริง ไวรัสอัปเกรดไม่ถึงเลเวล 100 หรอก ถ้ามันเก่งเร็วเกินไป อาจจะแค่ไม่กี่สิบเลเวล ก็ทำคนป่วยตายแล้ว...
ถ้ามันเก่งช้าเกินไป แค่สิบกว่าเลเวล ก็โดนระบบภูมิคุ้มกันกำจัดเพราะกากเกิน
บวกกับสถานการณ์ต่างๆ เช่น โฮสต์ตายด้วยอุบัติเหตุ หมอสร้างยาเฉพาะทางออกมา...
ในการต่อสู้แบบเธอตายฉันรอดนี้ ระหว่างทางของการปรับตัว ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายไป
ภายใต้การกลายพันธุ์แบบสุ่มของไวรัส โอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะสมดุลกัน พอดีไม่มีโรคแทรกซ้อนร้ายแรง ไวรัสพัฒนาไปได้อย่างสันติ มีความเป็นไปได้ต่ำมาก
ต้องอาศัยการสะสมรุ่นสู่รุ่น
แม้โฮสต์จะตาย แต่มันแพร่เชื้อออกไปแล้ว วิวัฒนาการไปนิดหน่อยแล้วก็ทำโฮสต์ตายอีก ก็เปลี่ยนบ้านใหม่
สืบทอดแบบนี้ไปเรื่อยๆ หลายพันปีหลายหมื่นปี ตราบใดที่ไม่ถูกมนุษย์สร้างภูมิคุ้มกันได้ วันหนึ่งมันจะกลายเป็นไวรัสที่มีประโยชน์ และหลอมรวมเข้าสู่ยีน
และก่อนจะถึงเลเวล 100 มันก็ยังเป็นไวรัส แค่แทบไม่มีโทษแล้ว
เพราะแทบไม่มีโทษ จึงยิ่งเอื้อต่อการแพร่เชื้อ
ผู้ติดเชื้อไม่รู้ตัวเลยว่าติดเชื้อ ดังนั้น ไวรัสที่เกือบจะเลเวลตันแบบนี้ จะแพร่เชื้อไปสู่ทั้งเผ่าพันธุ์อย่างเงียบเชียบ เว้นแต่จะมีภูมิประเทศกั้นขวาง
สุดท้ายผลลัพธ์ของการถึงเลเวลตัน ก็คือทั้งเผ่าพันธุ์ภายในสองสามรุ่น จะวิวัฒนาการพร้อมกันไปอีกขั้น
ก้าวนี้ ถ้าใหญ่หน่อย อาจจะข้ามสายพันธุ์กลายเป็น 'สปีชีส์' ใหม่เลย
ถ้าเล็กหน่อย อาจเป็นแค่ 'สปีชีส์ย่อย' เล็กลงมาอีก อาจแค่เปลี่ยน 'สายพันธุ์'
"การปรับตัวของไวรัสชนิดหนึ่ง มียาอย่างเดียวไม่พอ ตัวไวรัสเองก็ยังไม่โตเต็มที่ เหมือนกับผมจะดันทุรังเอาของเลเวลห้าสิบ ไปหลอมรวมให้ได้ผลลัพธ์เลเวลร้อย"
"ผมควรจะกดดันไปพร้อมกับเลี้ยงดูมัน ให้มันเติบโต... ฝึกมันจนเชื่องและไม่มีพิษภัย"
หวงจี๋วางแผนได้อย่างรวดเร็ว อันดับแรกเอาตัวเองไปติดเชื้อ
จากนั้นไวรัสต้องแบ่งตัวอย่างบ้าคลั่ง ทำลายเซลล์ ระบบภูมิคุ้มกันก็จะหาทางกำจัดมัน ความน่าจะเป็นคือสองฝ่ายต้องตายกันไปข้าง
ตอนนี้แหละที่หวงจี๋จะแทรกแซง ใช้แผนการรักษาต่างๆ เข้าไป 'กรรมการห้ามมวยแบบลำเอียง' ไวรัสแรงไปก็กดไวรัส ภูมิคุ้มกันแรงไปก็กดภูมิคุ้มกัน ห้ามไม่ให้สร้างแอนติบอดีที่ตรงรุ่นออกมา
