เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 ความเด็ดเดี่ยวของเฉินหลิน, สังหารเสียให้สิ้นเรื่อง!

บทที่ 10 ความเด็ดเดี่ยวของเฉินหลิน, สังหารเสียให้สิ้นเรื่อง!

บทที่ 10 ความเด็ดเดี่ยวของเฉินหลิน, สังหารเสียให้สิ้นเรื่อง!


สิ่งที่เฉินหลินต้องการโดยธรรมชาติก็คือประโยคนี้ของท่านเเม่ทัพอู่

อีกฝ่ายมีอำนาจบารมีล้นฟ้า ควบคุมดูแลปัจจัยพื้นฐานหลายแห่งภายในเมือง อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทางการ มีเขาพยักหน้าเห็นชอบ การที่ตนเองต้องการจะพุ่งเป้าไปที่หลี่เหยียนก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายดาย

ทันใดนั้น

เขาก็พยักหน้ารับคำ

“ท่านแม่ทัพโปรดวางใจ ข้าน้อยจะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน จะไม่ยอมให้มีอสูรปีศาจตนใดปรากฏตัวขึ้นสร้างความวุ่นวายตามอำเภอใจภายในเมืองเป็นอันขาด!”

ท่านเเม่ทัพอู่พยักหน้าเล็กน้อย

“เจ้าเป็นคนที่รู้จักกาละเทศะ ในยุคสมัยนี้จะหาเรื่องผู้ใดก็ย่อมได้ แต่มีเพียงอสูรปีศาจเท่านั้นที่ไม่ได้ เมื่อพบเจอจะต้องกำจัดให้สิ้นซาก!”

“ในเมื่อเจ้ารู้แล้ว ก็จงลงไปได้”

“เรื่องนี้ข้าให้เวลาเจ้าสามวันในการตรวจสอบให้แล้วเสร็จ ถึงเวลานั้นเจ้าสมควรจะบอกเล่าต้นสายปลายเหตุให้ข้าฟังได้ ข้าต้องการทราบเรื่องราวทั้งหมด หากคิดจะตบตาข้า ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรเจ้าย่อมรู้ดี”

เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้

เฉินหลินก็เหงื่อไหลราวกับสายฝนในทันที รีบรับคำพลางถอยหลังออกจากห้องหนังสือ จนกระทั่งออกจากบริเวณคฤหาสน์แล้ว จึงเผยรอยยิ้มออกมา ในแววตากลับฉายแววหวาดเกรงอยู่หลายส่วน

“หลี่เหยียน ไม่คาดคิดว่าเคล็ดวิชาดาบของเขาจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้!”

“ข้ากับเขามีเรื่องบาดหมางกัน เมื่อวานยังพึ่งจะหาเรื่องเขาไป การที่จะเป็นมิตรต่อกันนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้แล้ว เช่นนั้นแล้วก็มีเพียงต้องใจเหี้ยมโหดอำมหิตสักหน่อย กำจัดเจ้าให้สิ้นซากไปเสีย”

โดยปกติแล้ว ภายในเมืองไม่อนุญาตให้มีการฆ่าคนตามอำเภอใจ

แต่เมื่อมีคำสั่งของท่านเเม่ทัพอู่ เรื่องราวย่อมแตกต่างออกไป

ยิ่งไปกว่านั้น เฉินหลินเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ แต่หลี่เหยียนกลับเป็นเพียงสามัญชน ถึงเวลานั้นตนเองก็แค่ยัดข้อหาว่าถูกอสูรปีศาจชิงร่าง จากนั้นก็ลงมือสังหาร เรื่องราวก็เป็นอันประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

และที่สำคัญ การทำเช่นนี้

เขายังสามารถยักยอกค่าแรงในส่วนของหลี่เหยียนมาเป็นของตนได้อีกด้วย บรรลุเป้าหมายทั้งหมด มีเหตุผลใดที่จะไม่ทำเล่า?

ยามอู่

หลี่เหยียนถือห่อของสองสามห่อกลับมาถึงบ้าน

เมื่อมีเงินแล้วก็ย่อมต้องปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

เรื่องอื่นยังไม่ต้องกล่าวถึง แต่ระดับของอาหารการกินนั้นเขาจะต้องยกระดับขึ้นมาให้ได้ ด้วยเหตุนี้หลี่เหยียนจึงตั้งใจไปซื้อข้าวสาร แป้ง เนื้อ และผักมาจำนวนหนึ่ง รวมๆ แล้วน่าจะพอกินได้ประมาณห้าวัน

และเพียงแค่ใช้จ่ายไปเท่านี้ ค่าแรงจากการทำงานล่วงเวลาในวันนี้ก็ถูกใช้จนหมดสิ้น พรุ่งนี้ยังคงต้องคิดหาวิธีหาเงินต่อไป

“แต่ว่าเรื่องเงินทองนั้นเป็นปัญหาเล็กน้อยแล้ว”

“ข้ากลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์แล้ว พลังการต่อสู้ก็ไม่ธรรมดา หากนำออกไปเสนอในตลาด ไม่ว่าจะไปที่ใดย่อมเป็นที่ต้องการตัว ขอเพียงแค่เต็มใจ ก็สามารถขายพลังการต่อสู้เพื่อแลกกับเงินจำนวนมากได้ทุกเมื่อ”

“เพียงแต่การทำเช่นนั้น ข้าย่อมต้องสูญเสียอิสรภาพไปส่วนหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย”

“ดังนั้นสองวันนี้ยังคงต้องออกไปเดินสำรวจในเมืองให้มากขึ้น ดูว่ามีงานใดที่เหมาะสมบ้าง บางทีสำนักยุทธ์เทียนเฮ่ออาจจะเป็นทางเลือกที่ไม่เลว?”

