- หน้าแรก
- บุปผาเปื้อนดินกับสามีทมิฬผู้ล่าคนพาล
- บทที่ 13 เผชิญหน้าท่านย่า
บทที่ 13 เผชิญหน้าท่านย่า
บทที่ 13 เผชิญหน้าท่านย่า
บทที่ 13 เผชิญหน้าท่านย่า
นางโจวไม่อยากยกห้องของลูกสาวให้เจียงฉือพัก
ทว่านับตั้งแต่เจียงฉือกลับมาคราวนี้ นิสัยใจคอของนางเปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหว อีกทั้งข้างกายยังมีสามีผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ยืนทะมึนอยู่
นับตั้งแต่พบหน้า ชายผู้นี้ไม่เอ่ยทักทายใครสักคำ หากไม่ใช่เพราะตอนอยู่หน้าประตูเขาเอ่ยทักชายชราไปประโยคหนึ่ง พวกนางคงนึกว่าเป็นใบ้ไปแล้ว
ที่สำคัญคือ สายตาที่เขามองมานั้นช่างเย็นยะเยือกชวนขนลุก
นางโจวรู้อยู่เต็มอกว่าการกลับมาของเจียงฉือในครั้งนี้ดูผิดแผกไปจากเดิม การมาเยี่ยมบ้านครั้งนี้ย่อมไม่ใช่การมาเยี่ยมเยียนธรรมดาแน่
ในเมื่อผู้ชายในบ้านไม่อยู่กันสักคน นางจึงไม่กล้าแตกหักกับเจียงฉือซึ่งหน้า
ท่าทีของเจียงฉือที่ดูยิ้มแย้มแต่แฝงความดุดัน ทำให้นางลังเลที่จะปฏิเสธ ขณะที่กำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แม่สามีก็เดินออกมาจากห้องโถงใหญ่
"ใครกัน? เอะอะมะเท่งอะไรกันดึกดื่นป่านนี้ ข้าจะหลับจะนอนก็ไม่ได้นอน"
หญิงชรารูปร่างผอมเกร็ง โหนกแก้มสูง ผิวหนังเหี่ยวย่นสีเหลืองซีด ดวงตาเล็กหยีฉายแววร้ายกาจและขี้งกออกมาอย่างชัดเจน
เมื่อเห็นแม่สามี นางโจวก็เหมือนเห็นระฆังช่วยชีวิต รีบถลันเข้าไปหา "ท่านแม่ อาฉือเจ้าค่ะ นางพาสามีกลับมาเยี่ยมบ้าน"
"อาฉือ?"
หญิงชราทวนชื่อซ้ำ หัวใจกระตุกวูบ
นางอายุเกือบเจ็ดสิบแล้ว สายตาจึงฝ้าฟางมองเห็นไม่ชัดนัก
ประกอบกับเจียงฉือเปลี่ยนแปลงไปมากจนแทบจำไม่ได้ แต่เมื่อได้ยินสะใภ้ยืนยันและเพ่งมองดูดีๆ ก็พบว่าเป็นเจียงฉือจริงๆ
ข้างกายเด็กสาวมีชายร่างสูงใหญ่หน้าตาหล่อเหลายืนอยู่ ทำเอานางตะลึงงันไปชั่วขณะ
"ท่านย่า หลานพาลูกเขยหลานมาคารวะท่านเจ้าค่ะ" เจียงฉือเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
ท่าทางที่ดูสง่าผ่าเผยและมั่นใจของเจียงฉือ แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิงจนหญิงชรานึกฉงน
แต่นางพลันนึกถึงคำพูดที่เจียงหมิงฮุ่ยเล่าให้ฟังเมื่อวาน
นางเพิ่งตระหนักได้ว่า ที่เจียงหมิงฮุ่ยพูดมาเป็นความจริง
ชายผู้นี้ดูไม่เหมือน 'โจวยมทูต' ในตำนานที่เขาเล่าลือกันเลยสักนิด
นางขมวดคิ้วทันที "ยังมีหน้ากลับมาอีกเรอะ?"
"ท่านย่า ข้าแต่งงานแล้ว ทำไมจะกลับมาเยี่ยมบ้านไม่ได้ล่ะเจ้าคะ?"
หญิงชรามองโจวเฉิงที่ยืนหน้านิ่งไร้อารมณ์ แล้วชี้หน้าถาม "งั้นไอ้หมอนี่เป็นใคร?"
