- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในเกมออนไลน์
- บทที่ 22 ตาบอด?
บทที่ 22 ตาบอด?
บทที่ 22 ตาบอด?
บทที่ 22 ตาบอด?
เจิ้งอี้ไม่มีภูมิต้านทานต่อการเพิ่มราคาของอิ่นฉิงเลยสักนิด ตอนนี้เขาไม่สนแล้วว่าศัตรูจะมีกี่คน ในใจคิดแค่ว่าหนี้ยังไม่ได้จ่าย ถ้าเงินไม่เข้ากระเป๋า เขาอาจจะต้องกลับไปเผชิญหน้ากับมนุษย์ป้าเจ้าของหอคนนั้น
"เงินทองไม่ใช่เรื่องสำคัญ ผมเจิ้งอี้ เกิดมาพร้อมกับความยุติธรรมอยู่แล้ว" เจิ้งอี้ตะโกนใส่พวกนักเลงเสียงดัง
เขาเดินตรงเข้าไปหาพวกนั้นพลางถลกแขนเสื้อ ดูจากท่วงท่าแล้วราวกับจอมยุทธ์ผู้เก่งกาจ
แต่คนที่กล้าฉุดคร่าผู้หญิงในที่สาธารณะย่อมไม่ใช่คนดีอะไร พวกมันไม่กลัวแค่เพราะเจิ้งอี้เดินทำท่าขึงขังหรอก
"ไอ้หนู ยุ่งไม่เข้าเรื่อง อยากตายนักใช่ไหม" หัวหน้านักเลงเอ่ยขึ้น
สิ้นสัญญาณมือของหัวหน้า นอกจากสองคนที่คุมตัวหญิงสาวไว้ ที่เหลือก็กรูกันเข้ามาหาเจิ้งอี้
เรื่องชกต่อยเจิ้งอี้ไม่ได้เก่งกาจอะไร แต่เพราะออกมาใช้ชีวิตคนเดียวตั้งแต่เด็ก และไม่มีใครหนุนหลัง เพื่อไม่ให้โดนรังแก เขาเลยมีแต่ความใจกล้าบ้าบิ่นเข้าสู้
เมื่อเห็นพวกนักเลงพุ่งเข้ามา ในใจเจิ้งอี้ก็หวั่นๆ อยู่บ้าง แต่เพื่อข้าวเย็นและที่ซุกหัวนอนคืนนี้ เขาต้องสู้ยิบตา
"ตัดทางทำมาหากินก็เหมือนฆ่ากันทางอ้อม กูไม่สนหรอกว่าพวกมึงเป็นใคร" เจิ้งอี้ตะโกนเรียกขวัญกำลังใจให้ตัวเอง
เจิ้งอี้หลบหมัดของพวกนักเลงได้อย่างมีชั้นเชิง และยังสวนกลับไปได้หลายหมัดอย่างหนักหน่วง ขณะที่กำลังคิดว่าตัวเองได้เปรียบ พวกนักเลงก็อาศัยจำนวนคนที่มากกว่าเข้าล้อมกรอบเขาไว้จนมิด
"เก่งนักเหรอ มึงหลบสิ ทีนี้ดูซิว่าจะหลบยังไง"
พวกนักเลงเริ่มดึงทึ้งเสื้อผ้า ทำให้เจิ้งอี้ขยับตัวลำบาก หมัดและเท้าจากรอบทิศทางระดมใส่หน้าอกและแผ่นหลังของเขาอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อตกเป็นรอง เจิ้งอี้ทำได้แค่ใช้มือกุมหัว ขดตัวงอเป็นกุ้งอยู่บนพื้น ปล่อยให้พวกมันรุมเตะต่อย ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของพวกนักเลง
อิ่นฉิงกับลวี่เทียนเวยที่เพิ่งจะดีใจว่ามีคนมาช่วย เปลี่ยนสีหน้าเป็นเวทนาทันทีเมื่อเห็นเจิ้งอี้โดนยำเละอยู่บนพื้น วีรบุรุษช่วยสาวงามมีอยู่แค่ในหนังสินะ
