- หน้าแรก
- บุปผาเปื้อนดินกับสามีทมิฬผู้ล่าคนพาล
- บทที่ 10 กลับบ้าน
บทที่ 10 กลับบ้าน
บทที่ 10 กลับบ้าน
โจวเปียวเดินออกมาจากห้องมารดา เห็นน้องชายหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู "เจ้ารอง แม่พูดอะไรกับเจ้าหรือ? ทำไมหน้าแดงขนาดนั้น?"
โจวเฉิงลูบหน้าตัวเองด้วยความขัดเขิน "แม่ไม่ได้พูดอะไรนี่"
โจวเปียวไม่เชื่อ แต่ในเมื่อโจวเฉิงไม่อยากพูด เขาก็ไม่ซักไซ้ "งั้นเรารีบไปกันเถอะ ไปดูที่หลังเขาหน่อย จะได้ไม่เสียเวลาเจ้าพาน้องสะใภ้กลับบ้านเดิม"
เสี่ยวเป่าที่อยู่บนเตียงตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย เขาลุกขึ้นนั่งแล้วเรียกหา "ย่าครับ"
"เสี่ยวเป่าตื่นแล้วรึ? ยังเช้าอยู่เลย นอนต่ออีกหน่อยเถอะลูก" นางหลี่ลูบหัวหลานชายอย่างอ่อนโยน
เสี่ยวเป่าชะเง้อมองออกไปข้างนอก "ย่าครับ ผมอยากลุกไปหาอาผู้หญิง"
หลานชายตัวน้อยติดเจียงฉือแจ ขนาดละเมอยังเรียกหา 'อาผู้หญิง'
เจียงฉือเข้ามาในครัว ข้าวต้มในหม้อสุกได้ที่แล้ว แผ่นแป้งสีดำๆ ไม่รู้ทำจากอะไร รสชาติไม่น่าพิสมัยนัก แต่ก็พอให้อิ่มท้องได้
บนเขียงมีผักเขียวๆ อยู่ตะกร้าหนึ่ง นางหยิบขึ้นมาดูพบว่าเป็นยอดเก๋ากี้
นางมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เจ้าของร่างเดิมโตมาในป่าเขา จึงรู้จักพืชผักป่าเป็นอย่างดี
ตั้งแต่แม่เสียไป นางต้องรับหน้าที่ทำอาหาร ซักผ้า ทำงานบ้าน ดูแลความเป็นอยู่ของคนทั้งตระกูลเจียง ไม่ว่าเด็กหรือคนแก่
เพื่อจะได้โดนด่าน้อยลง เจ้าของร่างเดิมจึงพยายามปรุงอาหารให้อร่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
เจ้าของร่างเดิมจึงชำนาญการทำอาหารมาก
ประสบการณ์ทั้งหมดนั้นตอนนี้กลายมาเป็นของนางแล้ว
เจียงฉือใช้ยอดเก๋ากี้ทำข้าวต้มทรงเครื่องตามความชำนาญ
ถ้ายอดเก๋ากี้ยังอ่อน เอามาผัดคงอร่อยน่าดู แต่นี่ยอดค่อนข้างแก่ ไม่เหมาะจะเอามาผัดแล้ว
เครื่องปรุงในครัวมีแค่เกลือ ไม่มีเครื่องเทศอื่น การเอาใบแก่ๆ มาผัดจะทำให้ขมและไม่อร่อย
อาศัยประสบการณ์การทำอาหารของนางและเจ้าของร่างเดิม นางจึงลวกยอดเก๋ากี้ในน้ำเดือดก่อนเพื่อลดความขม แล้วค่อยนำไปปรุงต่อ
นางลองชิมดู รสชาติดีขึ้นมากจริงๆ
แม้จะยังไม่อร่อยเลิศเลอ แต่ในยุคสมัยนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นธรรมชาติไร้สารเจือปน แค่ได้กินอิ่มก็ถือว่าดีถมไปแล้ว ตราบใดที่ไม่ฝืดคอก็ถือว่าผ่าน
"อาครับ อาทำกับข้าวอยู่เหรอ?" เสียงใสๆ ของเด็กน้อยดังขึ้นจากด้านหลัง
เจียงฉือหันกลับไปเห็นเสี่ยวเป่ายิ้มแป้น หัวใจนางละลายเมื่อเห็นใบหน้าน่ารักน่าชังนั้น
"ใช่จ้ะ เสี่ยวเป่าทำไมตื่นเช้าจัง?"