หลังจากที่หลี่เหยียนกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์แล้ว เขาก็ไม่ได้รู้สึกต่อต้านสำนักยุทธ์อีกต่อไป

ในความคิดของเขา สำนักยุทธ์ฝึกสอนศิษย์ ย่อมต้องการผู้ฝึกยุทธ์คอยประจำการดูแลความสงบเรียบร้อย หรือไม่ก็ทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอน ด้วยความสามารถของเขา การเข้าไปหาเลี้ยงปากท้องคงไม่ใช่ปัญหา

หรืออาจจะไปเป็นทหารรักษาเมือง ก็น่าจะได้ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย

งานอาจจะไม่สบายนัก แต่เงินทองที่ได้มานั้นย่อมไม่น้อยอย่างแน่นอน เพียงแต่การทำเช่นนั้นอาจจะต้องเผชิญหน้ากับอสูรปีศาจ จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเสียก่อนหลี่เหยียนจึงจะสามารถตัดสินใจได้

เอี๊ยด

ประตูไม้ถูกผลักเปิดออก ส่งเสียงเสียดสีจนน่าเสียวฟัน

หลี่เหยียนถือห่อของเดินเข้ามาในบ้าน ยังไม่ทันจะได้แบ่งปันความสุขกับภรรยาสาว สีหน้าก็พลันเย็นชาลง ในแววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง

เขามองไปยังเตียงนอน

เย่ยวี่หายตัวไปแล้ว

“มีคนบุกเข้าปล้นในบ้าน หรือว่าอสูรปีศาจบุกโจมตีในเวลากลางวัน?”

ในหัวของหลี่เหยียนราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่าน เขาวางห่อของลงในทันทีแล้วเริ่มวิเคราะห์

ภายในบ้านสะอาดเรียบร้อย ผ้าห่มบนเตียงถูกพับไว้อย่างเป็นระเบียบ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้แม้แต่น้อย ไม่เหมือนมีคนปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันแล้วเข้าจู่โจมฉุดคร่าเย่ยวี่ไป

เช่นนั้นก็เป็นการโจมตีของอสูรปีศาจ?

หลี่เหยียนร้องเรียกความยุ่งยากอยู่ในใจ

ในบรรดาอสูรปีศาจ มีตัวตนที่ไร้รูปร่างอยู่ไม่น้อย สามารถแทรกซึมเข้าสู่จิตใจ ควบคุมร่างกายได้ ส่งผลให้สถานที่เกิดเหตุไม่มีร่องรอยใดๆ หลงเหลืออยู่ ซึ่งนี่มักจะเป็นสิ่งที่ร้ายแรงถึงชีวิตอย่างยิ่ง!

หากคนธรรมดาต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ เรียกได้ว่าไม่มีโอกาสรอดชีวิตเลยแม้แต่น้อย

“บัดซบ ตอนนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่อสูรปีศาจจะบุกโจมตีครั้งใหญ่ อีกทั้งยังเป็นเวลากลางวัน เหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้?”

ชั่วขณะหนึ่งหลี่เหยียนทำอะไรไม่ถูก

การกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับเก้านั้นแข็งแกร่งมาก

แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าอสูรปีศาจแล้ว กลับไม่นับว่าเป็นอะไรได้

ความสุขจากการทะลวงระดับถูกเจือจางลง ที่เข้ามาแทนที่ทั่วทั้งร่างคือความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงที่ยากจะบรรยาย จนทำให้หลี่เหยียนรู้สึกสับสนงุนงง ราวกับว่าทุกสิ่งที่ทำไปก่อนหน้านี้ล้วนเป็นความพยายามที่สูญเปล่า

เอี๊ยด

เสียงประตูไม้ที่คุ้นเคยดังขึ้นอีกครั้ง

ตามมาด้วยเสียงสตรีที่เจือความยินดีเล็กน้อย

“สามี? เหตุใดท่านจึงกลับมาบ้านเร็วถึงเพียงนี้?”