"ท่านย่า ท่านเลอะเลือนไปแล้วหรือเจ้าคะ? นี่ก็คือสามีที่ท่านหาให้ข้าเองกับมือไม่ใช่หรือ? ก่อนจะส่งตัวข้าไป ท่านไม่รู้แม้กระทั่งว่าสามีข้าหน้าตาเป็นอย่างไรเลยหรือเจ้าคะ?"
"นะ... นี่เจ้า... เจ้ากล้าด่าว่าข้าเลอะเลือนรึ?" ใบหน้าของหญิงชราแดงก่ำด้วยความโกรธ
นางโจวคาดไม่ถึงว่าเจียงฉือจะกล้ากำแหงถึงเพียงนี้ ลำพังไม่เห็นหัวนางก็แล้วไปเถอะ แต่นี่ถึงกับไม่เห็นหัวย่าตัวเอง
ในใจนางกลับลอบยินดี เพราะการล่วงเกินหญิงชรา ก็เท่ากับประกาศศัตรูกับคนทั้งบ้าน
"เจียงฉือ เจ้ามันเด็กไร้มารยาท กล้าดียังไงมาพูดจาสามหาวกับย่าแบบนี้"
เจียงฉือแสร้งทำท่าตกใจ "บ้านเรามีกฎระเบียบด้วยหรือเจ้าคะ? ความละอายแก่ใจก็ไม่มี คุณธรรมน้ำมิตรก็ไม่เห็นจะมี แล้วยังจะต้องรักษากฎอะไรกันอีก? น่าขำสิ้นดี"
"ป้าสะใภ้ ท่านรีบไปเก็บกวาดห้องให้ข้าเถอะ ถ้าข้าลงมือทำเอง ข้าไม่รับประกันว่าจะดูแลข้าวของของเจียงหมิงเหยียนได้ดีหรอกนะ"
"ถ้าทำแตกหักเสียหายอะไรไป อย่ามาโทษข้าทีหลังล่ะ"
"เจียงฉือ เจ้าจงใจกลับมาหาเรื่องใช่ไหม?" นางโจวโกรธจนตาแทบถลน
เจียงฉือยิ้มมุมปากอย่างไม่ยี่หระ "จะว่าอย่างนั้นก็ได้เจ้าค่ะ แต่ข้าไม่ได้มาหาเรื่องเปล่าๆ ข้ามาเอาของ"
ดวงตาของนางโจวกลอกกลิ้ง นางเข้าใจทันทีว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร
นางแสร้งทำเป็นไขสือ "ลูกสาวแต่งออกก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป ของในบ้านตระกูลเจียงไม่มีชิ้นไหนเป็นของเจ้า อย่าลืมสิว่าตอนนี้เจ้าเป็นคนนอกแล้ว ยังจะมาคิดเอาของจากบ้านเดิมอีก ไม่กลัวชาวบ้านเขานินทาเอาหรือ?"
ย่าเจียงรู้อยู่เต็มอกว่านังเด็กนี่แอบซ่อนกำไลวงนั้นไว้หลายปี ถ้าไม่ใช่เพราะนางโจวไปเจอเข้าเสียก่อน ป่านนี้นางคงเอากำไลติดตัวไปบ้านสามีแล้ว
"แม่เจ้าพูดถูก ลูกสาวที่แต่งงานไปแล้วไม่ควรมาโลภอยากได้สมบัติพ่อแม่ ถ้าคนอื่นรู้เข้า เขาจะไม่ด่าแค่เจ้าว่าไม่รู้ความ แต่จะลามไปด่าบ้านสามีเจ้าด้วยว่าอกตัญญู"
นางปรายตามองชายหนุ่มข้างกายเจียงฉือ
"ท่านย่า ท่านเข้าใจผิดแล้ว ภรรยาข้าแค่กลับมาเอาของของนางคืน ของดูต่างหน้าที่แม่นางทิ้งไว้ให้"
"พวกท่านยึดของนางไปต่างหาก ถ้าคนนอกรู้เข้า เขาคงจะพูดกันว่าบ้านท่านโลภมากไม่รู้จักพอ ถึงขนาดขโมยของหลานสาวตัวเอง"
โจวเฉิงเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ถ้าไม่อยากเดือดร้อน ก็คืนของให้ภรรยาข้าซะ"
นี่คือคำขู่ที่ชัดเจน หญิงชรารู้สึกเหมือนถูกท้าทายอำนาจ "ขู่ข้ารึ? ถ้าข้าไม่ให้ พวกเจ้าจะทำไม จะฆ่าแกงกันเลยหรือไง?"