"ย่าบอกว่าอาทำกับข้าวอยู่ ผมเลยตื่น เสี่ยวเป่ายังไม่เคยฝีมืออาเลย"
นางหลี่เดินตามเข้ามาในครัว เห็นทั้งสองคนคุยกันก็ยิ้มออกมา "เจ้าเด็กคนนี้ เมื่อคืนยังละเมอเรียกหาอาสะใภ้รองอยู่เลย!"
หลานคนนี้ติดนางมาก นางรู้ดี บางทีเขาอาจจะเอาความคิดถึงแม่มาลงที่นาง
เสี่ยวเป่าอายุห้าขวบ แม่ทิ้งไปเมื่อสองปีก่อน เด็กสามขวบย่อมมีความทรงจำหลงเหลืออยู่บ้าง
เจียงฉือลูบหัวเสี่ยวเป่า "เมื่อคืนฝันถึงอาเหรอ?"
เสี่ยวเป่าพยักหน้า เดินเข้ามาจับมือเจียงฉือแล้วพูดอย่างจริงจัง "เมื่อคืนผมฝันว่าอาทิ้งผมไป"
เจียงฉือรู้สึกเจ็บแปลบในใจ "อาไม่ทิ้งเสี่ยวเป่าไปไหนหรอก อาจะรอเสี่ยวเป่าโตเป็นหนุ่มก่อน"
เสี่ยวเป่ายิ้มตาหยี ดวงตาใสแจ๋วเป็นประกาย "อาสะใภ้รอง พูดจริงนะฮะ?"
"จริงสิจ๊ะ อาสะใภ้รองไม่เคยโกหกเด็ก"
ไม่นานนัก สองพี่น้องตระกูลโจวก็กลับมา
"วันนี้โชคไม่ดีเลย ไม่ได้สัตว์ป่าสักตัว" โจวเปียวบ่นอุบอย่างผิดหวัง
"ไม่เป็นไรน่า ที่บ้านยังมีไก่ป่ากับกระต่ายป่าอยู่ พอทำกินได้อีกสองมื้อ" นางหลี่ปลอบ
หลังทานข้าวเสร็จ เจียงฉือกับโจวเฉิงก็ออกเดินทางกลับบ้านตระกูลเจียง
ก่อนไป เจียงฉือบอกนางหลี่ว่านางอาจจะค้างที่บ้านเดิมสักสองสามวัน ให้นางกับพี่ชายไม่ต้องเป็นห่วง ภายในห้าวันพวกนางจะกลับมา
นางหลี่พยักหน้า กำชับให้ระวังตัวระหว่างทาง
เสี่ยวเป่าดึงมือเจียงฉือไว้แน่น "อาสะใภ้รอง สัญญากับผมแล้วนะ ว่าจะรอดูผมโต ห้ามผิดคำพูดนะ ต้องกลับมานะฮะ"
เจียงฉือตบแก้มยุ้ยๆ ของหลานชาย "จ้ะ อาจะรักษาคำพูด"
จากนั้นนางกับโจวเฉิงก็เดินจากไป
"น้องสะใภ้กลับบ้านมือเปล่าแถมยังไปตั้งนาน จะไปทำอะไรกันนะ?" โจวเปียวมองตามหลังทั้งคู่ไปด้วยความสงสัย
"จะทำอะไรก็ช่างเถอะ มีเจ้ารองไปด้วย นังหนูนั่นไม่โดนใครรังแกหรอก" นางหลี่พูดจบ จูงมือเสี่ยวเป่าเดินกลับเข้าบ้าน
แม้บ้านเดิมของเจ้าของร่างจะอยู่ในป่าเขาเหมือนกัน แต่อยู่ใกล้เมืองซีเหมินมาก เดินออกจากเขาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ถึง
และยังมีภูเขากั้นขวางอยู่หลายลูก ห่างจากหมู่บ้านสกุลโจวที่นางอยู่พอสมควร
หมู่บ้านสกุลโจวตั้งอยู่ในป่าลึก
ตอนที่ตระกูลเจียงส่งตัวเจ้าของร่างมาที่หมู่บ้านสกุลโจว ใช้เวลาเดินทางเกือบครึ่งค่อนวัน
ถ้าไปตามเส้นทางนั้น ก็คงใช้เวลานานขนาดนั้นจริงๆ