"กระทืบให้ตาย มีอะไรกูรับผิดชอบเอง" หัวหน้านักเลงตะโกนอย่างบ้าคลั่ง
ดูเหมือนมันจะไม่กลัวไทยมุงถ่ายคลิปไว้เป็นหลักฐาน แถมยังชูนิ้วกลางกราดไปทั่วอย่างท้าทาย
เวลาผ่านไปทีละนาที แม้จะโดนยำจนน่วม แต่เจิ้งอี้ก็ไม่ร้องขอชีวิตสักแอะ พวกนักเลงเริ่มเบื่อที่เหยื่อไม่ตอบสนอง จึงเตะซ้ำอีกคนละทีสองทีแล้วผละออกมา เพราะลูกพี่บอกว่าหลังจากเล่นสนุกกับสองสาวเสร็จ จะแบ่งให้พวกมันได้ลิ้มรสด้วย
"ขยะเอ๊ย" พวกนักเลงถ่มน้ำลายรดร่างเจิ้งอี้อย่างดูถูก
เจิ้งอี้นอนคุดคู้ดูน่าสมเพช แต่สายตาของเขาลอบมองลอดช่องแขนสังเกตการณ์ตลอดเวลา แม้จะเจ็บระบมไปทั้งตัว แต่จุดตายสำคัญๆ เขาป้องกันไว้ได้หมด จึงไม่ได้รับบาดเจ็บถึงชีวิต
พอเห็นพวกนักเลงกำลังจะลากสองสาวไป เจิ้งอี้ก็ดีดตัวลุกขึ้นคว้าก้อนอิฐบนพื้น พุ่งเข้าชาร์จใส่หัวหน้านักเลงทันที
พวกนักเลงเพิ่งจะยำเจิ้งอี้เสร็จ คิดว่าเชือดไก่ให้ลิงดูไปแล้วคงไม่มีใครกล้าหืออีก เลยประมาท เจิ้งอี้จึงเข้าถึงตัวหัวหน้ามันได้อย่างง่ายดาย
เจิ้งอี้พุ่งชนหัวหน้านักเลงจนล้มกลิ้ง แล้วใช้เข่ากดอกมันไว้ มือขวาเงื้ออิฐทุบลงไปที่หัวมันเต็มแรง
โชคดีที่ก้อนอิฐตากลมตากฝนมานานจนเปราะ ไม่อย่างนั้นหัวหน้านักเลงคงได้ไปเฝ้ายมบาลแน่
เจิ้งอี้ทิ้งอิฐที่แตกคามือ แล้วรัวหมัดใส่หน้าหัวหน้านักเลงไม่ยั้ง
"เก่งนักเหรอ เก่งนักใช่ไหม"
เจิ้งอี้ไม่สนพวกลูกน้องที่กรูกันเข้ามาข้างหลัง มือเขากระชากคอเสื้อหัวหน้ามันไว้แน่น ปล่อยให้คนอื่นทุบตีตัวเองไป ส่วนเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาชกไอ้ตัวหัวหน้าอย่างเดียว
สุดท้ายนักเลงคนหนึ่งคว้าไม้เบสบอลฟาดเข้าที่ท้ายทอยเจิ้งอี้เต็มรัก นั่นแหละถึงหยุดเขาได้
ก่อนสติจะดับวูบ หางตาเขาเหลือบไปเห็นอิ่นฉิงกับลวี่เทียนเวยที่ยืนบื้อทำอะไรไม่ถูก ทั้งที่คนเฝ้าพวกเธอไม่อยู่แล้ว แต่กลับไม่ยอมหนี
"โธ่เอ๊ย กูเปิดทางให้ขนาดนี้ พวกมึงไม่ทำดาเมจก็วาร์ปกลับบ้านสิวะ เพื่อนร่วมทีมโคตรกาก" เจิ้งอี้คิดในใจ ปากขยับพะงาบๆ แต่ไม่มีเสียง ก่อนจะฟุบลงกับพื้นและหมดสติไป—
"เฮ้ย เอาจริงดิ? เพิ่งได้เกิดใหม่ กะจะมาผงาดแท้ๆ ตายซะแล้วเหรอ?"