"ไม่ต้องห่วง ชีวิตของพวกท่านไม่มีค่าพอให้สามีข้าลงมือหรอก"
"ข้าบอกไว้ตรงนี้เลย ของสิ่งนี้ข้าจะเอาให้ได้ ถ้าท่านไม่ให้ ข้าก็จะนอนเฝ้ามันอยู่ที่นี่แหละ"
"รอจนกว่าพวกท่านจะสำนึกได้ แล้วคืนกำไลแม่ข้ามา เมื่อนั้นข้ากับสามีถึงจะกลับ" เจียงฉือกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อเห็นท่าทีแข็งกร้าวของหลานสาว หญิงชราโกรธจนเซถลา นิ้วมือสั่นระริกชี้หน้าด่า "นังลูกทรพี... รอพ่อกับลุงเจ้ากลับมาก่อนเถอะ"
"ท่านย่า อย่าเพิ่งโมโหจนเป็นลมไปเสียก่อนล่ะ ถ้าท่านเป็นอะไรไป ข้าคงดีใจแย่" เจียงฉือพูดจบก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
โจวเฉิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นก็ลอบยิ้มมุมปาก
ฝีปากและฝีมือการต่อสู้ของภรรยาเขาช่างน่าทึ่ง การเปลี่ยนแปลงของนางช่างน่าอัศจรรย์นัก
เขานึกย้อนไปถึงครั้งแรกที่เจอความเมื่อห้าปีก่อน
ในเวลานั้น เด็กสาวผอมแห้งแรงน้อยคุกเข่าอยู่หน้าหลุมศพอันโดดเดี่ยว ร้องไห้ปานจะขาดใจ ปากพร่ำเรียกหา "ท่านแม่" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ระบายความความคิดถึงและความคับแค้นใจที่ได้รับจากคนในบ้านให้หลุมศพฟัง
หลังจากนั้น ทุกครั้งที่เขาเข้าป่าล่าสัตว์และต้องผ่านทางนั้น เขาจึงได้พบนางอีกหลายครั้ง
บางครา นางก็นั่งเงียบๆ หน้าหลุมศพ ไม่พูดไม่จา ได้แต่นั่งน้ำตาไหลริน
บางครา นางก็ฟุบลงกับเนินดินร้องไห้โฮ ฟ้องคนในหลุมศพถึงความทุกข์ทรมานที่ถูกทารุณกรรม
เขารับรู้ทุกความสุขความทุกข์ของนาง นานวันเข้า สายตาของเขาก็เริ่มจับจ้องอยู่ที่เด็กสาวร่างเล็กคนนี้
บางครั้งเขาออกล่าสัตว์ไปทางทิศอื่น แต่หากมีโอกาส เขาก็จะอ้อมกลับมาดูที่หลุมศพนั้นเสมอ
หากเด็กสาวไม่อยู่ เขาก็จะวางดอกไม้ป่าทิ้งไว้ให้
เขารู้ว่านางมีคู่หมั้น และได้ยินนางพูดด้วยความดีใจว่าจะได้หลุดพ้นจากบ้านนรกนี้เสียที เขาก็พลอยยินดีไปกับนาง
และเขาก็ได้รับรู้ถึงความสิ้นหวังของนางเมื่อถูกถอนหมั้นและต้องทนทุกข์อยู่ในบ้านหลังนั้นต่อไป
ความปรารถนาที่จะปกป้องนางก่อตัวขึ้น เมื่อกลับบ้าน เขาจึงขอให้แม่ไปหาแม่สื่อเพื่อสู่ขอ ซึ่งทุกอย่างง่ายดายเกินคาด
แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงคือนางเลือกที่จะจบชีวิตตัวเอง
เขารู้สึกเสียใจและเจ็บปวดมากในตอนนั้น เพราะเจตนาของเขาคือต้องการฉุดดึงนางขึ้นมาจากขุมนรก
โชคดีเหลือเกินที่นางรอดมาได้
นางฟื้นคืนชีพและบอกว่าจะใช้ชีวิตร่วมกับเขาอย่างดี นับจากวินาทีนั้น เขาสาบานกับตนเองว่าจะไม่ยอมให้นางต้องทนทุกข์หรือหลั่งน้ำตาอีกแม้แต่หยดเดียว
นับตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา นางดูราวกับได้เกิดใหม่ เข้มแข็งขึ้นมาก ไม่ใช่เด็กสาวขี้แยและเปราะบางคนเดิมอีกต่อไป