ทำแบบนี้อาการป่วยจะไม่รุนแรงเกินไป และไวรัสก็ได้เติบโตในร่างกาย ทำให้ตัวเองอยู่ในสภาวะ 'เป็นหวัดเล็กน้อย' ตลอดเวลา
คิดได้ดังนี้ หวงจี๋ก็เบนความสนใจไปที่ยารักษาที่มีผลหลายร้อยชนิดที่เขาสรุปได้จากการทดลองมหาศาลในช่วงนี้
ล้วนเป็นยาที่เขาเมินก่อนหน้านี้ เพราะผลการรักษาต่ำกว่า 60%
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่า ยาพวกนี้ทำได้แค่กดไวรัสชั่วคราว พอยาหมดฤทธิ์ ไวรัสก็จะเก่งขึ้น แล้วกลับมาอาละวาดใหม่
โดยเฉพาะพวกที่ได้ผล 10% จะมีประโยชน์อะไร? ส่ง EXP ให้ไวรัสเหรอ?
แต่พอมาคิดตอนนี้ นี่ไม่ยิ่งดีเหรอ? ก็ต้องการส่ง EXP ให้นี่แหละ
เขาลองจับคู่ดู นำยาประสิทธิภาพต่ำหลายสิบชนิด มาจัดเป็นชุดการรักษาใหญ่ยี่สิบขั้นตอน
"นั่นไง! ยาที่ผลการรักษาแค่ 10% ยี่สิบชนิด ใช้สลับกัน กดดันไวรัสแบบขาดๆ หายๆ ประสิทธิภาพของแผนการรักษานี้คือ 89%!"
หวงจี๋รู้ว่ามาถูกทางแล้ว จึงจับคู่ต่อไป
เวลาล่วงเลยมาถึงคืนวันที่ 3 พฤษภาคม ในที่สุดเขาก็หาชุดรักษาที่ได้ผล 99% เจอ
และในขณะเดียวกัน เขาก็เข้าใจแล้วว่า แผนการที่สมบูรณ์แบบแท้จริงคืออะไร
ปรับเปลี่ยนตามเวลา สถานที่ และตัวบุคคล...
ทางแก้ที่ประสิทธิภาพ 100% มีอยู่แค่ในตัว 'บุคคล' เท่านั้น ในโลกนี้ไม่มีวิธีที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน
วิชา "เน่ยจิง" ของเขาก็เหมือนกัน เป็นวิทยายุทธ์สุดยอดสำหรับหวงจี๋คนเดียว แถมในอนาคตตัวเขาเองยังต้องปรับปรุงไปเรื่อยๆ จะให้คนอื่นมาเรียนแล้วได้ผลเท่ากันคงเป็นไปไม่ได้
ดังนั้น 'ยาหลอมรวมยีน' ก็เช่นกัน
ทุกคนต้องมีเวอร์ชั่นเฉพาะตัว เรื่องยีนผิดเพี้ยนนิดเดียวไม่ได้ ยาพันธุกรรมในนิยายที่บอกว่าฉีดปุ๊บทุกคนได้ผลเหมือนกันหมด มันเหมือนกับ 'ล็อกผลลัพธ์ไว้อย่างไร้เหตุผล'
หวงจี๋ต้องปรุงยาที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่สุด ตามการกลายพันธุ์ของไวรัส
ไม่ฆ่าให้ตายสนิท ตีให้เหลือเชื้อไว้ ดูมันเติบโต แล้วตีให้เหลือเชื้ออีก
ผ่านการล้างบางแบบวันสิ้นโลก เพื่อผลักดันให้มันพัฒนา แล้วเสริมด้วยสารเร่งการปรับตัวที่หวงจี๋สร้างมาเพื่อตัวเองโดยเฉพาะ เพื่อย่นระยะเวลา
ใช้ร่างกายเลี้ยงพิษ เดินหมากทีละก้าว