หลี่เหยียนหันขวับไปมอง ก็เห็นภรรยาสาวเย่ยวี่ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า นางสวมเสื้อผ้าหนาๆ ที่เรียบง่าย มีรอยปะอยู่หลายแห่ง

ในอ้อมแขนของนางกอดฟืนไว้กำหนึ่ง ร่างกายสั่นสะท้านเล็กน้อยท่ามกลางลมหนาว

หลี่เหยียนเห็นดังนั้น ก็รีบยื่นมือไปดึงนางเข้ามาในบ้าน แล้วปิดประตูลง บานประตูไม้บางๆ ช่วยป้องกันลมหนาวไว้ด้านนอก ภายในบ้านจึงค่อยๆ อบอุ่นขึ้น

“สามี ตอนนี้เป็นเวลากลางวัน อย่าพึ่ง...”

เมื่อถูกดึงเช่นนั้น ฟืนในอ้อมแขนของเย่ยวี่ก็ร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังเกลื่อนกลาด ร่างทั้งร่างแนบชิดอยู่กับแผงอกของหลี่เหยียนอย่างควบคุมไม่ได้ บนใบหน้าพลันปรากฏรอยแดงขึ้นสองแห่งด้วยความเขินอาย

ทว่า ความรู้สึกเช่นนี้ดูเหมือนจะดีไม่น้อย?

อ้อมกอดของสามีนั้นอบอุ่น ทำให้เมื่อซบลงไปแล้วรู้สึกสบายเป็นพิเศษ

หากเป็นตอนกลางคืนก็จะดียิ่งขึ้นไปอีก...

“ข้าบอกให้เจ้าอยู่บนเตียงอย่าได้เดินไปไหนมิใช่หรือ? เหตุใดจึงไม่เชื่อฟัง?”

หลี่เหยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก อุ้มนางขึ้นไปวางบนเตียง จากนั้นก็ก้มตัวลงไปเก็บฟืนที่ตกอยู่บนพื้น แล้วจุดไฟที่เตา

เย่ยวี่ก้มหน้าลง น้ำเสียงลังเลเล็กน้อย

“ข้าทำงานได้ สามีอย่าได้เป็นห่วงข้าถึงเพียงนั้นเลย แค่เก็บฟืนเท่านั้นเอง”

หลี่เหยียนจุดไฟให้ลุกโชน แล้วหยิบเนื้อออกมาวางบนเขียงเพื่อหั่น

“ให้เจ้าพักผ่อน ก็จงพักผ่อนเสีย แค่ฟืนเพียงน้อยนิด มีอะไรให้ต้องเก็บอีก? คราวหน้าข้าจะซื้อมาสักสองสามมัดให้คนมาส่งถึงหน้าประตูเลย”

“จริงด้วย วันนี้ตอนเที่ยงเราจะกินเนื้อกัน คราวนี้เจ้าจะได้กินให้เต็มที่ไปเลย”

ในเมืองไม่เหมือนกับในชนบท

การจะหาฟืนที่ไม่มีเจ้าของนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เย่ยวี่พูดอย่างง่ายดาย แต่คาดว่าคงจะค้นหาอยู่แถวนี้นานมาก จึงจะหามาได้เต็มอ้อมแขนเช่นนี้

“กินเนื้อ?”

เมื่อได้ยินคำนี้ ดวงตาของเย่ยวี่ก็เป็นประกายขึ้นมา น้ำลายแทบจะไหลออกมา

กระต่ายที่หลี่เหยียนนำกลับมาเมื่อคืนดูเหมือนจะตัวไม่เล็ก

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อนำเครื่องในออก ขูดหนังทิ้งไป ปรุงสุกแล้วปริมาณเนื้อที่กินได้ก็มีไม่มากนัก

นางนึกถึงว่าสามีบาดเจ็บอยู่ ตนเองจึงแทบไม่ได้กินเข้าไปกี่คำ อย่างมากก็แค่พอให้หายอยากเท่านั้น บัดนี้เมื่อได้ยินว่าจะได้กินเนื้ออีก ก็ยิ่งอดใจไว้ไม่ไหว

“สามี ท่านไปเอาเงินมาจากที่ใดมาซื้อเนื้อ?”

แต่ในทันใดนั้น

เย่ยวี่ก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย พลิกตัวไปหาทันทีเพื่อหากล่องเงินที่ซ่อนไว้ใต้เตียง ราวกับกำลังสงสัยว่าเขาเอาเงินค่าคุ้มครองไปซื้อเนื้อเสียแล้ว

จนกระทั่งยืนยันว่าเงินในกล่องไม่ได้ลดน้อยลงไป

ภรรยาสาวจึงได้ผ่อนคลายลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นความสงสัยใคร่รู้

“วันนี้ทำงานเพิ่ม สถานที่ฆ่าสัตว์ก็จ่ายค่าแรงให้”

หลี่เหยียนบอกความจริงออกไป แต่มือไม้กลับไม่ได้ช้าลงแม้แต่น้อย เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วในห้องครัว ไม่นานนักบะหมี่หน้าเนื้อชิ้นใหญ่หอมกรุ่นสองชามก็พึ่งทำเสร็จใหม่ๆ

“มาเถิด กินมื้อเที่ยงก่อนแล้วค่อยคุยกัน”

จบบทที่ บทที่ 10 ความเด็ดเดี่ยวของเฉินหลิน, สังหารเสียให้สิ้นเรื่อง!

คัดลอกลิงก์แล้ว