เจิ้งอี้ลืมตาตื่นขึ้น แต่กลับเห็นเพียงความมืดมิด จึงเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองตายไปแล้ว
"ซี๊ด~"
พอขยับตัว ความเจ็บปวดก็แล่นจี๊ดขึ้นมาที่หัว แม้จะเจ็บจนต้องสูดปาก แต่เจิ้งอี้กลับดีใจจนเนื้อเต้น เจ็บแปลว่ายังไม่ตาย
'เพล้ง~'
เจิ้งอี้เผลอปัดแก้วน้ำตกลงพื้น เสียงแก้วแตกเรียกให้คนข้างนอกเปิดประตูเข้ามา
"คุณตื่นแล้วเหรอ?" เสียงผู้หญิงนุ่มนวลเอ่ยถาม
"ที่นี่ที่ไหน? ทำไมผมมองไม่เห็นอะไรเลย?" เจิ้งอี้ถามเสียงแหบพร่า
พอได้ยินเสียงคนคุยด้วย เจิ้งอี้ก็เพิ่งตระหนักว่าตัวเองอาจจะ 'ตาบอด' อารมณ์พุ่งพล่านทันที เขาพยายามดิ้นรนจะลุกขึ้น
"อย่าเพิ่งขยับค่ะ สายน้ำเกลือยังคาอยู่ที่มือ... ว้าย~ คุณ..." เสียงนุ่มนวลร้องอุทาน ก่อนจะถอยฉากหนี
เจิ้งอี้ที่ควานมือไปมั่วๆ สัมผัสโดนความนุ่มหยุ่นบางอย่าง พอจะขยับตัวไปพิสูจน์ว่าเป็นอะไร ก็คว้าลมจนหน้าคะมำตกลงไปกองกับพื้น
"นารีพิฆาตชัดๆ นารีพิฆาต!"
"กะว่าจะมาเป็นเทพซ่าในชาตินี้ ดันมาเจอหายนะตั้งแต่เริ่ม โดนยัยเด็กสองคนนั่นทำชีวิตพัง สวรรค์ไม่ยุติธรรม!"
สติเจิ้งอี้ใกล้จะแตก การตกต่ำจากจุดสูงสุดสู่จุดต่ำสุดมันเร็วเกินไป ถ้ารู้แบบนี้ยอมทิ้งเงินหมื่นดีกว่า ใครจะไปคิดว่าเรื่องจะบานปลายขนาดนี้
เสียงฝีเท้าหลายคู่เดินเข้ามาในห้อง ดูเหมือนจะเป็นผู้หญิงล้วน
"น้องเล็ก เกิดอะไรขึ้น?"
"พี่ใหญ่ พี่มาพอดีเลย เขาดูเหมือนจะคลั่งไปแล้ว ตะโกนโวยวายแถมยัง... แถมยังลวนลามหนูด้วย" เสียงนุ่มนวลก่อนหน้าฟ้อง
"ไอ้ลามกนี่ กล้าดียังไงมาลวนลามแก? เดี๋ยวแม่จะสับมือทิ้งซะเลย พี่ใหญ่ เราพาหมาป่าเข้าบ้านชัดๆ!" เสียงผู้หญิงอีกคนที่ไม่คุ้นหูแทรกขึ้นมา
"พอได้แล้ว ถ้าไม่ได้เขา พี่กับเวยเวยคงไม่ได้กลับมา เขาเป็นแบบนี้เรามีส่วนต้องรับผิดชอบ ถึงจะเป็นหมาป่า เราก็ต้องรักษาให้หายก่อนค่อยว่ากัน"
เสียงนี้เจิ้งอี้จำได้แม่น อิ่นฉิง แม่สาวสายเปย์ที่ซื้อของเขานั่นเอง
อิ่นฉิงหันไปสั่งคนอื่นเสร็จ ก็หันมาพูดกับเจิ้งอี้ "ไม่ต้องกลัว ตอนนี้คุณปลอดภัยแล้ว ที่นี่คือสตูดิโอของฉัน คนพวกนี้เป็นสมาชิกกิลด์เรา หมอบอกว่าคุณแค่บาดเจ็บภายนอก แต่เพราะเราต้องรีบหนี เลยพาคุณมารักษาตัวที่นี่ก่อน
ส่วนเรื่องตาของคุณ ไม่ได้บอดถาวรหรอก แค่ท้ายทอยโดนกระแทกอย่างแรงจนสมองกระทบกระเทือน มีเลือดคั่งกดทับเส้นประสาทตา พอเลือดสลายไป การมองเห็นก็จะกลับมาเอง
ระหว่างพักฟื้นคุณพักที่นี่แหละ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเราจัดการเอง เครื่องมือสื่อสารคุณพัง ฉันจะซื้อใหม่ให้ ส่วนอุปกรณ์เกมของคุณฉันเก็บมาให้แล้ว มีอะไรสงสัยถามมาได้เลย"
อิ่นฉิงร่ายยาวตอบทุกข้อสงสัย เจิ้งอี้ค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลง เขานั่งเหม่ออยู่บนพื้น ความมึนงงเริ่มตีตื้นขึ้นมา พร้อมกับความเจ็บปวดที่ระบมไปทั่วร่าง
"ห้องน้ำอยู่ไหน? ผมปวดฉี่!" จู่ๆ เจิ้งอี้ก็โพล่งออกมา