สุดท้ายหลอมรวมสารพันธุกรรมของไวรัสที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาอย่างโชกโชน
ใช้ประโยชน์จากไวรัส ฝึกไวรัสให้เชื่อง สุดท้ายนำชิ้นส่วนวิวัฒนาการความเร็วสูงของไวรัส มาเติมเต็มในลำดับยีน
คิดแล้วก็ทำ พอทำแล้วก็จะพยากรณ์ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดได้
คราวนี้ หวงจี๋รับรู้ได้ถึง ความยืดหยุ่นและศักยภาพในการเติบโตของไวรัส รวมถึง 'ความเข้ากันได้กับยีนมนุษย์'
ไวรัสมีร้อยแปดพันเก้า ไม่ใช่แค่มนุษย์ที่ต้องวิวัฒนาการ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนต้องการ มีแค่หยิบมือเดียวที่เหมาะกับมนุษย์
และความเหมาะสมนั้น ก็มีสูงมีต่ำ
หวงจี๋เปรียบเทียบตัวอย่างไวรัสในมือ พบว่า H1N1 คือไวรัสที่ดีที่สุดในมือตอนนี้ ความเข้ากันได้สูงมาก ศักยภาพติดอันดับ 36 ของโลก
"เริ่มเลยแล้วกัน!"
หวงจี๋เอาตัวเองไปติดเชื้อ H1N1 จากนั้นตามสถานการณ์จริง ใช้เวลา 25 นาที จินตนาการยาที่ตรงจุดแบบสดๆ ร้อนๆ อย่างประณีต แล้วใช้เวลาอีก 2 ชั่วโมงสังเคราะห์มันออกมา แล้วฉีดเข้าตัวเองทันที
จากนั้นก็ปรุงสารเร่งการปรับตัวเฉพาะบุคคล เร่งให้ไวรัสปรับตัวเข้ากับร่างกายของเขา เท่ากับทำให้การกลายพันธุ์ของไวรัสมีทิศทางที่กำหนดไว้บ้าง
"แบ่งได้เป็นสามระยะ แต่ละระยะกินเวลาอย่างน้อย 30 วัน"
"ระยะแรก ลดการแพร่เชื้อของไวรัสลงอย่างมีประสิทธิภาพ เหลือแค่การติดต่อทางเลือด ช่องทางอื่นจะไม่แพร่เชื้อให้คนอื่น"
"ระยะที่สอง กำจัดโรคแทรกซ้อนเกือบทั้งหมด เหลือแค่อาการหวัดเล็กน้อย ช่วงนี้ภูมิต้านทานจะลดลง ติดเชื้อไวรัสอื่นได้ง่ายมาก... แต่ไม่เป็นไร จับตุ๋นรวมกันให้หมด! ไวรัสตัวเดียวถ้าไม่ได้มีศักยภาพเทพจริงๆ ก็เป็นแค่ชิ้นส่วนยีนเล็กๆ ต่อให้หลอมรวมก็เปลี่ยนไปไม่มาก พอดีเลย เอาไวรัสหลายตัวมาซ้อนทับกัน ยิ่งชิ้นส่วนเยอะ ผลลัพธ์ยิ่งดี"
"ระยะสุดท้าย ช่วงนี้แทบจะเหมือนคนปกติแล้ว รอแค่การเชื่อมต่อชิ้นส่วนยีนในขั้นตอนสุดท้าย"
การปรับตัวเสร็จสมบูรณ์ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน หลังยีนหลอมรวม หวงจี๋จะวิวัฒนาการในพริบตา
และ ณ ขณะนี้ หวงจี๋ก็มองเห็นอายุขัยที่คาดการณ์ของตัวเองพุ่งพรวดขึ้นมาแล้ว
นี่คืออายุขัยสูงสุดทางทฤษฎีหลังวิวัฒนาการ... 178 ปี!
[จบแล้ว]