แต่โจวเฉิงบอกว่าเขาชำนาญทางแถบนี้มาก เขาเคยผ่านหมู่บ้านสกุลเจียงหลายครั้งตอนออกล่าสัตว์
เดินตามทางลัดของโจวเฉิง เพียงแค่ชั่วยามเดียวก็มองเห็นหมู่บ้านที่บ้านเดิมของเจ้าของร่างตั้งอยู่
พวกเขาเดินเข้าหมู่บ้าน
เจียงฉือสวมชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนที่โจวเฉิงซื้อให้ แม้จะยังดูผอมบาง แต่ใบหน้าก็มีเลือดฝาด
พอได้เสื้อผ้าดีๆ มาเสริม ราศีก็จับ ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคนกับเจียงฉือคนเดิมที่หน้าตาซีดเซียวซูบผอม
"อาฉือ กลับมาแล้วเหรอ?" หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งวิ่งเข้ามาจับมือนางด้วยความดีใจ
เจียงฉือจำได้ว่าป้าคนนี้ชื่อนางหยาง เป็นเพื่อนสนิทของแม่เจ้าของร่างก่อนเสียชีวิต
หลังจากแม่เจ้าของร่างตาย นางหยางก็แอบช่วยเหลือเจ้าของร่างอยู่บ่อยๆ ถ้าไม่ได้นาง ป่านนี้เจ้าของร่างคงอดตายไปนานแล้ว
จะเรียกว่าเป็นผู้มีพระคุณของเจ้าของร่างก็ได้
"คนในหมู่บ้านลือกันว่าเจ้าจะอยู่ได้ไม่เกินสามวัน ข้าเสียใจแทบแย่ ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะกลับมาได้?" นางหยางพูดไปน้ำตาคลอเบ้าไป
จังหวะนั้น หญิงชาวบ้านอีกสองคนก็เข้ามามุงดู ต่างพากันประหลาดใจที่เห็นนาง
"เจ้านี่ดวงแข็งจริงๆ ใครๆ ก็คิดว่าเจ้าไม่รอดเกินสามวันแน่ คนในหมู่บ้านไม่มีใครไม่ด่าพ่อเจ้าเลยนะ ที่ผลักลูกสาวดีๆ ลงนรกทั้งเป็น"
เจียงฉือยิ้ม "ป้าจ๊ะ ข้าก็ดูสบายดีไม่ใช่เหรอ?"
นางหยางยิ้มกว้าง "ใช่ๆ เห็นเจ้าสบายดี ข้าก็โล่งอก อ้อ จริงสิ เมื่อวานลูกพี่ลูกน้องเจ้า... เจียงหมิงฮุ่ยก็กลับมานะ แล้วตอนบ่ายก็รีบร้อนกลับไปอีก"
เจียงฉือไม่แปลกใจเลย เดาไว้อยู่แล้วว่านางต้องกลับมา คนที่ไม่เคยยอมเสียเปรียบใครอย่างนาง จะยอมกลืนความอัปยศที่นางมอบให้ลงคอได้ยังไง?
"ได้ข่าวว่านางอยู่ที่บ้านสามีก็ลำบาก แต่งไปก็ต้องทำเต้าหู้ตั้งแต่เช้ายันค่ำ พ่อแม่สามีก็ดูถูก สามีก็ไม่เอาถ่าน วันๆ ไม่ทำมาหากิน สงสัยจะเก็บกดเลยกลับมาระบายให้ที่บ้านฟังมั้ง"
พอได้ยินแบบนี้ สัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของพวกป้าๆ ก็ทำงานทันที
"แม่นางยังเที่ยวคุยฟุ้งไปทั่วว่าลูกสาวได้ดิบได้ดี เป็นคุณนาย มีคนคอยปรนนิบัติ ที่แท้ก็แค่ราคาคุยสินะ?"